ไอ้หมอดาก
ไอ้หมอดาก
ประตูลิฟต์ตรงโถงชั้นหนึ่งของอาคารณิชคุณกำลังเปิดรับผู้โดยสาร นัชชาก้าวเข้าไปได้เพียงก้าวเดียว เสียงเรียกจากด้านหลังก็ดังไล่มา
“อาจารย์ครับ รอผมด้วยครับ!”
รวิศเร่งฝีเท้าจนเกือบเป็นวิ่ง เบียดผ่านคนสองสามคนมาหยุดหน้าลิฟต์ ในมือมีเอกสารหนึ่งแผ่น สีหน้าราวกับกระดาษใบนั้นเป็นผลสอบตกของตัวเอง
นัชชากดปุ่มเปิดประตูค้างไว้ “มีอะไร”
“คำขอใช้กองทุนช่วยค่ารักษาของนายวรากรถูกปัดตกครับ”
“เหตุผล”
“ศูนย์เราใช้วงเงินช่วยเหลือผู้ยากไร้เกินโควต้า” รวิศยื่นเอกสารให้ “แล้วฝ่ายบริหารก็ระงับวงเงินของศูนย์ไว้ก่อนครับ คำขอใหม่จะยังไม่ถูกพิจารณาจนกว่าจะตรวจยอดทั้งหมดเสร็จ”
นัชชากวาดตามองข้อความไม่กี่บรรทัดบนกระดาษ “ใครเซ็น”
“อาจารย์ประภาสครับ”
“ไอ้สารเลว!” นัชชาสบถ
เธอปล่อยมือจากปุ่มลิฟต์ หมุนตัวเดินตรงไปยังประตูหน้าโรงพยาบาลแทน รวิศรีบสาวเท้าตาม
“อาจารย์จะไปไหนครับ”
“ถามคนเซ็นว่ามันเอาสมองส่วนไหนคิดวะ”
“ให้ผมไปด้วยไหมครับ”
“ฉันไปคุยเรื่องงบ ไม่ได้ไปผ่าคน นายตามไปก็ช่วยถือมีดไม่ได้ ไปดูวรากร เช็กไข้ ดูแผล แล้วถามพยาบาลว่าเริ่มผายลมหรือยัง”
“แต่อาจารย์....คือผมมีธุระ....”
“ธุระของนายคือคนไข้ หุบปาก แล้วไปทำงาน”
รวิศเม้มปากแน่น มองอาจารย์เดินออกประตูกระจกไปยังจุดจอดรถรับส่งหน้าอาคาร พนักงานซึ่งกำลังเช็ดเบาะรถกอล์ฟเงยหน้าขึ้น พอเห็นว่าใครเดินมาก็วางผ้าไว้ข้างตัว
“ไปอาคารวรเวชค่ะพี่โอเล่”
ชายวัยสี่สิบกว่ามองหน้าเธอแวบหนึ่ง ก่อนวางมือบนพวงมาลัย “ขึ้นมาเลยครับหมอ”
รถกอล์ฟเคลื่อนออกจากหน้าอาคารณิชคุณไปตามทางภายในโรงพยาบาล ระยะห่างระหว่างสองอาคารไม่ได้มากนัก แต่ไอร้อนเหนือพื้นถนนช่วงสายก็แรงพอให้นัชชาเลือกนั่งหน้านิ่งอยู่บนรถแทนการเดิน
รวิศยืนมองรถแล่นออกไปจนลับแนวต้นไม้ เสียงดูดกาแฟดังขึ้นข้างหู เขาหันไปมองปาล์ม เพื่อนร่วมรุ่นสมัยเรียนแพทย์ซึ่งตอนนี้เป็นแพทย์ประจำบ้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู อีกฝ่ายยืนถือกาแฟเย็นด้วยเสื้อผ้าเรียบกริบ ผมทุกเส้นยังอยู่ครบที่เดิม
“สภาพมึงเหมือนคนโดนสูบวิญญาณ” ปาล์มมองตั้งแต่เส้นผมยุ่งลงมาถึงชายเสื้อที่ยับกว่าปกติ “เมื่อไหร่จะพ้นศูนย์ลำไส้วะไอ้หมอดาก ได้ข่าวว่าลงมาเดือนเดียวชีวิตก็บัดซบแล้วนี่”
“ไอ้ห่า มึงหยุดเรียกกูแบบนี้เลยนะ ฟังทีไรขนดากกูสะเทือนทุกที”
“ก็ถ้ามึงยังอยู่นั่น กูก็จะเรียกแบบนั้นแหละ”
“เหลืออีกสองเดือน” รวิศถอนใจ “ครบเมื่อไหร่กูไปแน่”
“ใบสมัครศัลย์ตกแต่งที่มึงส่งไป ยังไม่ประกาศรายชื่อคนได้สัมภาษณ์อีกเหรอวะ”
“ยัง เห็นว่าจะประกาศเดือนนี้ ระหว่างรอกูก็มาทำงานหาเงินไปก่อน ดีกว่านั่งว่างอยู่บ้าน”
ปาล์มเลิกคิ้ว “เจ้าของบริษัทนำเข้าซิลิโคนหน้าอกยังต้องให้ลูกออกมาหาเงินใช้เองอีกหรือวะ”
“เงินพ่อ ไม่ใช่เงินกู แล้วเขาก็ไม่ยอมให้กูนั่งรอเฉย ๆ บอกว่าถ้าอยากเปลี่ยนทางก็ออกมาดูงานจริงให้มากพอ จะได้รู้ว่าอยากเป็นศัลยแพทย์ตกแต่งจริง ๆ ไม่ใช่เห็นว่ารายได้ดีแล้วเข้ามาเล่น ๆ”
“แล้วถ้าเกิดอยู่ไปอยู่มา มึงเสือกติดใจผ่าดากขึ้นมาล่ะ”
“ชอบดูนมอย่างกูจะมาติดใจอะไรกับไส้กับดาก ยิ่งต้องเข้าเคสโหดๆ กับอาจารย์นัชนะ พักเลย พัก!”
ปาล์มหัวเราะ “ถ้ามึงยังอยู่กับอาจารย์นัชนะ ความหวังเป็นหมอเสริมนมมึงพังแน่ อีกหน่อยก็ว่ามึงได้จับแต่ดาก”
“ทุกวันนี้กูก็เห็นแต่ดากอยู่แล้ว”
“แต่แม่งอาจารย์โหดจริง เตะก้านคอญาติคนไข้กลางห้องฉุกเฉินแล้วยังเดินเข้าห้องประชุมไปเถียงผู้บริหารต่อได้ คนทั้งโรงพยาบาลพูดกันหมด สมฉายาหมอปีศาจฉิบหาย”
รวิศยกมือแตะคอเสื้อตัวเอง สามวันแรกที่ถูกส่งลงศูนย์ลำไส้ฯ เขาเข้าห้องผ่าตัดทุกวัน เช้าวันที่สามเพิ่งหลับในห้องพักแพทย์ได้ไม่ถึงสามชั่วโมง ประตูห้องก็เปิดออกตอนตีห้า อาจารย์นัชชากระชากผ้าห่มออกแล้วดึงคอเสื้อเขาลงจากเตียง
“ลำไส้ทะลุ ห้องผ่าพร้อมแล้ว นายมีเวลาล้างหน้าสามนาที”
“อาจารย์ครับ ผมเพิ่งได้นอน”
“คนไข้กำลังจะตาย เขายังไม่บ่นเลย”
จากนั้นเธอก็ลากเขาออกจากห้อง ทั้งที่เขายังจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตัวเองสวมรองเท้าตอนไหน
“มึงยิ้มอะไร” ปาล์มถาม
รวิศเม้มปาก เก็บรอยยิ้มที่ปาล์มจับได้กลับไป “กูนึกถึงตอนโดนลากคอไปผ่าไส้ เคสแรกด้วย ขี้ทะลุลำไส้เลยมึง”
“ดูมึงภูมิใจอยู่นะ เคสยากทั้งนั้น”
“ภูมิใจเหี้ยอะไร กูแค้น!”
“แค้นแต่ยิ้มเนี่ยนะ”
“มึงไปกินกาแฟของมึงเถอะ คนไข้กูรออยู่”
รวิศเดินหนีเสียงหัวเราะของเพื่อนกลับไปทางลิฟต์ ปาล์มมองตามแล้วส่ายหน้า ก่อนยกกาแฟขึ้นดูดต่อ
*****
สภาพคนแค้นอาจารย์ ฮ่าๆๆๆ
ติดตามคุณหมอรวิศไว้ให้ดีค่ะ คุณหมอคือ MVP มาก เราจะเห็นพัฒนาการจากเรื่องนี้
และยังไปต่ออีกเรื่อง แล้วค่อยมีเรื่องของตัวเอง บอกเลย โคตรแซ่บ!
ตอนนี้เรียกไปก่อน หมอดาก
ใครขำ คอมเมนต์มาหน่อยเร้ววว
หัวใจ ถูกใจ เพิ่มหนังสือเข้าชั้น จะได้ไม่พลาดทุกการอัปเดทนะคะ
ลินท์ตั้งเวลาเป็นหลัก แต่บางทีเขียนงานเพลิน ลืมตั้งเวลาลงนิยาย แล้วเกินเหตุฉุกเฉิน มันจะอัพช้าหน่อย
ตอนนี้ก็ได้แต่ภาวนาว่าให้ร่างกายตัวเองยังอยู่ในสภาพแข็งแรง เขียนนิยายได้ ยังไม่อยากได้คีโมอีก (สาเหตุของผื่นแพ้ น่าจะมาจากการรับคีโมด้วย จู่ๆ ก็แพ้น้ำหอม หรือถ้าใส่เคมีหนักๆ ในการซักผ้า ได้เรื่องเลย ผื่นขึ้นทั้งตัว คัน นอนไมไ่ด้ พอกินยา นอนยาวเลย รู้ตัวอีกที เอ้า ฉิบหาย ไม่ได้ลงนิยาย) แต่ถ้าต้องกลับไปรับคีโมเมื่อไหร่ อันนั้นก็ไม่รู้จะพาทุกคนไปดูหมอรวิศได้ไหมนะ (แต่เรื่องนี้จบแล้วเด้อ ไม่ต้องห่วง)
ขอบคุณทุกคนมากนะคะ เลิฟๆ