แม่ไม่คิดว่ามันจะร้ายแรงขนาดนี้
แม่ไม่คิดว่ามันจะร้ายแรงขนาดนี้
ช่วงบ่าย วิภากับลลินมาถึงศูนย์ศัลยกรรมลำไส้ใหญ่และทวารหนักก่อนเวลานัดเกือบยี่สิบนาที เมื่อเข้ามาในห้องตรวจ นัชชาเปิดภาพจากการส่องกล้องกับ CT รออยู่บนหน้าจอแล้ว ส่วนกานต์นั่งอยู่ด้านข้างโดยมีแล็ปท็อปของโรงพยาบาลเปิดเตรียมไว้สำหรับบันทึกข้อมูล
“เชิญนั่งค่ะ”
ลลินเลื่อนเก้าอี้ให้แม่ ก่อนนั่งลงข้างกัน วิภาสบตานัชชาเพียงชั่วครู่แล้วรีบหลบไปมองหน้าจอแทน
“หมอดูผลตรวจทั้งหมดแล้วนะคะ ก่อนคุยเรื่องผ่า ขอถามประวัติเพิ่มอีกนิดค่ะ”
วิภาพยักหน้า “ค่ะคุณหมอ”
นัชชาซักประวัติเรื่องโรคประจำตัว ยาที่ใช้ประจำ ประวัติแพ้ยา และประวัติผ่าตัดอย่างรวดเร็ว วิภาไม่มีโรคประจำตัวสำคัญ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า และไม่มีใครในครอบครัวเคยเป็นมะเร็งลำไส้
“ทำงานอะไรคะ”
“เป็นแม่บ้านค่ะ”
“ดูแลบ้านอย่างเดียวหรือมีธุรกิจที่ต้องช่วยสามีด้วย”
“ไม่ได้ช่วยงานบริษัทค่ะ แค่ดูแลเรื่องในบ้าน”
ลลินเหลือบมองแม่ ก่อนพูดเสริม “คุณแม่จัดการทุกอย่างให้คุณพ่อค่ะ ตารางนัด อาหาร เสื้อผ้า งานเลี้ยง บางทีเลขาฯ คุณพ่อยังโทรมาถามคุณแม่เลยค่ะว่าคุณพ่อว่างวันไหน”
“ลลิน เรื่องนั้นไม่เกี่ยวกับที่หมอถามหรอกลูก”
นัชชาไม่ได้แสดงความเห็น เพียงปล่อยให้กานต์บันทึกข้อมูลลงในระบบ
“ปกติกินอาหารแบบไหนคะ เนื้อแดงหรือเนื้อแปรรูปอย่างไส้กรอก แฮม กินบ่อยไหม”
“ก็อาหารทั่วไปค่ะ ทำกินกันในบ้าน”
“ทั่วไปของแต่ละบ้านไม่เหมือนกันค่ะ หมอขอคร่าว ๆ ตั้งแต่มื้อเช้าถึงมื้อเย็นนะคะ”
“คุณแม่ไม่ค่อยกินมื้อเช้าค่ะ บางวันดื่มแค่กาแฟ กลางวันก็กินของที่เหลือจากคุณพ่อ ส่วนมื้อเย็นคุณพ่อชอบเนื้อย่าง หมูทอด ไส้กรอก แฮม คุณแม่ก็ทำตามที่คุณพ่อชอบ ผัก ผลไม้ แล้วก็อาหารที่มีใยอาหารเลยค่อนข้างน้อยค่ะ”
“ไม่ได้กินทุกวันขนาดนั้นนะ”
“เกือบทุกวันค่ะคุณแม่”
เสียงแป้นพิมพ์ของกานต์ดังต่อเนื่อง วิภาเม้มปากแล้วไม่เถียงลูกอีก
“แล้วผลไม้ ธัญพืช หรืออาหารที่มีใยอาหารล่ะคะ”
“น้อยค่ะ” ลลินตอบ “คุณพ่อไม่ชอบ คุณแม่เลยไม่ค่อยซื้อเข้าบ้าน”
“แม่กินเวลาออกไปข้างนอกบ้าง”
“แต่คุณแม่แทบไม่ได้ออกไปไหนคนเดียวนี่คะ”
วิภาจึงเงียบลง
“อาหารลักษณะนี้เพิ่มความเสี่ยงได้ค่ะ แต่เราบอกไม่ได้ว่ามะเร็งก้อนนี้เกิดจากอาหารอย่างเดียว ต่อให้ไม่ดื่ม ไม่สูบ และไม่มีประวัติครอบครัวก็เป็นได้ เพราะโรคนี้มีปัจจัยเกี่ยวข้องหลายอย่างค่ะ”
วิภาพยักหน้ารับช้า ๆ
“เริ่มมีเลือดปนในอุจจาระตั้งแต่เมื่อไหร่คะ”
“ไม่กี่เดือนค่ะ ตอนแรกคิดว่าเป็นริดสีดวง”
ลลินหันมองแม่ “เกือบปีแล้วค่ะ วันเกิดหนูปีที่แล้วคุณแม่ก็บ่นว่าถ่ายเป็นเลือด หลังจากนั้นก็เริ่มท้องผูกสลับถ่ายเหลว อุจจาระเล็กลง น้ำหนักลด แล้วก็เหนื่อยง่าย ช่วงหลังหน้าซีดมาก แต่คุณแม่ยังไม่ยอมไปตรวจ จนเกือบเป็นลมที่งานเลี้ยงบริษัทค่ะ”
“แม่ไม่คิดว่ามันจะร้ายแรงขนาดนี้”
“ทำไมถึงปล่อยไว้นานคะ”
วิภาก้มมองมือบนตัก “ช่วงนั้นสามีมีงานหลายอย่างค่ะ ฉันไม่อยากให้ทางบ้านวุ่น แล้วก็คิดว่าคงไม่เป็นอะไรมาก”
“คุณแม่เป็นคนจัดตรวจสุขภาพประจำปีให้ทุกคนค่ะ” ลลินพูดเสียงเบาลง “ของคุณพ่อกับพี่ชายไม่เคยขาด แต่พอเป็นของตัวเอง แม่จะบอกว่าเอาไว้ก่อนตลอด”
นัชชามองคนไข้นิ่งอยู่ครู่หนึ่ง “ร่างกายเตือนมาตั้งหลายครั้งแล้วนะคะ ต่อไปอย่ารอให้คนอื่นว่างก่อน ถึงจะยอมดูแลตัวเอง”
วิภาเงยหน้าขึ้น แววตาไหววูบกับถ้อยคำที่ฟังคล้ายตำหนิ แต่กลับอ่อนโยนกว่าที่ควรได้รับจากลูกสาวซึ่งเธอเคยทิ้งไป
“ค่ะคุณหมอ”
นัชชาหันหน้าจอให้ทั้งคู่ดูตำแหน่งก้อน ก่อนอธิบายว่า ภาพ CT เห็นก้อนอยู่ชิดผนังด้านหลังของช่องท้องและแนวท่อไตซ้าย ระนาบระหว่างกันไม่ชัด แม้ยังบอกไม่ได้ว่าเป็นเพียงการอักเสบรอบก้อนหรือมีการยึดติดจริง แต่เพื่อให้ควบคุมบริเวณดังกล่าวได้ปลอดภัย เธอจึงวางแผนผ่าเปิดหน้าท้องตั้งแต่แรก เพื่อนำลำไส้ส่วนที่มีก้อนพร้อมต่อมน้ำเหลืองออก
“ลินดูแลเองค่ะ”
“แล้วคุณณพล่ะคะ”
วิภารีบตอบ “สามีมีงานค่ะ ไม่อยากให้เขาต้องหยุด”
ลลินขยับริมฝีปากเหมือนอยากพูด แต่เปลี่ยนใจเงียบลง
นัชชาหันไปทางกานต์ “คิวห้องผ่าที่เร็วที่สุดของพี่วันไหน”
“วันพฤหัสฯ อีกสองสัปดาห์ค่ะอาจารย์ ช่วงเช้ายังลงได้ แต่ต้องประสานวิสัญญีกับห้องพักฟื้นก่อนค่ะ”
“ลงคิวไว้เลย”
กานต์รับคำแล้วบันทึกวันผ่า
“อาการตอนนี้ยังรอถึงวันนั้นได้ค่ะ ระหว่างนี้หมอจะให้ตรวจเลือดและประเมินความพร้อมก่อนผ่า” นัชชาหันกลับมาทางคนไข้ “แต่ถ้าปวดท้องมาก ท้องอืดผิดปกติ ถ่ายหรือผายลมไม่ได้ มีไข้ หรือเลือดออกมาก ให้มาโรงพยาบาลทันทีนะคะ ไม่ต้องรอถึงวันนัด”
“คุณหมอเป็นคนผ่าเองใช่ไหมคะ”
“หมอเป็นคนผ่าค่ะ”
คำตอบสั้น ๆ ทำให้สีหน้าของวิภาคลายลงอย่างเห็นได้ชัด
“เข้าใจแล้วค่ะ”
กานต์ส่งเอกสารเตรียมผ่าให้ลลิน พร้อมอธิบายว่าต้องติดต่อหน่วยใดบ้าง ลลินรับไปเปิดดู ก่อนหันกลับมาทางแม่
“คุณแม่มีอะไรอยากคุยกับอาจารย์อีกไหมคะ”
วิภามองหน้าลูกสาวคนเล็ก แล้วเลื่อนสายตากลับมาหานัชชา ริมฝีปากขยับเหมือนคำแรกเกือบหลุดออกมา แต่เสียงกลับหายอยู่ในลำคอ
นัชชารออยู่ครู่หนึ่งจึงถาม “มีอะไรอยากถามหมออีกหรือเปล่าคะ”
“คือ... ฉัน”
ลลินบีบมือแม่เบา ๆ
วิภาสูดลมหายใจเข้า ก่อนส่ายหน้า “ไม่มีค่ะ ฝากตัวด้วยนะคะคุณหมอ”
“ค่ะ แล้วเจอกันวันนัดเตรียมผ่านะคะ”
นัชชาปิดแฟ้ม วิภายังคงนั่งอยู่ต่ออีกสองสามวินาที จนลลินต้องช่วยประคองให้ลุกขึ้น
เมื่อสองแม่ลูกเดินออกจากห้อง กานต์มองตามบานประตูที่ปิดลงแล้วหันกลับมา
“คุณวิภาเหมือนมีอะไรอยากพูดนะคะอาจารย์”
“อือ พี่ก็เห็น”
เธอตอบได้เพียงเท่านั้น เพราะความรู้สึกประหลาดซึ่งติดอยู่ในหัวตั้งแต่วันแรกยังไม่มีคำอธิบาย
*****
อะไรยังไง หมอนัชฝ่าฝันมันมาได้ไง
อ่านต่อที่ MEB ยาวเลยน้าาา

หรือคลิกลิงก์ได้เลยค่ะ