ถ้าไม่ยอมลุก พี่จะคิดว่าเธอติดใจนะ
ถ้าไม่ยอมลุก พี่จะคิดว่าเธอติดใจนะ
แสงเช้าสีอ่อนลอดผ่านช่องว่างระหว่างผ้าม่านเข้ามาตกบนปลายเตียง นัชชารู้สึกตัวขึ้นช้า ๆ หลังหลับสนิทชนิดที่ไม่ได้สะดุ้งตื่นกลางดึกแม้แต่ครั้งเดียว
ร่างกายทั้งคู่ไม่ได้กอดกันอยู่ในท่าเดิมมาตลอดคืน ต่างคนต่างพลิกตัวไปตามความเคยชิน แต่ไม่รู้ว่าช่วงใกล้เช้าเธอขยับกลับเข้ามาหาเขาตั้งแต่เมื่อไร ตอนนี้ใบหน้าจึงซุกอยู่ตรงอกกว้าง แขนข้างหนึ่งพาดผ่านเอว ส่วนท่อนแขนของณิชคุณโอบอยู่กลางแผ่นหลังเธอหลวม ๆ
กลิ่นกายคุ้นเคยทำให้นัชชานอนนิ่ง เมื่อก่อนเธอตื่นมากับกลิ่นนี้แทบทุกเช้า ไม่ว่าใครลืมตาก่อน ก็มักก้มจูบหน้าผากอีกคนพร้อมคำทักทายสั้น ๆ เสมอ กิจวัตรนั้นหายไปตอนไหน เธอเองก็นึกไม่ออก
นัชชาค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมอง ใบหน้าสะอาดสะอ้านของคนหลับอยู่ใกล้จนเห็นแนวขนตาชัดเจน เปลือกตาของเขาขยับ ก่อนดวงตาคู่คุ้นเคยจะเปิดขึ้นสบตาเธอพอดี
ณิชคุณไม่ได้ทำท่าตกใจที่ตื่นมาเจออดีตภรรยาซุกอยู่บนอก มีเพียงรอยยิ้มง่วง ๆ ปรากฏขึ้นตรงมุมปาก
“กู๊ดมอร์นิ่ง”
เขาก้มลงจูบหน้าผากเธอเหมือนเคยทำมาตลอดหลายปี
ริมฝีปากอุ่นแตะค้างเพียงชั่วครู่ แต่ทำให้นัชชานิ่งไปนานกว่าที่ควร
“กี่โมงแล้ว”
“เจ็ดโมงสิบกว่า”
“ทำไมไม่ปลุก”
“จะปลุกทำไม วันนี้ไม่ได้รีบไปทำงานสักหน่อย”
“ไม่ได้แปลว่าต้องนอนกินบ้านกินเมืองนี่”
“เมื่อคืนหลับดีไหม”
“ก็ดี”
“เพราะได้กอดพี่หรือเปล่า”
นัชชาขยับหน้ากลับไปซุกอกเขาตามเดิม “เพราะเตียงแพงต่างหาก”
“ครับ เตียงแพงก็เตียงแพง”
วงแขนที่โอบอยู่กลางแผ่นหลังกระชับขึ้นเพียงเล็กน้อยก่อนคลายออกตามเดิม เขาไม่ได้หาเรื่องลูบส่วนอื่นเหมือนเมื่อคืน เพียงนอนกอดเธอไว้เงียบ ๆ ขณะที่แดดเช้านอกหน้าต่างค่อย ๆ จ้าขึ้น
นัชชารู้ว่าควรลุกไปอาบน้ำ แต่ร่างกายกลับไม่ยอมขยับง่าย ๆ ความอบอุ่นที่แนบอยู่ตรงหน้า ความรู้สึกปลอดภัยจนสามารถหลับสนิท และเสียงหัวใจสม่ำเสมอใต้ใบหู ทำให้เธออยากนอนต่ออีกนิด
อีกนิดเดียวจริง ๆ
แต่พอหลับตาลง ณิชคุณก็ลูบหลังเธอแล้วพูดเสียงกลั้วหัวเราะ
“ถ้าไม่ยอมลุก พี่จะคิดว่าเธอติดใจนะ”
อดีตเมียลืมตาขึ้นแล้วผลักอกเขา “ลุกก็ได้!”
“ติดใจจริง ๆ ด้วย”
นัชชาคว้าหมอนข้างฟาดใส่คนบนเตียง ก่อนเดินหน้าบึ้งเข้าห้องน้ำไปโดยไม่ยอมหันกลับมามอง
ห้องอาหารของรีสอร์ตเป็นอาคารกระจกเปิดรับวิวภูเขารอบด้าน โต๊ะแต่ละชุดตั้งห่างกันเพื่อความเป็นส่วนตัว แขกในช่วงทดลองเปิดยังมีไม่มาก บรรยากาศจึงค่อนข้างเงียบสงบ
นัชชาเลือกโต๊ะริมกระจก ณิชคุณดึงเก้าอี้ให้ก่อนเดินไปตักอาหารเช้าด้วยกัน ทั้งคู่กลับมาพร้อมจานคนละใบ แต่ไม่ถึงห้านาที อาหารในจานก็เริ่มปะปนกันจนแทบแยกไม่ออกว่าอะไรเป็นของใคร
“พริกช้อนเดียวพอ”
ณิชคุณจับข้อมือเธอไว้ก่อนพริกป่นช้อนที่สองจะตกลงในจาน แล้วดึงถ้วยเครื่องปรุงออกไปไว้ฝั่งตัวเอง
“ฉันยังไม่ทันรู้สึกเผ็ดเลย ช้อนเล็กนิดเดียว ใส่แค่ปลายช้อนด้วย”
“เมื่อวานเธอยังกินได้น้อย วันนี้อย่าเพิ่งกินเผ็ดมาก เดี๋ยวแสบท้อง”
“พริกไม่ได้เป็นข้อห้ามของคนท้อง”
“พี่ไม่ได้ห้าม แค่ให้ลด”
นัชชาเหลือบมองพริกในจานของเขา “พี่เติมได้ ทำไมฉันเติมไม่ได้”
“พี่ไม่ได้ท้อง”
“พูดเหมือนฉันเป็นคนไข้พี่เลยนะ”
“ถ้าคนไข้ดื้อแบบเธอ พี่คงปวดหัวตาย”
นัชชาใช้ส้อมจิ้มผลไม้ในจานเขาไปกินแก้แค้น ณิชคุณไม่ห้าม กลับเลื่อนจานผลไม้เข้ามาใกล้กว่าเดิม แล้วตักข้าวต้มคำหนึ่งยื่นไปตรงหน้า
“กินอีกหน่อย เมื่อวานยังกินได้น้อย”
“ฉันกินเองได้”
“รู้ แต่พี่อยากป้อน”
เธอมองช้อนที่จ่ออยู่ตรงปาก ก่อนเหลือบมองคนถือ เมื่อเห็นว่าเขาไม่มีท่าทีจะยอมลดมือลงง่าย ๆ จึงอ้าปากรับไปพร้อมทำหน้ามุ่ยใส่
ณิชคุณยิ้มพอใจแล้วตักคำต่อไป
จังหวะนั้นเอง โสภากับพิมพ์ลดาเดินเข้ามาในห้องอาหาร เมื่อเห็นแขกที่ตัวเองเชิญมาจึงเปลี่ยนทิศเข้ามาทัก
“เมื่อคืนหลับสบายไหมคะคุณหมอ”
ทั้งสองรีบยกมือไหว้ทักทาย
“สบายมากค่ะ ขอบคุณคุณโสภาอีกครั้งนะคะที่ให้เข้าพักก่อนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย”
“ไม่ต้องขอบคุณแล้วค่ะ ถ้าวันนั้นคุณหมอไม่ยอมดื้อกับดิฉัน ป่านนี้อาจไม่ได้นั่งอยู่ตรงนี้แล้วก็ได้” โสภายิ้ม “เที่ยวตามสบายเลยนะคะ ไม่ต้องเกรงใจ พอดีทางบ้านดิฉันมากันช่วงทดลองเปิดด้วย แต่จะไม่ไปรบกวนเวลาของคุณหมอหรอกค่ะ”
“ขอบคุณครับ” ณิชคุณตอบ
สองแม่ลูกกล่าวลาแล้วเดินไปนั่งอีกโต๊ะหนึ่งซึ่งอยู่ห่างออกไปพอสมควร แต่ยังอยู่ในระยะที่มองเห็นกันได้
พิมพ์ลดาเพิ่งนั่งลงก็หันกลับไปมองอีกครั้ง ณิชคุณกำลังใช้กระดาษเช็ดมุมปากให้นัชชา ส่วนคนถูกเช็ดปัดมือออกอย่างรำคาญ แต่ไม่ถึงครู่ก็อ้าปากรับผลไม้จากคนข้างกาย
“เขาสองคนดูรักกันดีนะคะแม่ ไม่เหมือนคนหย่ากันเลย”
โสภามองตามสายตาลูกสาว “แม่ก็ว่าอย่างนั้น แล้วหมอนัชเขาก็น่ารักดี ไม่ได้เสียมารยาทอย่างที่ชลพูดสักหน่อย สงสัยเขาเลือกมากกว่าว่าจะดีกับใคร”
พิมพ์ลดาพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนนึกอะไรขึ้นมาได้
“เย็นนี้พี่ชลจะมาถึงนะคะ แม่เชิญมาเหรอ”
“แม่ไม่ได้เชิญ เราเปิดตัวรีสอร์ตใหม่ ชลเขามากับพ่อแม่เขาเอง”
“ลดากลัวมาแล้วจะมาขวางทางรักคนอื่นสิคะแม่”
“ลดาไม่ชอบพี่เขามาตั้งแต่เด็กแล้วไม่ใช่เหรอ”
“ก็ใครใช้ให้ชอบอวดว่าเรียนเก่งกว่าลดาล่ะคะ เป็นหมอแล้วไง ต้องฉลาดกว่าคนอื่นทุกเรื่องเหรอ”
“พูดเบา ๆ เดี๋ยวใครได้ยินเข้า”
“ลดาพูดความจริงค่ะ”
โสภาส่ายหน้าระอา แต่ไม่ได้ออกปากปกป้องหลานสาวเหมือนเมื่อก่อนอีก
****
ยัยชลมา จะได้เข้าหอไหมเอ่ย นับถอยหลังราคาโปรที่ meb ก่อนปรับนะคะ จัดไปโลด

อีบุ๊คที่ meb นะคะ
https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMTA0NDYxMCI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjQ2OTQ1OCI7fQ