บทที่ 14 มีความงามแล้วจะมีประโยชน์อะไร
บทที่ 14 มีความงามแล้วจะมีประโยชน์อะไร
ฮูหยินหลัวได้เตรียมรถม้าเอาไว้ล่วงหน้านานแล้ว นางจูงมือกู้หมิงจูพลางพูดคุยอย่างยิ้มแย้ม ด้านหลังมีกู้หมิงเยว่และกู้หมิงอวี้เดินตามมา
ทั้งสามล้วนมีหน้าตางดงามหมดจด เกล้าผมประดับด้วยปิ่นปักและเครื่องประดับระยิบระยับละลานตาจนมองแทบไม่ทัน
มิน่าเล่าผู้คนในเมืองฉางอันต่างก็กล่าวขานกันว่าคุณหนูทั้งสามแห่งจวนแม่ทัพใหญ่เป็นหญิงงามล่มเมือง
กู้หมิงอวี้และกู้หมิงเยว่ต่างสืบทอดความงามมาจากฮูหยินหลัว หมิงอวี้มีใบหน้างดงามดั่งดอกท้อ รูปร่างโปร่งบางน่ารักน่าเอ็นดู
ส่วนคุณหนูรองหมิงเยว่นั้นงดงามยิ่งกว่า รูปร่างอ้อนแอ้นอรชร สง่างามเรียบร้อย ที่สำคัญคือมีนิสัยอ่อนโยนเป็นกันเอง ใคร ๆ ก็อยากเข้าใกล้
ทว่าความงามของพวกนางเมื่อเทียบกับกู้หมิงจูแล้ว กลับด้อยลงไปถนัดตา
ความงามของกู้หมิงจูเปรียบดั่งดอกโบตั๋นแรกแย้มยามเช้า เปล่งประกายเจิดจ้าเสียจนหิมะและน้ำค้างแข็งยังต้องยอมสยบ งดงามราวกับจันทร์เสี้ยวที่ทอแสงเรืองรอง ราวกับดอกไม้ที่ปกคลุมด้วยหิมะขาวโพลน
นางงดงามจนหาที่เปรียบไม่ได้ ทำให้ผู้คนรู้สึกต้อยต่ำ ไม่กล้าแม้แต่จะมองตรง ๆ
ผู้ที่เคยพบเห็นนางต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า บ้างก็ว่านางนั้นงดงามยิ่งกว่าผู้เป็นมารดาเสียอีก
เพียงแต่น่าเสียดาย ที่หลายปีมานี้กลับไม่มีใครสนใจความงามของกู้หมิงจูเลย ชื่อเสียงความเอาแต่ใจและดื้อรั้นของนางเลื่องลือไปทั่วทั้งเมืองฉางอัน
เมื่อเอ่ยถึงนาง บรรดาฮูหยินและคุณหนูในจวนขุนนางชั้นสูงต่างก็พากันเบ้ปากเยาะเย้ย ต่างบอกว่านางถือดีในฐานะของตนจนไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ทำตัวตามอำเภอใจ ไม่มีมารยาทของคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์เลยแม้แต่น้อย
แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด วันนี้กู้หมิงจูกลับดูไม่มีประกายเจิดจ้าเหมือนเช่นเคย ใบหน้าดูหมองคล้ำไร้ชีวิตชีวา แม้แต่ผิวพรรณที่เคยขาวผ่องดุจหยกก็ยังดูเหลืองซีด
ประกอบกับมวยผมทรงซวงผิงจี้ที่ดูเรียบง่ายและค่อนข้างเทอะทะบนศีรษะ และผมม้าหนาเตอะที่ปรกหน้าผากตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่รู้ ทำให้ความงามของนางลดลงไปกว่าครึ่ง ดูเป็นหญิงสาวธรรมดา ๆ คนหนึ่ง ซึ่งทำให้ฮูหยินหลัวรู้สึกประหลาดใจอยู่ลึก ๆ
"หมิงจู น้ำแกงสงบสติอารมณ์ที่ส่งไปให้เมื่อวาน เจ้าดื่มหรือยัง" นางยิ้มและเอ่ยถามกู้หมิงจูอย่างสนิทสนม
"ข้าได้ยินน้องสาวของเจ้ากลับมาเล่าให้ฟัง ถึงได้รู้ว่าที่จวนตากอากาศซีเหอนอกจากจะเกิดเรื่องแบบนั้นขึ้นแล้ว เจ้ายังเกือบได้รับบาดเจ็บด้วย ทำให้ข้าตกใจแทบแย่ รีบสั่งให้คนเตรียมน้ำแกงสงบสติอารมณ์ส่งไปให้พวกเจ้าพี่น้องคนละถ้วย"
กู้หมิงจูยิ้มบาง ๆ "ฮูหยินช่างรอบคอบนัก เมื่อวานข้าไม่ได้เป็นอะไร เดิมทีก็เห็นว่าการแข่งขันตีคลีไม่ค่อยมีอะไรน่าสนใจอยู่แล้ว เลยกลับออกมาก่อน จึงไม่ได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น จึงไม่จำเป็นต้องใช้น้ำแกงสงบสติอารมณ์หรอก"
นางเงยหน้ามองฮูหยินหลัว "แต่เสี่ยวขุยที่ตามข้าไปถูกคุณหนูสกุลหลูทำให้ตกใจกลัว ข้าก็เลยยกน้ำแกงสงบสติอารมณ์ถ้วยนั้นให้นางดื่มไป เช้านี้ถึงกับลุกไม่ขึ้น คงจะตกใจกลัวจริง ๆ วันนี้ข้าก็เลยให้นางพักผ่อนอยู่ที่จวนเสียเลย" น้ำเสียงของนางเรียบเฉยจนฟังไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่
ฮูหยินหลัวฟังแล้วก็พยักหน้าอย่างอ่อนโยน "เจ้าไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว เรื่องเมื่อวาน... ช่างน่าแปลกจริง ๆ จู่ ๆ ม้าจะตื่นตระหนกได้อย่างไร ช่างอันตรายเสียจริง โชคดีที่พวกเจ้ากลับมาได้อย่างปลอดภัย" นางถอนหายใจ "แต่สภาพของคุณหนูสกุลหลู ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรต่อไป"
เมื่อเห็นท่าทีเวทนาสงสารของนาง รอยยิ้มบนใบหน้าของกู้หมิงจูก็ยิ่งจางลง และไม่เอ่ยอะไรอีก
เกรงว่าผลลัพธ์เช่นนี้คงทำให้ฮูหยินหลัวผิดหวังไม่น้อย นางรอดพ้นมาได้ ซ้ำยังไปร่วมงานเลี้ยงฉวี่เจียงได้อย่างปลอดภัยไร้รอยขีดข่วน เกรงว่าคงทำให้พวกที่มีเจตนาแอบแฝงต้องเปลืองสมองคิดแผนการใหม่เสียแล้ว
ก่อนจะขึ้นรถม้า กู้หมิงจูปฏิเสธคำเชิญของฮูหยินหลัวที่อยากให้นางนั่งรถม้าคันเดียวกัน นางขึ้นรถม้าของตนเองและนำหน้าออกนอกย่านการค้าไปก่อน
ฮูหยินหลัวพากู้หมิงเยว่และกู้หมิงอวี้ขึ้นรถม้าอีกคันตามหลังไป มุ่งหน้าสู่ริมสระฉวี่เจียงพร้อมกัน
บนรถม้า กู้หมิงจูเอนกายพิงหมอนอิงนุ่ม ๆ มองดูตลาดร้านรวงที่ผ่านไปอย่างเบื่อหน่าย
ในสายตาของนาง เมืองฉางอันก็เป็นเช่นนี้ปีแล้วปีเล่า นางย้อนเวลากลับมาปีนี้ไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแล้ว จนหมดความสนใจที่จะมองดูมันอีกต่อไป และไม่มีความรู้สึกตื่นเต้นดีใจกับงานเลี้ยงทั่นฮวาแห่งสวนซิ่งหยวนที่จะเกิดขึ้นต่อไปเลยแม้แต่น้อย
อาปี้ที่คอยปรนนิบัติอยู่ด้านข้างมีสีหน้ากระวนกระวายใจ ทนไม่ได้จนต้องเอ่ยปากเสียงเบา "คุณหนู บ่าวกลับคิดว่าสิ่งที่ฮูหยินพูดนั้นมีเหตุผลนะเจ้าคะ วันนี้ฮองเฮาทรงเป็นผู้จัดงานเลี้ยงชมดอกซิ่ง การแต่งกายของคุณหนูเช่นนี้เกรงว่า..." นางกัดริมฝีปากด้วยความกังวลใจ
กู้หมิงจูได้ยินดังนั้นก็ยิ้ม "เจ้ากลัวว่าข้าแต่งตัวแบบนี้แล้วจะไม่โดดเด่นท่ามกลางคุณหนูพวกนั้นหรือ"
วันนี้คืองานเลี้ยงฉวี่เจียง ฮองเฮาทรงมีพระเมตตาเรียกตัวบรรดาคุณหนูจากจวนขุนนางชั้นสูงในฉางอันไปเข้าเฝ้าที่หอจื่ออวิ๋น เกรงว่าทุกคนคงแอบเตรียมตัวมาอย่างดี ทุ่มเทกับเสื้อผ้าเครื่องประดับกันอย่างเต็มที่
ทว่าไม่รู้ทำไมคุณหนูของตนถึงได้แต่งกายเช่นนี้ ชุดกระโปรงที่ดูธรรมดาแสนธรรมดา เครื่องประดับก็มีเพียงไม่กี่ชิ้น แถมยังมีทรงผมที่ดูพิลึกพิลั่นนี่อีก
ชัดเจนว่าเป็นหญิงงามหยดย้อย แต่กลับแต่งตัวให้กลายเป็นแค่หญิงสาวหน้าตางดงามธรรมดา ๆ คนหนึ่ง
กู้หมิงจูมองดูท่าทางเป็นกังวลของอาปี้ รอยยิ้มก็ยิ่งกว้างขึ้น นางลูบผมที่ปรกหน้าผาก "จะเป็นไรไปเล่า ทำตัวแบบนี้สิถึงจะเหมาะสม" พูดจบสีหน้าก็ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเรียบเฉย แววตาเต็มไปด้วยความเย็นชา
งานเลี้ยงฉวี่เจียงในวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ นางจะประมาทไม่ได้แม้แต่น้อย ต้องรับมืออย่างระมัดระวังถึงจะรักษาชีวิตรอดมาได้ และไม่ตกเป็นหมากของผู้อื่น
อาปี้ย่อมไม่เข้าใจความคิดของนาง ได้แต่ส่ายหน้าด้วยความสงสัย
นางไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดคุณหนูถึงพูดเช่นนี้ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ตั้งใจอย่างยิ่งว่าจะโดดเด่นเหนือใครในงานเลี้ยงฉวี่เจียง เพื่อให้เป็นที่โปรดปรานของฮองเฮา แล้วค่อยไปขอร้องให้ท่านแม่ทัพใหญ่เข้าวังไปทูลขอพระราชทานสมรสกับเสียนอ๋อง
นางยังจำได้ว่าเพื่อที่จะให้โดดเด่นกว่าใครในงานเลี้ยงฉวี่เจียง คุณหนูอุตส่าห์ให้นางไปสั่งผ้าไหมฉู่จิ่นชั้นดีสิบกว่าพับที่ร้านเทียนเซียง ซึ่งล้วนเร่งทอหามรุ่งหามค่ำส่งตรงมาจากปาสู่ถึงฉางอัน เพียงเพื่อนำมาตัดเย็บชุดกระโปรงให้คุณหนูเลือกใส่
แต่พอถึงเวลาเข้าจริงกลับแต่งตัวเช่นนี้! หากกู้หมิงจูไม่ได้เป็นคนสั่งเอง นางคงไม่มีทางเชื่อเด็ดขาด สภาพของคุณหนูในตอนนี้ทำเอานางรู้สึกขัดหูขัดตายิ่งนัก
นางเบะปาก เอ่ยเสียงเบา "เช่นนี้ก็เท่ากับปล่อยให้คุณหนูจวนอื่นแย่งความโดดเด่นไปหมดน่ะสิเจ้าคะ"
ดวงตาสุกใสของกู้หมิงจูยังคงทอประกายระยิบระยับ มุมปากปรากฏรอยยิ้มบางเบา "เช่นนั้นแหละดี พวกนางไม่มีทางรู้หรอกว่า ในเวลาเช่นนี้ มีความงามแล้วจะมีประโยชน์อะไร"
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรักษาชีวิตให้รอดต่างหาก!
.
.
.