ธรณีพิบัติภัย
ธรณีพิบัติภัย
ตอนที่ 78 ธรณีพิบัติภัย
พ่อสำเริงได้ติดต่อผู้หลักผู้ใหญ่ พวกหมอผี หรือว่าพระอาจารย์ชื่อดังไปหลายต่อหลายคน แต่มันกลับกลายเป็นว่าพอมากคน ก็มากความไปด้วย…
คนโน้นจะให้ทำอย่างนี้ คนนี้จะให้ทำอย่างโน้น พอฟังหลาย ๆ คนเข้ามันก็พลอยสับสนตีกันไปหมด
เจ้านายสายตรงของปกป้อง ก็ได้เรียกเขาไปพูดคุยโดยเขากล่าวแสดงความเสียใจตามมารยาท ก่อนที่จะถามไถ่ว่ามีอะไรให้ช่วยบ้างไหม?
ชายหนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ “พี่พอจะรู้จักพวกคนมีวิชา พวกหมอผีเก่ง ๆ หรือว่าพระเกจิบ้างไหม?”
“เอ็งคิดว่ามันเป็นเรื่อง…อย่างว่าเหรอวะ?” ชายหนุ่มรุ่นพี่ได้เอ่ยปากถาม
“ถ้าจะให้ผมคิดเป็นอื่นมันก็คงยากพี่บอย พี่เองก็รู้ว่าผมไม่ใช่พวกคนงมงาย อย่างน้อย ๆ ผมก็อยากจะทำบุญสะเดาะเคราะห์ หรือไม่ก็ทำพิธีอะไรสักอย่าง เพื่อเป็นการปลอบขวัญกำลังใจของลูกเมียสักหน่อย…”
เจ้านายที่ชื่อบอย ได้บอกกล่าวต่อไป “เอ็งถามถูกคนแล้ว ข้าอยู่ที่นี่มานานมันก็ต้องรู้จักพวกคนมีวิชาอยู่บ้างสิวะ อีกเดี๋ยวข้าจะลองช่วยติดต่อให้เอ็งเอง เอาเป็นว่าช่วงนี้เอ็งก็ลาพักสักหน่อยเถอะวะ หน้าตาซีดเซียวดูไม่ได้เลย เดี๋ยวได้เรื่องแล้วจะโทรไปบอก…”
ปกป้องก็พยักหน้ารับ ก่อนจะฟังคำแนะนำอีกหลายประโยค และก็เดินจากไป
บอยเริ่มครุ่นคิดขึ้น “ข่าวคราวมันคงถูกปิดบังเอาไว้โดยเจ้าหน้าที่ กระทั่งไอ้ปกป้องมันก็ไม่ได้เปิดเผยอะไร ดูแล้วคงจะต้องเกิดเรื่องใหญ่ในหมู่บ้านนั้นเป็นแน่!”
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านนั้น มันย่อมได้แพร่กระจายออกมา และมันก็ดังเข้าหูผู้คนที่อาศัยอยู่โดยรอบ ข่าวเหล่านี้ย่อมปกปิดได้ไม่นาน และยิ่งนานวันมันก็จะยิ่งเล่าลือกันออกไปมั่วซั่ว
ดังนั้นทางการโดยผู้ว่าราชการจังหวัด ได้นำทัพลงมาเองและก็ได้ประกาศให้พื้นที่นี้ได้กลายมาเป็น ‘ธรณีพิบัติภัย’
ทางผู้ว่าราชการจังหวัดก็ได้ออกมาให้ข่าวว่า “เหตุการณ์นี้ มันได้เกิดขึ้นมาจากพื้นดินที่ทรุดตัวลงอย่างฉับพลัน หลังจากการตรวจสอบ ก็ดูเหมือนว่าพื้นดินใต้หมู่บ้านแห่งนี้ มันจะเป็นแอ่งน้ำเก่าที่เชื่อมต่อกับทะเลอ่าวไทย…”
“ดังนั้นนี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้บ้านเรือนหลายหลังในหมู่บ้าน ก็พากันล้มครืนลงมา ยามเมื่อถึงเวลา” ผู้ว่าฯ ได้เอ่ยอธิบายศัพท์เทคนิคอีกเยอะมาก
ขณะที่พวกนักข่าวก็ยืนเอาไมค์จ่อปากสอบถามถึงประเด็นโน่นนี่นั่น
“ถึงแม้ว่าโครงการจะสร้างและออกแบบมาได้ดีตามมาตรฐาน แต่ว่าเรื่องแบบนี้มันก็สุดที่จะป้องกันจริง ๆ ดังนั้นผมจึงใคร่ขอความร่วมมือจากทางพี่น้องประชาชนในละแวกใกล้เคียง เพื่อจะทำการสำรวจพื้นที่โดยรอบไปในคราวเดียว…”
เขาไม่ได้กล่าวถึงโรคระบาดอะไรทำนองนั้นเลย เพราะยามเมื่อผู้คนได้ยินเช่นนั้นแล้ว ก็คงจะเกิดเป็นเรื่องลุกลามบานปลาย กระทบต่อเศรษฐกิจ และกระทบต่อภาพรวมการท่องเที่ยวในจังหวัด
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อปีก่อนทางรัฐบาลก็พึ่งจะประกาศให้เมืองพัทยา ได้กลายมาเป็น ‘เขตปกครองพิเศษ’ ดูท่าแล้วยังจะมีการขยายผังเมืองอีกเยอะ…
เพื่อที่จะดับความวิตกกังวลของผู้คนโดยรอบ ทางการก็ได้ประกาศซ้ำอีกครั้ง โดยทำให้คนที่อยู่ในหมู่บ้านทั้งหมด จำเป็นต้องย้ายออกไปอยู่ที่อื่นก่อนชั่วคราว เพราะว่าที่นี่มันเสี่ยงจะเกิดอุบัติเหตุขึ้น
ดังนั้นหลังจากวันนั้นมา ผู้คนในละแวกก็ไม่พบเห็นคนในหมู่บ้านอีกเลย นั่นอาจจะเป็นเพราะว่าพวกเขาย้ายไปอยู่ที่อื่น ส่วนผู้ว่าฯ ก็เล่นใหญ่เข้าไว้ เขาได้สั่งขยายการตรวจสอบพื้นที่โดยรอบต่อไป
ทำให้ประชาชนในละแวกนั้น แทนที่จะมากังวลเรื่องโรคระบาดที่มีคนร่ำลือ กลับต้องมาคอยเป็นกังวลว่าบ้านของตนจะทรุดตัวไหม
แน่นอนว่ามีหลายคนไม่เชื่อที่ผู้ว่าฯ บอกกล่าว แต่ว่า…ไม่เชื่อแล้วจะทำยังไงได้เล่า?
ประเด็นที่ได้เปิดเผยออกมาก็คือ ‘ให้คนในหมู่บ้านย้ายออกไปหมด!’ นี่คือการวางหมากชั้นยอด ให้ทุกคนได้รู้ว่า “ไม่มีใครอาศัยอยู่ที่นี่แล้ว!”
ซึ่งยังได้ประกาศอีกว่าจะช่วยตรวจสอบพื้นที่โดยรอบ นี่ก็เหมือนการเล่นกับใจคนอีกต่อหนึ่ง เพราะมนุษย์ย่อมกังวลถิ่นที่อยู่อาศัยของตนเป็นธรรมดา
หลังจากนั้นทางการก็ได้เข้าไปสำรวจตรวจสอบ ขนย้ายเอาซากศพออกมาจากหมู่บ้านอย่างเงียบเชียบ เรื่องนี้รัฐบาลได้เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องและชักใยอยู่เบื้องหลังด้วย
ส่วนพวกซากศพนั้น ทางการก็ตัดสินใจส่งมอบคืนให้กับญาติตามปกติ พิมพ์ใจกับเพียรที่ได้ไปงานศพ ก่อนที่จะปิดฝาโลงเอาน้ำมะพร้าวล้างหน้า ทั้งสองก็ได้เห็นสภาพศพที่ได้กลับมาเป็น ‘ศพปกติ’
ร่างกายไร้วิญญาณนั่นมันดูไม่ได้ผิดแผกไปจากศพคนธรรมดา ซึ่งมันไม่เหมือนกับในวันเกิดเหตุ ที่ทุกผู้ทุกคนกลายมาเป็นศพแห้งกรอบ คล้ายดั่งไม้ที่มันมีแต่เปลือก ไม่มีเนื้อเลยสักนิด
สมองของพิมพ์ใจครุ่นคิดไปต่าง ๆ นานา เธอเตรียมเอาเรื่องนี้ไปปรึกษาพ่อเธอหลังจากที่จบงานศพ ซึ่งนี่มันย่อมไม่ใช่เหตุการณ์ธรรมดา ๆ เป็นแน่
พอมาถึงตอนนี้แล้ว เธอเองก็ไม่ถึงขั้นไร้เดียงสาที่จะคิดไม่ออกว่า ต้องมีคนใช้เวทมนตร์มาปิดบังอำพรางตาของผู้คนเอาไว้
ซึ่งนั่นมันย่อมหมายถึง พวกเขาได้ทำการใช้มนตร์อำพรางตาเธอเอาไว้ และยังรวมไปถึงสามีกับลูกชายของเธอด้วย พอนึกคิดเรื่องนี้ขึ้นมาเธอก็พลันเสียวสันหลังวาบ
ยามเมื่อเพียรได้เห็นศพของเพื่อนบ้าน เขาก็หันไปจ้องสบตากับแม่ตนในทันที และที่เธอได้พาลูกชายมายืนดูอยู่ตรงนี้ นั่นก็เป็นเพราะว่าต้องการมาตรวจสอบให้แน่ใจ
ปกป้องย่อมเห็นอาการผิดปกติของคู่ชีวิต และลูกชายของตน แต่ว่าตัวเขายังไม่สะดวกที่จะเอ่ยปากถามอะไรในตอนนี้
……
“พ่อดูเหมือนจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น!” พิมพ์ใจพูดด้วยน้ำเสียงร้อนรน ยามเมื่อกลับมาถึงรถยนต์ เธอให้ปกป้องพาเพียรยืนรออยู่ด้านนอก เพราะภาษิตว่า “กำแพงมีหู ประตูมีช่อง” อยู่ในที่มิดชิดถึงอย่างไรก็ยังดีกว่า
ด้วยตัวเธอเองก็ไม่รู้ว่ากำลังเผชิญหน้ากับอะไรอยู่กันแน่ จึงจำต้องระมัดระวังตัวเอาไว้ ซึ่งทำแบบนี้มันย่อมไม่เสียเวลา ไม่เสียหายแต่อย่างใด
เธอกลับรู้สึกกังวลบ้างแล้วจริง ๆ ถึงขั้นมีคนใช้มนตร์อำพรางตา ปิดบังศพนั่นให้เหมือนปกติ ไม่ได้ตายอย่างผิดธรรมชาติ อย่างที่เธอเคยพบเห็น
สำเริงได้ตอบรับและตั้งใจฟังลูกสาวเล่าเรื่อง “มีคนอำพรางตางั้นเหรอ?” ชายชราเดินไปเดินมาอยู่ในบ้านนานสองนาน
หลังจากนั้นเขาก็พูดต่อ “ดูท่าพวกรัฐบาลคงจะกระโดดลงมาเล่นเรื่องนี้ด้วยตัวเองแล้ว เพราะเหตุการณ์แปลกประหลาดแบบนี้ ท้องถิ่นหรือทางผู้ว่าฯ ก็คงจะเอาไม่อยู่ เบื้องหลังต้องมีคนใหญ่คนโต ในกระทรวงต่าง ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องเป็นแน่…”
“พ่อคิดว่าคนที่ใช้พวกมนตร์อำพรางตา น่าจะเป็นพวกคนของรัฐบาลนั่นแหละ พวกเขาอยากจะปกปิดข่าวเอาไว้ไม่ให้ประชาชนแตกตื่น พวกรัฐบาลหรือคนใหญ่คนโตคงไม่กล้ามาทำอะไรแบบนี้ เพราะจะได้ไม่คุ้มเสีย!”
“แผ่นดินเรายังมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่แน่ ๆ ลูก พ่อเชื่อว่าหนูจะต้องคิดได้หลังจากเหตุการณ์ในคราวนี้!” สำเริงคิดเช่นนี้จริง ๆ จึงได้กล่าวให้กำลังใจลูกสาว เพื่อให้มีสติยึดมั่น
หลายวันที่ผ่านมา ตัวเขาก็คอยตามหาคนดีมีวิชาอยู่ตลอด แต่หลายคนก็มักจะเป็นพวกที่คุยโวเสียมากกว่า เน้นไปทางพวกหลอกลวง ไม่ได้มีวิชาจริงเหมือนปากพูด
พวกเพื่อน ๆ ในกรมศิลปากรของเขา ไม่เคยขาดคนที่มีความรู้มีวิชา นั่นเพราะว่าบางคนต้องทำงานอยู่กับความเชื่อ ซึ่งใน ‘ช่างสิบหมู่’ แต่ละคนก็เด่นไปคนละด้าน
และทุกคนย่อมต้องมีของดี ที่จะเอาไว้ใช้ป้องกันตัวบ้างเล็กน้อย ส่วนพวกวิชาอะไรนั่นก็จัดอยู่แค่ในระดับขั้นปกติเท่านั้น
หญิงสาวถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “พ่อจ้ะ แล้วหนูควรจะทำยังไงต่อดีแบบนี้ ควรกลับกรุงเทพฯ ไปเลยดีไหม?”
“ถ้าพร้อมแล้วก็กลับมาเลยก็ได้ลูก อยู่ที่โน่นพ่อว่าท่าจะไม่ดี…” เมื่อพูดมาถึงประเด็นนี้พ่อสำเริงก็คิดขึ้นมาได้ทันที ก่อนจะบอกกล่าวต่อ
“นี่ยัยหนู ตอนนี้พ่อได้ไปบอกกล่าวพระครูที่วัดแถว ๆ บ้านเราแล้ว ขอให้ท่านช่วยสวดพระปริตร ช่วยรดน้ำมนต์ให้เรากับเจ้าเพียรมันหน่อย พ่อคิดว่าวิธีนี้น่าจะดีที่สุดแล้วลูก…”
“ถ้างั้นหนูกลับบ้านไปเลยดีไหมจ๊ะพ่อ?” เธอถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น วิธีที่ดีที่สุดของพ่อ ย่อมดีที่สุดสำหรับเธอด้วยเช่นกัน
แต่ทว่าไม่นานก็พลันเงียบลง ก่อนที่จะเอ่ยปากพูดอย่างกระอักกระอ่วน
“เอ่อ…แต่ว่าเมื่อเช้าหัวหน้างานของป้อง โทรมาบอกว่าเขาได้ติดต่อพวกหมอดูร่างทรงเอาไว้ให้แล้ว และทางฝั่งพ่อแม่ของป้องก็เห็นดีเห็นงามด้วย ว่าควรไปทำพิธีสะเดาะเคราะห์ที่นั่น เรื่องนี้พ่อคิดว่ายังไงบ้างจ๊ะ?”
“อื้ม…” สำเริงเริ่มลากเสียงยาว เนื่องจากว่าลูกสาวตนก็ได้แต่งงานแล้ว ครั้นจะให้ฟังแต่ตนมันก็ใช่ที่
“หนูไปสืบมาก่อนดีไหม พ่อกลัวว่ามันจะกลายเป็น ‘ดื่มยาพิษ’ เพื่อจะดับกระหายหรือเปล่า?” เขาไม่ค่อยมั่นใจในวิธีของพวกหมอผีมากเท่าไหร่นัก จึงได้อาศัยพุทธานุภาพใต้ร่มเงาของพระพุทธศาสนาดีกว่า
“ได้จ้ะพ่อ หนูจะไปถามก่อนว่าเขาทำอย่างไรบ้าง แล้วค่อยมาปรึกษากับพ่ออีกทีหนึ่ง” หลังจากที่คุยกันอีกหลายประโยค พิมพ์ใจก็วางสายไป…
เนื้อเรื่องช่วงนี้ ผู้เขียนบอกตามตรงว่ามันคือ “ปมของเรื่อง!” ไม่อาจละเลยหรือปล่อยผ่านโดยง่าย