ขาดอยู่อย่างเดียวคือผัว
ขาดอยู่อย่างเดียวคือผัว
เช้าวันถัดมา ภาคิณเพิ่งเปิดเวชระเบียนเตรียมรับคนไข้รายแรก เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นทั้งที่ยังไม่ถึงเวลานัด ก่อนนัชชาจะเปิดพรวดเข้ามานั่งลงตรงข้าม เธอเพิ่งโทรมาขอแทรกคิวไว้เมื่อยี่สิบนาทีก่อน
“หมอฟังก่อนนะคะ วันนี้นัชจะเล่า”
ปากกาที่เพิ่งแตะกระดาษชะงักกึก “ครับ”
“เมื่อวานอดีตผัวนัชหน้าด้านมาหาถึงบ้าน บอกว่าเขามาปรึกษาหมอเรื่องมีปัญหาบนเตียง แล้วหมอแนะนำให้หา ‘คู่ฝึก’... เขาเลยมาหน้ามึนขอนัชให้ช่วยเป็นคู่ฝึกให้!”
“เอ่อ... ผมไม่ได้แนะนำแบบ...”
“ฟังก่อนค่ะ นัชยังเล่าไม่จบ”
ภาคิณถอนหายใจ ยอมวางปากกาลง
นัชชาเริ่มฉะจากวีรกรรมหน้าบ้านเมื่อคืน ก่อนจะลากยาววกกลับไปถึงนิสัยตอนที่ยังอยู่ด้วยกัน
“โทรไปถามว่าจะกลับกี่โมง มันดันตอบว่าไม่ต้องรอ นัชถามว่ากี่โมง ไม่ได้ถามว่าจะให้รอไหม ตอบกวนตีนแล้วยังมาทำน้ำเสียงเหวี่ยงเหมือนนัชเป็นฝ่ายงี่เง่าหาเรื่องอีก”
“อาจารย์เคยบอกเขาตรง ๆ ไหมครับ ว่าอยากให้เขากลับมากินข้าวเย็นด้วยกัน”
“นัชทำกับข้าววางเรียงไว้เต็มโต๊ะขนาดนั้น นัชยังต้องเขียนป้ายแปะไว้ที่หน้าผากอีกเหรอคะ ว่าเมียรอกินข้าวด้วยน่ะ”
“แต่ผู้ชายบางคน... อาจจะต้องการให้สื่อสารตรง ๆ นะครับ”
“ทีเวลาคนไข้ปากแข็งบอกไม่เป็นไร เขายังดูออกเลยว่าอาการหนัก เขาเป็นผัวนัชมาตั้งกี่ปี แค่นี้ดูไม่ออกก็ฉีกใบประกอบวิชาชีพทิ้งไปเถอะค่ะ!”
ภาคิณนิ่งไปครู่หนึ่ง “ผมว่า... การวินิจฉัยโรคกับการอ่านใจเมีย น่าจะใช้ตำราคนละเล่มกันนะครับ”
“หมอกำลังเข้าข้างเขาเหรอคะ”
“ผมเพิ่งตอบไปประโยคเดียว ยังเลือกข้างไม่ทันเลยครับ”
นัชชาหรี่ตามอง “งั้นก็อย่าเพิ่งพูดแทรกค่ะ”
“ครับ เชิญอาจารย์ระบายต่อได้เลย”
“เรื่องซื้อของใช้เข้าบ้านมันซื้อครบค่ะ แชมพู ครีมนวด ครีมทาหน้า จำแม่นยันยี่ห้อและแบบปีกของผ้าอนามัย” นัชชาแค่นหัวเราะหยัน “ผ้าอนามัยไม่เคยขาดหรอกค่ะ ขาดอยู่อย่างเดียว... ผัว!”
ภาคิณก้มลงจดบันทึกต่อโดยไม่ออกความเห็น
“แม่เขาก็เหมือนแม่นัชนะหมอ” น้ำเสียงที่เคยขุ่นเคืองเริ่มเปลี่ยนเป็นสั่นเครือ “แม่ของนัชเลยด้วยซ้ำ นัชยอมย้ายมาทำงานที่นี่ตามที่แม่เขาขอ ดูแลแม่จนวินาทีสุดท้าย... แต่พอแม่เสีย นัชกลับไม่มีสิทธิ์เสียใจได้เท่าลูกชายกับสามีของแม่ ทุกคนเอาแต่ถามว่าพี่ณิชไหวไหม คุณพ่อไหวไหม แล้วนัชล่ะ... นัชต้องเข้มแข็งเพราะไม่ได้ใช้นามสกุลเดียวกับเขามาตั้งแต่เกิดงั้นเหรอ”
“อาจารย์เคยบอกเขาไหมครับ ว่าลึก ๆ แล้วรู้สึกน้อยใจแบบนี้”
“นัชอยู่ดูแลแม่เขาจนวันสุดท้าย... การกระทำมันชัดเจนขนาดนี้ ยังต้องให้พูดป่าวประกาศอีกเหรอคะ”
“เรื่องที่เปราะบางและสำคัญมาก... บางครั้งเราก็ยิ่งควรต้องพูดมันออกมาครับ”
นัชชาจ้องหน้าเขาเขม็ง “หมอเริ่มเลือกข้างแล้วนะคะ”
“ครับ ผมขอถอนคำถาม เชิญอาจารย์ต่อเลยครับ”
เมื่อการระบายลามมาถึงเรื่องพยายามมีลูก น้ำเสียงของนัชชาก็กลับมาเดือดดาลอีกครั้ง
“เขาแตะต้องตัวนัชเฉพาะวันที่ต้องทำลูก วันอื่นก็นอนหันหลังให้เหมือนนัชเป็นแค่เพื่อนร่วมห้อง แล้วเวลาทำก็รีบให้เสร็จยิ่งกว่าหมาฉี่ใส่ล้อรถ โอ๊ย... ไอ้บ้าเอ๊ย อารมณ์ฟินยังไม่ทันมาเลย มึงจะรีบไปไหนคะ!”
ปลายปากกาของภาคิณหยุดค้างกลางอากาศ
“แล้ว... อาจารย์เคยบอกเขาไหมครับ ว่าไม่พอใจที่เขารีบ”
“บอกค่ะ! หลายครั้งด้วย มันรับฟังดีมาก พยักหน้ารับทราบทุกครั้ง... แล้วพอถึงเวลาก็ทำห่วยแตกเหมือนเดิม!”
ภาคิณขยับปากกาจดต่อเงียบ ๆ
“แล้วไอ้ตรงที่นัชอยากให้แตะ... ทั้งมือทั้งปากก็ไม่เอา พอถามก็ไม่เคยอธิบายเหตุผล จะให้นัชคิดว่าจิ๋มตัวเองเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ มีไว้กราบไหว้บูชาห้ามแตะต้องหรือไงคะ”
“อาจารย์ต้องการให้ผมช่วยแก้ปัญหาเรื่องไหนก่อนครับ”
“ยังไม่ต้องช่วยค่ะ วันนี้นัชแค่มาระบายเฉย ๆ”
“ครับ”
“แล้วหมอก็ห้ามเอาเรื่องที่นัชด่าไปบอกเขานะคะ”
“ถึงอาจารย์ไม่สั่ง ผมก็เอาไปบอกไม่ได้อยู่แล้วครับ”
“ดีค่ะ”
นัชชาผุดลุกเดินออกไป หลังสูบเวลาว่างก่อนเคสแรกของภาคิณไปเกือบยี่สิบนาที ทิ้งให้เขามองบันทึกในมือ ซึ่งมีข้อมูลทางการแพทย์อยู่สามบรรทัด และคำด่ากราดอดีตผัวอีกเกือบเต็มหน้ากระดาษ
****
บีบมือแน่นๆ นะคะ สงสารจัง
บีบมือใคร? อาจจะเป็นหมอภาคิณนะ ฮ่าๆๆ
ครั้งหน้าน่าจะหาที่วัดความดันให้หมอภาคิณด้วยค่ะ ฝั่งผัวก็มาหนักเหมือนกัน