เธอให้เวลาเราเท่าไหร่
เธอให้เวลาเราเท่าไหร่
“เราจะปล้นคน”
วงแตกกระเจิงพร้อมกัน รวิศเป็นคนแรกที่สับขาหมุนตัวเตรียมวิ่ง แต่นัชชาคว้าคอเสื้อด้านหลังลากกลับมาจนเจ้าตัวแทบหงายเงิบ
“อาจารย์ครับ ผมเป็นหมอนะครับ ไม่ใช่โจร!”
“ทีตอนเรียกให้วิ่งเข้าห้องผ่าตัด ไม่เห็นเร็วแบบนี้เลยนะ” นัชชาดึงเขากลับมาเข้าที่
“จะปล้นยังไงคะอาจารย์” กานต์ถาม สีหน้านิ่งสงบกว่ารวิศมาก
“ไอ้อดีตนักการเมืองที่มาบุกโรงพยาบาลเมื่อวาน มันรวยมาก” นัชชาแสยะยิ้ม “เราจะรีดไถให้มันบริจาค”
วิโรจน์พ่นลมหายใจออกทางจมูก “ไอ้คดีที่ลูกน้องเราเพิ่งรายงานน่ะเหรอ ที่ลูกมันแทงเด็กในร้านกาแฟ ส่วนตัวพ่อไปอาละวาดขวางหมอในห้องฉุกเฉิน”
“เออ คดีนั้นแหละ แล้วหมอคนที่มันขวางก็คือเราเอง เราเลยเตะก้านคอมันไปหนึ่งที”
วิโรจน์ระเบิดหัวเราะลั่น “สมแล้วกับฉายาหมอปีศาจ แต่ลูกน้องรายงานว่ากล้องวงจรปิดที่ร้านมันเสียนะเว้ย เจ้าของร้านก็ให้ปากคำแบบนั้น”
“นายก็ไปดูสิว่ามันเสียจริงไหม” นัชชาเลิกคิ้วท้าทาย “ลูกน้องนายมีมือมีตีน กู้ไฟล์แค่นี้ไม่เกินความสามารถตำรวจหรอก”
“เธอให้เวลาเราเท่าไหร่”
“คืนนี้”
“เฮ้ย! กู้ไฟล์ ตรวจภาพ หาคน แล้วเรียกอดีต ส.ส. มาคุย คืนเดียวเนี่ยนะ!”
“พรุ่งนี้เช้าเรียกมันมาเจรจาเลย เรามีตรวจคนไข้ตอนบ่าย ไม่อยากเสียเวลา”
วิโรจน์จ้องหน้าเพื่อนสนิทรุ่นลูกนิ่งงัน “ตกลงเห็นเราเป็นผู้กำกับ หรือเป็นเบ๊ฝ่ายบริการหมอปีศาจวะ”
นัชชาทำตาใสปิ๊ง ส่งยิ้มหวานหยดย้อยประจบประแจง “เป็นเพื่อนไงคะ เพื่อนรัก”
คนถูกใช้หลุดสบถพึมพำ ส่วนรวิศมองอาจารย์ด้วยสายตาที่เริ่มตระหนักรู้แล้วว่า เหตุใดผู้บริหารโรงพยาบาลถึงต้องขอยาดมทุกครั้งที่ได้ยินชื่อเธอ
หลังตกลงแผนการสุดโต่งเสร็จ วิโรจน์ขอตัวลงสนามวิ่งไปก่อน กานต์ยืดกล้ามเนื้อเล็กน้อยแล้ววิ่งตาม ส่วนนัชชาเลือกเดินรับลมชิล ๆ รวิศสอดมือเข้ากระเป๋ากางเกง ทำท่าจะเดินลอยชายเคียงข้างอาจารย์
“สองรอบ เพซเก้าครึ่ง ห้ามเฉลี่ยเกินสิบครึ่ง ถ้าช้ากว่านั้นเรียกเดิน”
“ผมเพิ่งผ่าดากมาเหนื่อย ๆ นะครับอาจารย์ ให้ผมเดินชิล ๆ บ้างเถอะ”
“คนไข้โดนผ่า นายแค่ยืนช่วย”
“ผมยืนช่วยตั้งหลายชั่วโมงนะครับ”
“นั่นแหละประเด็น ร่างกายหมอมีไว้ช่วยชีวิตคน ถ้านายป่วยก่อนคนไข้ แล้วใครจะผ่าแทนฉัน”
รวิศเตรียมจะเถียง แต่ประโยคสุดท้ายทำเอาเขาหุบปากฉับ นัชชาไม่ได้พูดว่าใครจะทำงานแทน ‘โรงพยาบาล’ แต่เธอพูดว่าแทน ‘ฉัน’ ราวกับวางตำแหน่งสืบทอดทายาทอสูรไว้ให้เขาล่วงหน้าแล้ว
ความคิดนั้นยังไม่ทันตกตะกอน เจ้าของประโยคก็ปรายตามองถุงขนมปังที่โผล่พ้นกระเป๋าเสื้อคลุมของเขาออกมา
“แล้วก็เลิกกินได้ไหม ไอ้ขนมปังซองหวานเจี๊ยบนั่นน่ะ เป็นหมอนะ บ้านก็รวยนี่ หาอาหารดี ๆ กินไม่ได้หรือไงวะ”
“แม่ผมยังไม่บ่นเก่งเท่าอาจารย์เลยนะครับเนี่ย”
“ก็เพราะแม่นายขี้เกียจสั่งสอนนายไง ฉันเลยต้องมาสอนให้เป็นผู้เป็นคนแทนอยู่นี่”
รวิศทำหน้างอ “ตกลงอาจารย์จะปั้นผมเป็นหมอ หรือจะรับผมเป็นลูกครับ”
“ถ้ายังพูดมากอีกคำ เพิ่มเป็นสามรอบ”
ศัลยแพทย์หนุ่มรูดซิปปากฉับ ออกตัววิ่งไปทั้งที่ปากยังขมุบขมิบบ่นอุบอิบอยู่คนเดียว
นัชชาเดินไปตามเส้นทางได้เกือบครึ่งรอบ ลมเย็นจากบึงน้ำพัดปอยผมหน้าม้าให้ปลิวระใบหน้า ผู้คนรอบข้างยังคงหนาแน่น แต่เธอเว้นระยะห่างจากนักวิ่งคนอื่นพอสมควร มือข้างหนึ่งคอยจับเข็มกลัดเหนือหน้าท้องเป็นระยะ เพราะยังไม่ชินกับจี้เล็ก ๆ ที่แกว่งไปมาตามจังหวะเดิน
เสียงฝีเท้าคู่หนึ่งวิ่งใกล้เข้ามาจากด้านหลัง ก่อนฝ่ามือใหญ่จะวางแหมะลงบนไหล่
****
ล่าสุดหมอวางแผนปล้น โอ๊ยยย
เป็นหมอเด้อค่าหมอนัช หาทำจริงๆ