นัชมีเงิน แต่ไม่มีเพื่อนกินข้าว
นัชมีเงิน แต่ไม่มีเพื่อนกินข้าว
เย็นวันนั้นนัชชาออกจากโรงพยาบาลเร็วกว่าปกติ ระหว่างทางกลับบ้านจึงแวะซื้อปลานึ่ง ไข่ต้ม ผักลวกกับแจ่วปลาร้าต้มสุก หอบมานั่งกินกับลุงแสวงที่โต๊ะหินอ่อนข้างป้อมยาม
“อีกแล้วบ้อหมอ ลุงเกรงใจเด้ ซื้อมาแต่ละเทื่อหลายโพด”
“กินไปเถอะค่ะลุง นัชมีเงิน แต่ไม่มีเพื่อนกินข้าว”
“เว้าคือคนบ่มีญาติ ผัวกะอยู่บ้านข้างกันบ่แม่นติ”
“หย่าแล้วค่ะ ไม่นับเป็นผัว”
“อ้าว แล้วบักหำน้อยในท้องมาได้จังได๋”
“ก่อนหย่าผัวมันยั่วน่ะลุง”
ลุงแสวงหัวเราะจนพุงกระเพื่อม ก่อนช่วยแกะหนังยางที่รัดถุงผักลวก นัชชาปั้นข้าวเหนียวจิ้มแจ่วเข้าปาก ตามด้วยมะเขือต้มครึ่งลูก ท่าทางหิวจัดทำให้คนมองส่ายหน้า
“ค่อย ๆ กินกะได้หมอ บ่มีไผมาแย่งดอก”
“วันนี้ได้กินข้าวเที่ยงไปครึ่งเดียวค่ะ ถ้าไม่รีบออกมา โรงพยาบาลอาจนึกได้ว่ายังใช้งานนัชไม่ครบ”
“เป็นหมอหรือเป็นกรรมกรโรงงานล่ะ”
“กรรมกรใช้แรงงาน นัชใช้ทั้งแรงทั้งสมอง แต่โดนด่าฟรีเหมือนกันค่ะ ดีที่ด่าคืนเป็น เลยวิน-วิน”
ลุงแสวงหัวเราะชอบใจ แกกินไปถามไปว่าวันนี้คนไข้เยอะไหม มีใครอาการหนักหรือเปล่า นัชชาเล่าเพียงว่างานผ่านไปได้ดี คนที่ผ่าไว้เริ่มกินอาหารได้แล้ว อีกไม่นานคงกลับบ้าน
“คนไข้คุยง่ายกว่าคนไม่ป่วยอีกนะลุง” เธอบ่นพลางตักเนื้อปลาใส่จานให้คนแก่ “เจ็บก็บอกว่าเจ็บ กลัวก็บอกว่ากลัว หมอจะได้ช่วยรักษาถูก”
“แล้วคนบ่ป่วยมันเป็นจั่งได๋ล่ะ”
“ปากแข็ง ทำเป็นเก๊กเหมือนไม่รู้สึกอะไร ปล่อยให้คนข้าง ๆ เดาเอาเองอยู่ได้ตั้งหลายปี”
ลุงแสวงชำเลืองมอง “เว้าเรื่องคนไข้... หรือผัวเก่าล่ะ”
“ก็คนไข้สิคะ นัชจะพูดถึงเขาทำไมล่ะ”
“โอ๊ย...หมอเอ๊ย... ตอนเว้าเรื่องคนไข้ หน้าหมอบ่ได้คือคนอยากเอาจอบสับหัวไผดอกเด้อ”
นัชชาหลุดหัวเราะออกมา “เห็นชัดขนาดนั้นเลยเหรอลุง”
“เห็นมาตั้งแต่หมอย้ายมาอยู่ใหม่ ๆ แล้ว คนมีผัวอยู่บ้านข้างกัน แต่หอบข้าวมานั่งกินกับลุงยาม มันกะมีอยู่สองอย่าง ผัวมันบ่ค่อยอยู่บ้าน... หรืออยู่แล้วมันคือบ่อยู่”
รอยยิ้มบนใบหน้าหญิงสาวจางลง เธอเขี่ยก้างปลาไปไว้ขอบจาน ก่อนถามเหมือนไม่ได้ใส่ใจนัก “ลุง... คนพูดไม่เป็นนี่มันหัดกันได้ไหม”
“ได้อยู่ดอก ถ้ามันฮู้ว่าปากมันมีไว้เว้า บ่แม่นมีไว้กินข้าวอย่างเดียว”
“ถ้าเพิ่งอยากหัดตอนที่มันสายไปแล้วล่ะ”
ลุงแสวงยกขวดน้ำขึ้นดื่ม คิดอยู่พักหนึ่งจึงตอบ “สายบ่สาย คนฟังเป็นคนตัดสิน คนเว้าก็ต้องหัดเว้าของมัน สิให้คนอื่นเดาไปจนตายบ่ได้ดอก แต่ถ้ามันอุตส่าห์บากหน้ามาเว้า หมอกะฟังมันให้จบก่อนเด้อ”
“แล้วถ้ามันพูดไม่เข้าหูล่ะ”
“กะเตะมันออกจากบ้านโลด สิยากอีหยัง!”
นัชชาหัวเราะร่วนจนไหล่สั่น “คำแนะนำลุงง่ายดีแท้ล่ะ”
“กะง่าย ๆ จั่งซี้ล่ะหมอ ลุงบ่ได้เรียนสูง สิคิดให้มันปวดหัวเฮ็ดหยัง”
เสียงเครื่องยนต์ดังใกล้เข้ามาจากช่องทางเข้าหมู่บ้าน ลุงแสวงวางข้าวเหนียวแล้วกลับเข้าไปประจำในป้อม นัชชานั่งกินต่ออยู่ม้าหินอ่อนข้างนอก กระทั่งรถยนต์ยุโรปสีดำคันคุ้นตาเคลื่อนมาหยุดตรงไม้กั้น
กระจกรถฝั่งคนขับเลื่อนลง ลุงแสวงจึงยกบานกระจกป้อมขึ้น นึกว่าลูกบ้านมีธุระจะแจ้ง
“เย็นนี้ได้อะไรกินครับลุง”
คนถูกถามมองหน้าเจ้าของรถอยู่ครู่หนึ่ง “ปลานึ่งครับ....เอ่อ คุณอยู่บ้านหลังได๋น้อครับ ลุงจำหน้าบ่ได้”
“บ้านข้างหมอนัชครับ”
คนที่กำลังยัดข้าวเหนียวเข้าปากหันขวับไปทางต้นเสียง แก้มข้างหนึ่งยังตุ่ยอยู่ด้วยอาหาร ณิชคุณมองภาพนั้นแล้วมุมปากขยับคล้ายอยากยิ้ม แต่รถคันหลังเคลื่อนเข้ามาต่อคิวเสียก่อน
“ครับ ขับรถดี ๆ เด้อครับ”
ณิชคุณพยักหน้าให้ลุงแสวง กระจกรถเลื่อนขึ้นก่อนรถจะเคลื่อนผ่านไม้กั้นไป
ลุงแสวงชะโงกหน้าออกมาจากช่องกระจก “หมอ ไผล่ะนั่น หน้าคือทรงคุ้น ๆ แท้ล่ะ”
นัชชากลืนข้าวลงคอแล้วหัวเราะ “ก็ผัวเก่านัชที่เล่าให้ฟังบ่อย ๆ นั่นแหละลุง วันนี้มันเป็นบ้าอะไร เพิ่งจะรู้จักลดกระจกทักคนอื่น”
“โอ้ คนนี้ติ! ลุงนึกว่าแขกมาเยี่ยม อยู่หมู่บ้านเดียวกันมาตั้งโดน เพิ่งเคยเห็นหน้าคัก ๆ กะมื้อนี้ล่ะ”
“มันแค่หยิ่งไงลุง คิดว่าเท่มากมั้ง”
“เบิ่งทรงแล้ว ปัญหาเรื่องเว้าเรื่องจาคงหนักคักอยู่เนาะ”
นัชชาส่ายหน้าขำ ๆ แล้วปั้นข้าวเหนียวก้อนใหม่เข้าปาก
****
ลุงแนะนำดีแท้ล่ะ
แต่หมอณิชมาทักแบบนี้ ไผสิบ่งง
ลงสามครั้งต่อวัน อีก 3 วัน นอกนั้น ลดเหลือ 2 วันเด้อทุกคน
ปั้นเรื่องนี้ช่วยกันนะคะ ลินท์จะได้มีกำลังใจเขียนต่อน้าาา
อีบุ๊ครอไปก่อน กำลังตรวจค่ะ
อีนางทำหลายอย่างพร้อมกัน จะช้านิสสส ขออภัยจ้า หยอดปุกไว้รอโลด
อีบุ๊คเรื่องนี้กำลังมา ฟีลครอบครัว ลูกสาวน่ารักสุดๆ ใครยังไม่ไปอ่าน ไปอ่านรออีบุ๊คได้ค่ะ
