บทที่ 10 โศกนาฏกรรมบังเกิด
บทที่ 10 โศกนาฏกรรมบังเกิด
แส้ม้าในมือของหลูเจียวเหนียงฟาดใส่กู้หมิงจูที่อยู่บนอัฒจันทร์อย่างแรง ด้วยความเร็วขนาดนั้น เพียงชั่วพริบตาก็ถึงตรงหน้ากู้หมิงจูแล้ว
ดวงตาทั้งสองข้างของนางจ้องเขม็งไปที่กู้หมิงจู สายตาเต็มไปด้วยความดูถูกและเย้ยหยัน
กู้หมิงจูมีความงดงามโดดเด่น ดวงตากลมโตสุกใสและมีชีวิตชีวาคู่นั้น ว่ากันว่าเหมือนกับองค์หญิงใหญ่เซวียนหยาง หญิงงามอันดับหนึ่งแห่งเมืองฉางอันในอดีตไม่มีผิดเพี้ยน
แม้ตอนนี้นางจะมีชื่อเสียงเรื่องความเอาแต่ใจและดื้อรั้นไปทั่วเมืองฉางอัน แต่ก็ไม่อาจบดบังใบหน้างดงามราวกับแสงตะวันยามเช้าที่นับวันจะยิ่งเปล่งประกายเจิดจ้าของนางได้เลย
กู้หมิงจูปรารถนาจะได้รับการพระราชทานสมรสให้แต่งงานกับเสียนอ๋อง นางเป็นถึงธิดาขององค์หญิงใหญ่ อีกทั้งยังเป็นคุณหนูของจวนแม่ทัพใหญ่เพียวฉี เกรงว่าการทูลขอให้เบื้องบนพระราชทานสมรสนั้นไม่ใช่เรื่องยากอะไร
แล้วกัวอวี้ซิ่วจะยอมทนดูนางสมหวังได้อย่างไร ย่อมต้องหาทุกวิถีทางเพื่อทำลายให้ได้
ในเสี้ยววินาทีนั้น หลูเจียวเหนียงมองใบหน้างดงามของกู้หมิงจูพลางแค่นยิ้มเย็นชา จะมาโทษที่นางลงมือไม่ได้หรอกนะ หากก่อนหน้านี้นางยอมลงสนามไปแข่งตีคลีแต่โดยดี นางก็คงไม่ต้องมาทำแบบนี้หรอก ป่านนี้คงตกม้าบาดเจ็บสาหัสรักษาไม่หายไปแล้ว
ซิ่วเหนียงเป็นคนจิตใจโหดเหี้ยม ในเมื่อลงมือแล้ว ก็ย่อมไม่ปล่อยให้นางมีโอกาสพลิกฟื้นกลับมาได้อีก ถึงอย่างไรนางก็เป็นแค่คนไร้ค่าในสกุลกู้เท่านั้น ดูเหมือนฐานะสูงส่ง แต่แท้จริงแล้วเคยมีใครใส่ใจนางจริง ๆ บ้างไหม!
เมื่อคิดได้เช่นนี้ แส้ม้าในมือก็ไม่หยุดยั้ง พุ่งตรงดิ่งไปที่ใบหน้านั้นทันที ใบหน้าแบบนี้ ใครเห็นแล้วจะไม่ริษยาบ้างล่ะ!
ทว่าเพียงชั่วครู่ต่อมา รอยยิ้มก็แข็งค้างอยู่บนใบหน้า แส้ม้าของนางถูกกู้หมิงจูคว้าไว้แน่นจนขยับไม่ได้เลย
ชัดเจนว่านางออกแรงฟาดแส้ม้าใส่กู้หมิงจู นึกไม่ถึงว่าวินาทีต่อมาจะถูกกู้หมิงจูคว้าไว้ได้อย่างง่ายดาย ดึงอย่างไรก็ดึงไม่กลับ
กู้หมิงจูค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองหลูเจียวเหนียงที่กำลังตกตะลึง ใบหน้างดงามดุจหยกเปล่งประกายเจิดจ้า นางมองหลูเจียวเหนียงด้วยสายตาเย็นชา "เจียวเหนียงคิดจะลงมือกับข้าอย่างนั้นหรือ"
หลูเจียวเหนียงสะดุ้งตกใจสุดขีด นางไม่คาดคิดว่ากู้หมิงจูจะสามารถรับแส้ม้าของตนไว้ได้ แผนการที่เคยวาดฝันไว้อย่างดิบดีพลันมลายหายไปสิ้น
ใบหน้าของนางแดงก่ำ ส่ายหน้าเป็นพัลวัน "ไม่ ข้าไม่ได้ตั้งใจ เป็น... เป็นอวี้เหนียง นางเอาแต่ไล่ตามข้า ม้าของข้าตื่นตระหนก..."
นางรีบหันขวับ ชี้ไปทางกู้หมิงอวี้ที่ถูกกู้หมิงเยว่รั้งตัวไว้ไม่ไกลนัก เสียงเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ "ถ้าไม่ใช่เพราะเมื่อครู่อวี้เหนียงมุ่งหน้าพุ่งเข้ามาชนข้าอย่างไม่คิดชีวิต จนทำให้ม้าของข้าตื่นตระหนก ข้าก็คงไม่รั้งม้าไม่อยู่จนพุ่งมาทางนี้ แถมยังเกือบจะทำร้ายคุณหนูใหญ่ด้วย!"
บรรดาคุณหนูที่อยู่ข้างอัฒจันทร์ต่างพากันหน้าซีดเผือดด้วยความตกใจกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันเมื่อครู่ ต่างพากันเกาะกุมสาวใช้ตัวสั่นงันงกไม่รู้จะทำอย่างไรดี
จนกระทั่งเห็นกู้หมิงจูรับแส้ม้าของหลูเจียวเหนียงไว้ได้และไม่ได้รับบาดเจ็บ จึงค่อยถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกลอบผิดหวังอยู่ลึก ๆ จึงพากันเดินกลับไปนั่งที่อย่างเก้อเขิน
เมื่อนึกถึงท่าทีเสียกิริยาเมื่อครู่ก็ยิ่งรู้สึกโกรธเคือง ต่างพากันจ้องมองไปที่ 'ต้นเหตุ' อย่างกู้หมิงอวี้ด้วยความขุ่นเคือง
เมื่อครู่ทุกคนต่างก็เห็นกันชัดเจนว่าเป็นกู้หมิงอวี้ที่ควบม้าไล่ตามหลูเจียวเหนียงอย่างบ้าคลั่ง จนหลูเจียวเหนียงตกใจกลัวและพุ่งชนมาทางอัฒจันทร์จนเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น
กู้หมิงอวี้ทั้งโกรธทั้งร้อนรนจนพูดไม่ออก น้ำตาคลอเบ้ากระทืบเท้าเร่า ๆ กู้หมิงเยว่รีบดึงตัวนางไว้ไม่ให้ก่อเรื่องวุ่นวายอีก ส่วนตัวเองก็ปั้นหน้ารู้สึกผิด ยิ้มขอโทษพลางหันหลังเดินขึ้นไปบนอัฒจันทร์ ย่อกายค้อมเข่าให้กู้หมิงจู
"พี่ใหญ่ เมื่อครู่อวี้เหนียงกับเจียวเหนียงแข่งตีคลีแล้วเกิดอุบัติเหตุ เกือบจะทำร้ายพี่ใหญ่เข้าแล้ว ข้าจะให้คนไปตามหมอหลวงมาเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ"
นางมีสีหน้าร้อนรน กวาดตามองขึ้นลงไม่หยุดเพื่อตรวจดูว่ากู้หมิงจูได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่ คำพูดของนางยิ่งรัดกุมไร้ช่องโหว่ ปัดความรับผิดชอบในเหตุการณ์เมื่อครู่ของกู้หมิงอวี้ออกไปจนหมดสิ้นด้วยท่าทีนุ่มนวล
ทว่ากู้หมิงจูกลับส่ายหน้าเบา ๆ "ไม่ต้องหรอก ข้าไม่เป็นไร" แต่กลับเงยหน้าขึ้นมองหลูเจียวเหนียงที่นั่งอยู่บนหลังม้าด้วยท่าทางอึดอัดใจด้วยสายตาเย็นชา
"ในเมื่อม้าตื่นตระหนก ก็โทษเจียวเหนียงไม่ได้หรอก เพียงแต่แส้เมื่อครู่ช่างอำมหิตนัก เกือบจะทำลายโฉมหน้าของข้าเสียแล้ว โชคดีที่เจียวเหนียงไม่ได้ตั้งใจ ใช่หรือไม่ล่ะ" นางลากเสียงยาว มองหลูเจียวเหนียง มือยังคงกำแส้ม้าไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
สีหน้าของหลูเจียวเหนียงเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวแดง รีบส่ายหน้าเป็นพัลวัน "ไม่ใช่ ข้าไม่ได้ตั้งใจ"
นางไม่รู้ว่าเป็นเพราะเหตุใด แต่เมื่อสบเข้ากับดวงตาที่ลึกล้ำและเย็นชาของกู้หมิงจู นางก็รู้สึกหวาดกลัวจับใจ ไม่กล้าแม้แต่จะสบตา ได้แต่ก้มหน้าหลบสายตาไป
กู้หมิงเยว่ที่อยู่ด้านข้างก็มองกู้หมิงจูด้วยความประหลาดใจเช่นกัน หากบอกว่าเมื่อครู่ที่กู้หมิงจูรับแส้ม้าไว้ได้อย่างมั่นคงนั้นเป็นเพียงความบังเอิญ ท่าทางและคำพูดของนางในตอนนี้ก็บ่งบอกชัดเจนว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล
จู่ ๆ กู้หมิงจูก็สะบัดมือ ปล่อยแส้ม้าที่กำแน่นอยู่ในมือ น้ำเสียงอ่อนลง "ในเมื่อไม่ได้ตั้งใจ ก็ช่างมันเถอะ" ปล่อยไปง่าย ๆ เช่นนี้เลย!
หลูเจียวเหนียงชะงักงันไปอีกครั้ง กู้หมิงจูยอมปล่อยนางไปง่าย ๆ แบบนี้เลยหรือ ชัดเจนว่าดูออกว่านางจงใจแท้ ๆ แต่กลับปล่อยนางไปง่าย ๆ แบบนี้เนี่ยนะ
นางตั้งสติได้ ก็รีบโบกแส้ม้าควบม้ากลับไปหากัวอวี้ซิ่วและคนอื่น ๆ ทันที ตอนนี้นางรู้สึกเพียงแค่ความหวาดหวั่นพรั่นพรึง ไม่มีท่าทีหยิ่งผยองเหมือนตอนแรกอีกแล้ว
เมื่อเห็นนางขี่ม้าจากไป กู้หมิงเยว่ก็กัดริมฝีปาก ก้มหน้าลงโดยไม่เอ่ยสิ่งใด
กลับเป็นเสี่ยวขุยที่คอยรับใช้อยู่ด้านหลังกู้หมิงจูที่โกรธจนตัวสั่นเทิ้ม เอ่ยอย่างเคียดแค้นว่า "คุณหนู เมื่อครู่นางจงใจชัด ๆ ต่อให้ม้าตื่นตระหนก ก็ไม่น่าจะตวัดแส้มาทางคุณหนูได้เลย ชัดเจนว่านางเล็งไว้แล้วถึงได้พุ่งเข้ามา จะปล่อยไปง่าย ๆ แบบนี้ได้อย่างไรเจ้าคะ..."
กู้หมิงจูยิ้มบาง ๆ ทว่ากลับลุกขึ้นจากที่นั่ง ยกมือขึ้นปิดปากหาวอย่างเกียจคร้าน "ช่างเถอะ ดูไปก็ชักจะน่าเบื่อแล้ว กลับกันเถอะ" พูดจบนางก็เตรียมพาสาวใช้ทั้งหลายรวมถึงเสี่ยวขุยเดินออกไป
กู้หมิงเยว่เริ่มร้อนใจ รีบเอ่ยรั้ง "พี่ใหญ่ แต่เดี๋ยวจะมีงานเลี้ยงอาหารด้วยนะเจ้าคะ แล้วก็เสียนอ๋อง..."
นางไม่ได้พูดต่อ แต่ความหมายก็ชัดเจนอยู่แล้ว เสียนอ๋องและเสี่ยนอ๋องยังไม่เสด็จกลับ ทั้งยังไม่ได้กล่าวลาซิ่วเหนียงด้วย หากจากไปเช่นนี้คงจะเป็นการเสียมารยาทอย่างยิ่ง
กู้หมิงจูกลับยิ้มแย้มสดใสราวกับดอกไม้ผลิบาน "ข้าขึ้นชื่อเรื่องความเอาแต่ใจและไม่มีเหตุผลอยู่แล้ว ย่อมไม่ต้องไปสนใจเรื่องพวกนี้หรอก"
พูดจบ นางก็พาเสี่ยวขุยและคนอื่น ๆ เดินลงจากอัฒจันทร์และเดินออกไปอย่างผ่าเผย
ท่ามกลางสายตาประหลาดใจของคุณหนูทั้งหลาย กู้หมิงจูเดินผ่านไปโดยไม่ได้สนใจอะไรเลย
แม้แต่ตอนที่เดินผ่านเสียนอ๋องและเสี่ยนอ๋อง นางก็ไม่ได้หยุดชะงักแม้แต่น้อย ไม่ได้ทำความเคารพพวกเขา และไม่ได้แม้แต่จะปรายตามอง เพียงแค่เดินจากไปเช่นนั้น
เรื่องนี้กลับทำให้เสียนอ๋องและเสี่ยนอ๋องที่กลับไปนั่งที่เดิมรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย มองตามแผ่นหลังของกู้หมิงจูที่ค่อย ๆ ห่างออกไปอย่างไม่รีบร้อน
ทว่ากู้หมิงจูเดินไปได้ไม่ไกล เสียงกรีดร้องก็ดังมาจากสนามตีคลี ม้าของหลูเจียวเหนียงพุ่งชนอย่างบ้าคลั่งราวกับเสียสติ
แม้นางจะพยายามดึงบังเหียนสุดชีวิตก็ไม่อาจหยุดมันได้ กลับถูกม้าพาวิ่งเตลิดเปิดเปิงจนเสียหลัก ทรงตัวบนหลังม้าไม่อยู่
นางร้องไห้คร่ำครวญดึงบังเหียนไว้แน่น ไม่ยอมให้ม้าสลัดตัวเองตกลงไป แต่ก็ไร้ผล
ม้าที่เคยเชื่องตัวนั้น หลังจากที่พุ่งชนอย่างบ้าคลั่งไปพักหนึ่ง จู่ ๆ ก็หยุดชะงัก ยกขาหน้าทั้งสองขึ้นสูง แล้วยืนสองขาขึ้นมาเสียอย่างนั้น
หลูเจียวเหนียงถูกเหวี่ยงกระเด็นออกไปไกลลิบ กลิ้งไปตกอยู่ตรงหน้าม้าของกัวอวี้ซิ่วและพวกของนางพอดี
ส่วนม้าของพวกนางก็ตื่นตระหนกจนวิ่งหนีกันกระเจิงไปคนละทิศคนละทาง หลบหลูเจียวเหนียงที่ล้มอยู่ตรงหน้าไม่ทัน จึงเหยียบย่ำลงไปเต็มแรง...
เมื่อได้ยินเสียงกรีดร้องดังมาจากด้านหลัง กู้หมิงจูกลับไม่หันกลับไปมอง นางเดินออกไปอย่างสงบ ราวกับว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหลังไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนางเลยแม้แต่น้อย
ทว่านางก็ไม่ทันสังเกตเห็นเช่นกันว่า หลี่อวี้ เสียนอ๋องรูปงามที่อยู่บนอัฒจันทร์ไม่ได้มองดูโศกนาฏกรรมในสนามตีคลีเหมือนคนอื่น ๆ เขากลับมองตามหลังนางที่กำลังเดินจากไปด้วยความสนใจ
พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ได้ยินเพียงลำพังว่า "กู้หมิงจูแห่งสกุลกู้... น่าสนใจดีนี่!"
.
.
.