อาจารย์อยากให้อาจารย์ณิชสัมผัสหรือเปล่า
อาจารย์อยากให้อาจารย์ณิชสัมผัสหรือเปล่า
“เพราะพี่ยังรู้สึกกับนัชอยู่” ณิชคุณตอบเสียงดังฟังชัดโดยไม่หลบตา “ถ้าพี่ไม่ได้รู้สึกอะไร พี่จะบอกหมอทำไมว่าถ้าต้องมีคู่บำบัด พี่จะทำกับเธอคนเดียว”
“ก็เพราะพี่ยังมีความต้องการทางเพศไง”
“ไม่ใช่ทุกครั้งที่พี่แตะเธอแล้วจะต้องจบที่เรื่องบนเตียง” น้ำเสียงของเขาอ่อนลง “พี่แค่อยากจับมือ อยากกอด อยากลูบหลังเวลาที่เธอไม่สบาย อยากแตะโดยไม่ต้องอ้างเหตุผลว่าเป็นห่วงลูก”
นัชชาเม้มปากสนิท ไม่ยอมหันมามองหน้าเขา
ภาคิณจึงเอ่ยถามแทรกขึ้นอีกครั้ง
“ถ้าตัดเรื่องเซ็กซ์ออกไป อาจารย์ไม่อยากให้อาจารย์ณิชสัมผัสเลยจริง ๆ เหรอครับ”
“นี่หมอถามจี้นัชรอบที่เท่าไหร่แล้วคะเนี่ย”
“เพราะอาจารย์มีปัญหาเรื่องการสื่อสารไม่ต่างจากอาจารย์ณิชครับ ทุกครั้งที่ผมถามว่าอาจารย์ต้องการอะไร อาจารย์จะเลี่ยงไปตอบว่าอีกฝ่ายทำอะไรผิด”
“นัชก็ตอบอยู่นี่ไงคะ”
“อาจารย์บอกว่าสมองไม่ว่างคิดเรื่องเพศ แล้วก็บอกว่าอาจารย์ณิชต้องการสัมผัสแบบผู้ชาย แต่ยังไม่ได้ตอบคำถามของผมเลยครับ”
หญิงสาวอ้าปากเตรียมเถียงกลับ ทว่าสุดท้ายกลับไม่มีคำไหนหลุดรอดออกมา
ภาคิณมองเธอตรง ๆ น้ำเสียงยังคงสงบนิ่ง แต่ไม่ยอมปล่อยให้เธอหลบอยู่หลังคำประชดประชันเหมือนทุกครั้ง
“งั้นผมจะถามตรง ๆ อีกครั้งนะครับ... อาจารย์อยากให้อาจารย์ณิชสัมผัสหรือเปล่า”
คำตอบจุกติดอยู่หลังริมฝีปากที่เม้มแน่น ความทรงจำซึ่งเธอพยายามฝังไว้มานานกลับไหลย้อนขึ้นมาพร้อมกัน
ภาพโต๊ะอาหารที่มีเพียงจานของเธอวางคู่กับเก้าอี้ว่างเปล่าฝั่งตรงข้าม
บอสที่นอนขดอยู่บนเตียงแทนผัว
กลิ่นควันจากกระทะที่ไหม้เพราะความเงียบเหงาเกาะกินจนเหม่อลอย
และเสียงบานประตูที่ปิดลงทุกครั้งหลังเขาแต่งตัวเสร็จแล้วเดินจากไป...
มันทิ้งให้เธอนอนลืมตาเคว้งคว้างอยู่บนเตียงตามลำพัง ราวกับการแวะมามีอะไรด้วยกันไม่กี่นาทีนั้น เป็นแค่หน้าที่ที่ไร้ความหมาย
ชีวิตประจำวันของเธอยังคงเดินหน้าต่อไป ไปทำงาน กลับมากินข้าว เลี้ยงแมวห้าตัว แล้วก็เข้านอนในบ้านที่ว่างเปล่า... แต่เธอกลับจำแทบไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ ว่าครั้งสุดท้ายที่ถูกเขากอดประคองเหมือนคนรัก ที่ไม่ใช่เพราะต้องทำลูกตามตาราง ไม่ใช่เพราะกำลังอุ้มท้อง และไม่ใช่เพราะเธอกำลังจะเป็นลมล้มพับ... มันเกิดขึ้นเมื่อไรกัน
ริมฝีปากของนัชชาเบ้ลงช้า ๆ เธอรีบก้มหน้างุด กะพริบตาถี่รัว พยายามกลืนก้อนสะอื้นกลับลงไป ทว่าลมหายใจกลับสะดุดกึกจนหน้าอกกระตุกเกร็ง น้ำตาหยดแรกหล่นเผาะลงบนหลังมือโดยไร้เสียงสะอื้น
นัชชารีบยกมือปาดเช็ดออก แต่ยิ่งพยายามกลั้น หยดน้ำตาก็ยิ่งไหลทะลักออกมาไม่ขาดสาย ปลายคางมนเริ่มสั่นระริก ไหล่ที่ตั้งตรงอย่างคนเก่งมาตลอดค่อย ๆ ห่อตกลงราวกับเรี่ยวแรงทั้งหมดถูกสูบออกไปจากร่าง
เธออ้าปากอีกครั้ง พยายามบังคับเค้นเสียงตัวเองให้ตอบออกไปสักคำ แต่กลับมีเพียงเสียงสูดลมหายใจขาดห้วงหลุดรอดออกมา
ผู้หญิงที่เคยเข้มแข็งและปากดีมาตลอด กำลังนั่งตัวสั่น เค้นเสียงร้องไห้จนแทบขาดใจอยู่ตรงหน้าเขา
หยดน้ำตาของนัชชาหนักหน่วงลงกลางอกณิชคุณ
ที่ผ่านมาเขาไม่ได้ตาบอด เขาเห็นเธออุ้มแมวมานั่งหน้าบ้านด้วยดวงตาที่เหม่อลอยไร้จุดหมาย เห็นสายยางรดน้ำต้นไม้ร่วงหลุดมือจนน้ำเจิ่งนองโดยที่เจ้าตัวเอาแต่ยืนนิ่งค้าง เห็นเธอนั่งตักข้าวเข้าปากอยู่กลางศูนย์อาหารที่เต็มไปด้วยผู้คน... แต่รอบตัวกลับมีเพียงความเงียบงัน
และสิ่งที่กรีดลึกที่สุด คือแผ่นหลังที่หันหนีเขาทุกครั้งหลังเสร็จสิ้นเรื่องบนเตียง
‘เสร็จแล้วก็กลับไปสิ’
นั่นคือสิ่งที่เธอเอ่ยปากไล่ และเขา... เลือกที่จะฟังแค่คำพูดผลักไสนั้น โดยจงใจเมินเฉยต่อไหล่บางที่กำลังสั่นสะท้าน วันนั้นเขาแต่งตัว เดินออกจากห้อง ปิดประตูลง... แล้วยืนนิ่งอยู่หน้าบานไม้
เสียงสะอื้นไห้ปนคำด่าทอดังลอดออกมาให้คนข้างนอกได้ยิน มือของเขากำลูกบิดแน่น อยากเปิดกลับเข้าไปดึงร่างนั้นมากอด แต่ความขี้ขลาดกับทิฐิกลับตรึงเขาไว้หน้าประตู ปล่อยเวลาให้ผ่านไปด้วยคำหลอกตัวเองว่าเดี๋ยวพรุ่งนี้ทุกอย่างคงดีขึ้น
แต่มันไม่เคยดีขึ้นเลย
วันนี้... เขากำลังจะทำแบบเดิม ปล่อยให้คนข้าง ๆ นั่งร้องไห้อยู่ตรงหน้า โดยที่ตัวเองทำเพียงแค่มองอย่างนั้นเหรอ?
ไม่ไหวแล้ว... เขาทนมองผู้หญิงคนนี้แหลกสลายเพราะความเงียบของเขาไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
ณิชคุณผุดลุกจากเก้าอี้ ก้าวพรวดเดียวเข้าไปทรุดตัวลงคุกเข่าอยู่ตรงหน้านัชชา สองมือหนาเอื้อมไปกอบกุมมือบางที่กำลังกำแน่นขึ้นมาไว้
นัชชาไม่ได้ปัดออก
หยดน้ำตาอุ่นจัดร่วงเผาะลงบนหลังมือของเขา สัมผัสเพียงแผ่วเบานั้นกลับหนักอึ้งจนพังทลายกำแพงทั้งหมดที่เขาสร้างไว้จนย่อยยับ เขาไม่จำเป็นต้องเอ่ยถามอะไรอีกต่อไปแล้ว เพราะหยดน้ำตานี้มันตอบทุกอย่างมากพอแล้ว
ชายหนุ่มดึงร่างบางซึ่งกำลังสั่นเข้าสู่อ้อมแขนอย่างทะนุถนอม
ทันทีที่หน้าผากแตะซบลงกับแผงอกกว้าง เสียงร้องไห้โฮก็หลุดออกมา ร่างทั้งร่างสั่นเทาอย่างหนักจนณิชคุณต้องรวบกอดกระชับให้แน่นขึ้น มือหนึ่งประคองท้ายทอยไว้ อีกมือลูบแผ่นหลังขึ้นลง
“พี่ขอโทษ...” เสียงทุ้มสั่นพร่าขณะกระชับอ้อมกอด ประโยคแรกที่เปล่งออกไปไม่ใช่การขอโทษเรื่องความบกพร่องทางกายอย่างที่ผ่านมา แต่คือการขอโทษจากก้นบึ้งของคนที่ขี้ขลาดมาตลอด “พี่ขอโทษที่ปล่อยให้เธอต้องอยู่คนเดียว... พี่อยู่นี่แล้วนัช พี่อยู่นี่”
สองมือของนัชชากำขยุ้มเสื้อเชิ้ตของเขาแน่น เสียงร้องไห้ดังอู้อี้อยู่กับอกกว้าง เธอยังไม่ยอมตอบคำถามหมอ แต่กลับยึดเสื้อเขาไว้แน่นราวกับโหยหาสัมผัสนี้มาแสนนาน และกลัวเหลือเกินว่าหากคลายมือ ผู้ชายคนนี้จะลุกเดินจากไปอีกครั้ง
ภาคิณวางปากกาลงช้า ๆ เขามองอ้อมกอดของคนทั้งคู่ด้วยความสงบนิ่ง จิตแพทย์หนุ่มเลือกที่จะปิดสมุดบันทึกลงเงียบ ๆ โดยไม่เอ่ยถามหรือคาดคั้นเอาคำตอบใดจากใครอีก ภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้ามันชัดเจนเกินกว่าคำพูดใด ๆ แล้ว
เขาปล่อยให้เวลารอจนเสียงสะอื้นไห้ค่อย ๆ เบาลง เมื่อนัชชาเริ่มขยับตัวตั้งสติและพยักหน้าเป็นสัญญาณว่าไหว การบำบัดร่วมครั้งแรกจึงสิ้นสุดลงแค่นั้น
*****
ตอนเขียนฉากนี้ ลินท์ร้องไห้สะอึกสะอื้นเหมือนหมอนัชเลยทุกคน
มันมีบางอย่างที่ตรงชีวิตตัวเอง
ฉันร้องไห้กว่าจะหยุดได้ บ้ามาก อินสุดๆ
แล้วเมื่อวาน ก็นั่งร้องไห้กับวอลเลย์บอลสาวไทย
ไปโอลิมปากแล้วโว้ยยยย
ฮ่าๆๆ แว๊บมาเฉยเลย