คุณกำลังขู่ดิฉัน
คุณกำลังขู่ดิฉัน
“ใช่ค่ะ หมอไม่มั่นใจ”
ประภาสยิ้มออกมา ส่วนชลธิชามองเธอราวกับกำลังถามว่าจะเถียงต่อเพื่ออะไร
“ความไม่มั่นใจของหมอแก้ได้ด้วย CT” นัชชาสบตาคนไข้ “การรอหนึ่งชั่วโมงไม่ทำให้โพลิปฆ่าคุณ แต่ถ้าสิ่งนั้นเป็นไส้ติ่งแล้วถูกตัด คุณอาจเลือดออก ลำไส้ทะลุ ติดเชื้อ ต้องผ่าฉุกเฉิน และเสียชีวิตได้ค่ะ”
สีหน้าของโสภาเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“ถ้าดิฉันไม่ตรวจล่ะ”
“หมอจะขอให้บันทึกว่าคุณได้รับข้อมูลความเสี่ยงแล้ว แต่ปฏิเสธการตรวจเพิ่มเติม” นัชชาหยิบแบบฟอร์มจากแฟ้มส่งให้ “ถ้าเกิดอะไรขึ้น อย่าบอกว่าโรงพยาบาลไม่เคยเตือนค่ะ”
โสภามองเอกสารโดยไม่รับ “คุณกำลังขู่ดิฉัน”
“หมอกำลังบอกว่าผลของการตัดสินใจนี้จะเกิดกับร่างกายคุณ ไม่ใช่ร่างกายหมอ”
“แล้วถ้าผล CT ออกมาว่าคุณคิดผิดล่ะ”
“ถ้า CT เห็นไส้ติ่งอยู่ครบในตำแหน่งปกติ และก้อนแยกจากกันชัด หมอจะก้มกราบขอโทษคุณตรงนี้ ค่าตรวจทั้งหมดหมอจ่ายเอง”
เสียงรอบห้องเงียบลง แม้แต่ประภาสยังหุบยิ้ม นัชชาวางแบบฟอร์มไว้บนผ้าห่มเหนือเข่าของโสภา
“หมอขอเวลาหนึ่งชั่วโมงค่ะ จะเซ็นปฏิเสธ หรือไป CT เลือกได้เลย”
โสภามองแบบฟอร์มบนตัก ก่อนเงยหน้ากลับมาหาคนที่กล้าเอาศักดิ์ศรีกับเงินตัวเองลงเดิมพัน
“หนึ่งชั่วโมงเท่านั้นนะคะ”
“ค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นก็พาดิฉันไป CT ค่ะ”
เสียงโทรศัพท์ของบุคลากรดังขึ้นเป็นระยะ เจ้าหน้าที่ซึ่งเดินผ่านหน้าห้องต่างชะลอฝีเท้าแล้วปรายตามองเข้ามา ข่าวที่นัชชาบุกห้องส่องกล้องเพื่อห้ามตัดก้อนของ VIP แพร่ไปทั่วโรงพยาบาลเร็วกว่าการตรวจ CT จะเสร็จเสียอีก
ประตูห้องรับรองเปิดออกอีกครั้ง ธานินทร์เดินเข้ามาพร้อมหนังสือขอชะลอหัตถการในมือ สีหน้าของผู้อำนวยการยังเคร่งจากเคสฉุกเฉินที่เพิ่งจัดการมา
“ผมอ่านรายงานแล้ว” เขาหันไปทางประภาส “ใครเป็นคนสั่งนำผู้ป่วยลงห้องเตรียมก่อนเวลา ทั้งที่ข้อทักท้วงเรื่องความปลอดภัยยังไม่ได้รับการทบทวน”
ประภาสขยับตัวนั่งตรง “รายงานยังไม่ได้รับอนุมัติ ผมเห็นว่าคุณโสภาเป็น VIP จึงให้เจ้าหน้าที่เตรียมไว้ก่อน จะได้ไม่ต้องรอ”
“รายงานความเสี่ยงไม่ต้องรออนุมัติถึงจะอ่านนะครับอาจารย์”
ใบหน้าของประภาสตึงขึ้น “แต่หมอนัชไม่มีอำนาจระงับเคสของแพทย์คนอื่นนะครับ”
“ตอนนี้เคสถูกชะลอแล้วครับ จนกว่าผล CT จะออก”
“ผอ.กำลังเข้าข้างคนของตัวเองหรือเปล่า”
“ผมกำลังป้องกันไม่ให้แพทย์ในโรงพยาบาลเดียวกันทะเลาะกันอยู่เหนือร่างคนไข้ครับ”
ธานินทร์วางหนังสือลงบนโต๊ะ ก่อนนั่งเก้าอี้ตัวถัดไป นัชชาไม่ได้แสดงสีหน้าว่าตัวเองได้รับชัยชนะ เธอเพียงก้มตรวจเวลาในโทรศัพท์ รอให้หนึ่งชั่วโมงที่ขอมาผ่านไปเร็วที่สุด
เสียงฝีเท้าหลายคู่ดังมาจากโถงด้านนอก เลขานุการสาวปรากฏตัวตรงประตู ตามมาด้วยธเนศ วรเวชชานนท์ ประธานกรรมการโรงพยาบาล
คนในห้องลุกขึ้นเกือบพร้อมกัน ประภาสเดินไปรับก่อนใคร
“ท่านประธานครับ ผมกำลังจะขึ้นไปเรียนเรื่องนี้พอดีเลยครับ”
ธเนศยังไม่มองคนที่เข้ามาประจบ สายตาของเขากวาดผ่านธานินทร์แล้วหยุดตรงหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างหน้าต่าง
“อดีตลูกสะใภ้ฉันสร้างเรื่องอะไรอีกแล้วธานินทร์”
“ยังตอบไม่ได้ครับท่านประธาน” ธานินทร์ตอบ “ต้องรอผล CT ก่อน”
นัชชาหันมาสบตาคนถาม “นัชส่งรายงานตามหน้าที่ค่ะ ส่วนท่านประธานจะเรียกว่าสร้างเรื่องก็แล้วแต่”
ถ้อยคำสุภาพแต่น้ำเสียงไม่คิดอ่อนข้อแม้แต่น้อย ทำให้ธเนศนึกถึงวันแรกที่ณิชคุณพาผู้หญิงคนนี้เข้าไปนั่งร่วมโต๊ะอาหารของครอบครัว
*****
วุ่นวายสุดๆ ท่านประธานก็มา
มีหลายคำถาม สงสัยว่า มิลินท์เป็นหมอหรือเปล่านะ
ลินท์ 'คนไข้' ของหมอ ค่ะ ทั้งเอกชน รัฐบาล ไปหาบ่อยเกิ๊น
แล้วไปแต่ละที คุยกับหมอโคตรคุ้มอะ ซักหมอจนหมดคำถาม
แล้วตอนที่ถูกเข็นไปเข้าห้องผ่าที่ เอกชน คนอื่นจะกลัว
แต่นี่ เฮ้ย ตื่นเต้นว่ะ ห้องผ่าเหมือนในหนังเลยนี่หว่า
พยายามเก็บรายละเอียดซ้ายขวา แบบว่าซักวันน่าจะได้เอามาใส่ในนิยาย ฮ่าๆๆ
ก่อนวิสัญญีดมยา หมอมาคุยด้วย รายละเอียดการผ่า จะผ่ายังไงตามที่ตกลงไว้
จากนั้นโดนบล็อกหลัง ยาเข้า มันไม่ได้เจ็บมาก แล้วภาพก็ตัดไปเลย
หมอใช้เวลาสี่ ชม. ในการผ่าตัด เอาก้อนเนื้อขนาด 20 ซม. ที่รังไข่ข้างซ้าย 5 ซม. ผนังหน้าท้อง เลาะต่อมน้ำเหลือง
ยังไม่ตัดรังไข่ข้างขวา เพราะคุยกับหมอไว้แล้ว
สรุป ได้มะเร็งรังไข่ ระยะ 3C
ปัจจุบัน ยังไม่หาย ยังมีก้อนมะเร็งที่คีโมฆ่าไม่ตาย แต่แข็งแรงระดับหนึ่ง คีโม แทบไม่มีผลข้างเคียง
อารมณ์แบบถอดสายน้ำเกลือคีโม 2 วัน แล้วไปวิิ่งเทรล 34 กิโลเมตร รอด ฉันจะบ้า ฮ่าๆๆ
(ส่วนตอนนี้ นั่งเขียนนิยายทั้งวัน สานฝันตัวเองต่อค่ะ แนวคิด สนอง Need ตัวเอง ทำให้ตัวเองหัวเราะ แล้วนักอ่านจะหัวเราะด้วย อยากให้ทุกคนอ่านไป มีอมยิ้มไปบ้างค่ะ)
ขอบคุณทุกคอมเมนต์ ทุกกำลังใจนะคะ อ่านแล้วใจฟูมากๆ
ปล. จบสาขาฟิสิกส์ เป็นครูวิทประถมเจ็ดปีครึ่ง ลาออก มะเร็ง กลับมาเขียนนิยายต่อ
นี่แหละชีวิต วูยยย
ดูแลสุขภาพนะคะทุกคน ทางนี้หัวเราะได้นะ แต่ร้อยละครึ่ง เขาทรมานมาก สงสารจนเลิกอ่านในกลุ่มค่ะ