นัชเปลี่ยนนามสกุลแล้วค่ะ
นัชเปลี่ยนนามสกุลแล้วค่ะ
ตอนนั้นนัชชาเพิ่งจบแพทย์ประจำบ้านสาขาศัลยศาสตร์และกำลังเรียนต่อยอดด้านลำไส้ใหญ่และทวารหนักอยู่ที่โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย เสื้อเชิ้ตสีอ่อนกับกระโปรงเรียบ ๆ บนตัวเธอไม่มีสิ่งใดบอกฐานะ นอกจากท่าทางของคนที่ไม่คิดก้มศีรษะให้เงินของใคร
“ถ้าลาออกตอนนี้ ต้องชดใช้ทุนเท่าไหร่” ธเนศถาม หลังได้รู้ว่าลูกชายตั้งใจแต่งงานกับแพทย์หญิงคนนี้ “เดี๋ยวฉันจัดการให้ หลังแต่งงานก็ย้ายมาทำงานที่แก่นวรเวช จะได้ไม่ต้องเสียเวลาอยู่ที่เดิม”
“นัชไม่คิดชดใช้เป็นเงินค่ะคุณพ่อ นัชตั้งใจใช้ด้วยงาน”
“เวลาของหมอมีค่ากว่าเงินเดือนราชการไม่กี่หมื่น เธอน่าจะแยกให้ออกว่าอะไรคุ้มกว่า”
“ถ้าวัดทุกอย่างด้วยเงิน นัชคงไม่เลือกเรียนด้วยทุนตั้งแต่แรกค่ะ”
ณิชคุณซึ่งนั่งอยู่ข้างกันเอ่ยเตือนเสียงต่ำ “นัช”
หญิงสาวเงียบไปเพียงครู่เดียว แต่คนเป็นพ่อยังพูดต่อ
“แต่งเข้าบ้านนี้แล้ว ชีวิตเธอไม่ได้มีแค่เรื่องของตัวเอง ตระกูลเรามีโรงพยาบาล มีคนทำงานอยู่ข้างล่างอีกหลายร้อย เธอต้องรู้ว่าอะไรเหมาะสมกับตำแหน่งสะใภ้”
“นัชแต่งกับพี่ณิชค่ะ ไม่ได้แต่งกับโรงพยาบาลของคุณพ่อ”
ความเงียบตกลงกลางโต๊ะอาหาร ณิชคุณถอนหายใจ ส่วนธเนศวางช้อนลงช้า ๆ มีเพียงภรรยาของเขาที่ตักแกงใส่จานให้หญิงสาว แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“กินข้าวก่อนลูก เดี๋ยวเย็นหมด เรื่องงานให้นัชตัดสินใจเอง แม่ขอลูกสะใภ้ ไม่ได้ขอหมอมาใช้หนี้โรงพยาบาล”
นัชชาเงยหน้ามองคนพูด ก่อนยกมือไหว้และรับประทานอาหารต่อ เหตุการณ์วันนั้นกลายเป็นรอยร้าวแรกระหว่างเธอกับธเนศ ขณะเดียวกันก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอผูกพันกับแม่สามีมากขึ้นทุกวัน
หลังแม่สามีเสียชีวิต คำว่า ‘คุณพ่อ’ ก็หายไปจากปากนัชชา เหลือเพียง ‘ท่านประธาน’ ที่สุภาพพอให้ใครตำหนิไม่ได้ และห่างเหินพอจะย้ำว่าคนกลางระหว่างพวกเขาไม่อยู่แล้ว
“หกปีแล้ว ปากเธอยังไม่เปลี่ยน” ธเนศกล่าว
“นัชเปลี่ยนนามสกุลแล้วค่ะ เรื่องปากยังใช้ของเดิม”
ธานินทร์เบือนหน้าไปทางโต๊ะ ขณะที่รวิศรีบเม้มริมฝีปากกลั้นเสียงหัวเราะ กานต์ยังยืนถือแฟ้มด้วยสีหน้าสงบ แต่ปลายคิ้วขยับขึ้นเล็กน้อย
ประภาสเห็นจังหวะจึงรีบแทรก “ท่านประธานครับ เรื่องนี้เกิดจากหมอนัชก้าวก่ายเคสของหมอคนอื่น คุณโสภาขอเปลี่ยนหมอแล้ว แต่หมอนัชยังตามไประงับหัตถการ ทำให้คนไข้ต้องเสียเวลาและเสียความเชื่อมั่นต่อโรงพยาบาล”
ธเนศหันมามอง “แล้วแกอยู่ที่นี่ในฐานะอะไร”
“ผมเป็นหัวหน้ากลุ่มงานศัลยกรรมครับ จึงต้องเข้ามาจัดการ”
“ถ้าจัดการได้ ฉันคงไม่ต้องลงมาถึงนี่”
“ท่านประธานครับ ผม...”
“เรื่องของผู้บริจาครายใหญ่ดังไปทั่วโรงพยาบาลจนฉันได้รับโทรศัพท์จากสามฝ่ายภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง แกคิดว่าฉันควรนั่งจิบกาแฟรอฟังข่าวอยู่ข้างบนหรือไง”
ประภาสหุบปากลง
ธเนศหันไปทางธานินทร์ “คนไข้อยู่ไหน”
“กำลังตรวจ CT ครับ”
“ผลออกเมื่อไหร่”
“รังสีแพทย์แจ้งว่าจะอ่านเบื้องต้นให้เร็วที่สุดครับ”
ธเนศเลือกนั่งบนเก้าอี้ตัวกลางระหว่างประภาสกับนัชชา “ฉันจะรอ”
“ท่านประธานไม่จำเป็นต้องเสียเวลารอด้วยตัวเองหรอกค่ะ” นัชชาพูด
“ข่าวดังไปถึงห้องฉันแล้ว จะให้กลับไปทำเป็นไม่ได้ยินหรือไง”
“ก็ตามสะดวกค่ะ”
“เธอนี่มัน...”
ธเนศหยุดคำไว้เพียงเท่านั้น ก่อนเอนหลังพิงเก้าอี้ด้วยสีหน้าหงุดหงิดไม่ต่างจากคนที่นั่งอยู่อีกฝั่ง
รวิศขยับเข้าใกล้กานต์แล้วกระซิบ “สองคนนี้คุยกันแบบนี้มาตลอดเลยเหรอพี่”
“หมอคะ พี่เข้ามาทำงานหลังหมออีกนะ หมอควรรู้ก่อนสิ”
“เรื่องนี้ผมไม่กล้าล้วงครับพี่”
*****
ของแรงทั้งคู่ค่ะ
ขึ้นสังเวียนแต่ละที ให้คะแนนใครคะ พ่อปู่ หรือ อดีตลูกสะใภ้