LNCrawler

บทที่ 23 ไม่มีวันปล่อยไป

หมิงจูผู้นี้ไม่ขอเป็นหมากของใคร — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 23 ไม่มีวันปล่อยไป

ภายในโถงเงียบกริบจนน่ากลัว เงียบจนแม้แต่เข็มตกสักเล่มก็คงจะได้ยิน

ฮองเฮาประทับอยู่บนที่นั่งประธานเบื้องบน ทอดพระเนตรองค์รัชทายาทที่เมาพับอยู่บนที่นั่งด้านข้าง ก่อนจะเบือนสายพระเนตรไปยังคุณหนูสองคนที่คุกเข่าหมอบกราบอยู่กลางโถง

กัวอวี้ซิ่วมีสีหน้าหวาดผวา กัดริมฝีปากแน่น ทั้งร้อนใจทั้งหวาดกลัว

สายตาจ้องเขม็งไปยังถุงหอมที่ขันทีประคองมาไว้ตรงหน้านางอย่างไม่วางตา เห็นได้ชัดว่าร้อนใจอยากจะรู้ความจริงให้กระจ่าง

ทว่ากู้หมิงจูที่อยู่ข้างกายนางกลับเงียบสงบ สีหน้าเรียบเฉย บนใบหน้าถึงกับมีรอยยิ้มบาง ๆ ประดับอยู่ด้วยซ้ำ

นางคุกเข่าหลังตรงแหน่วอยู่ตรงนั้น ไม่แม้แต่จะปรายตามองถุงหอมใบนั้นเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าจะมีท่าทีใส่ใจแม้แต่น้อย

ขันทีประคองถุงหอมใบนั้นขึ้นมา บนผ้าแพรสีฟ้าอมเขียวปักลายผีเสื้อซอนไซมวลไม้ด้วยดิ้นเงินห้าสี ดูธรรมดาสามัญยิ่งนัก ไม่มีสิ่งใดโดดเด่นเลยแม้แต่น้อย

ฮองเฮาทรงยื่นพระหัตถ์ไปหยิบถุงหอมใบนั้นมา พลิกดูส่ง ๆ สองสามที ก่อนจะเงยพระพักตร์ขึ้นตรัสถาม "คุณหนูห้าสกุลกัว นี่ใช่ถุงหอมของเจ้าหรือไม่"

สุรเสียงหนักหน่วงแฝงไปด้วยโทสะ ดวงเนตรหงส์เต็มไปด้วยความเย็นชา

จะไม่ให้พระองค์กริ้วได้อย่างไร งานเลี้ยงฉวี่เจียงในครั้งนี้พระองค์ทรงมีรับสั่งให้คนเตรียมการเป็นพิเศษ ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปไม่น้อย

เพียงเพราะเมื่อหลายวันก่อน จวนสวีกั๋วกงแห่งติ้งโจวได้ส่งจดหมายลับด่วนเข้าวังมา คุณหนูใหญ่เฝิงล้มป่วยด้วยโรคหวัดมาตั้งแต่ช่วงก่อนปีใหม่ ป่วยมาหลายเดือนก็ไม่เห็นจะดีขึ้นกลับยิ่งทรุดหนัก

จวนสวีกั๋วกงเชิญหมอชื่อดังมาทั่วสารทิศ แต่ท้ายที่สุดก็ไร้ผล เกรงว่าคงจะอยู่ได้อีกไม่กี่วันแล้ว

ข่าวนี้มาอย่างกะทันหันยิ่งนัก ทว่ายังมีอีกข่าวหนึ่งที่ทำให้ฮองเฮาทรงรู้สึกตกตะลึงยิ่งกว่า!

เมื่อไม่นานมานี้ ฮ่องเต้ทรงส่งคนไปที่เฉินหลิว เพื่อมีรับสั่งเรียกตัวเฉินหลิวอ๋องกลับฉางอัน!

กว่าสิบปีมานี้ พระองค์ค่อย ๆ สร้างความมั่นคงในตำแหน่งฮองเฮาในตำหนักไท่จี๋ ทรงทุ่มเทแรงกายแรงใจช่วยเหลือฮ่องเต้ว่าราชการ จากนางปีศาจที่ผู้คนก่นด่าในวันวาน กลายมาเป็นสตรีที่สูงส่งที่สุดในแผ่นดินต้าถัง

แม้แต่เหล่าขุนนางที่เคยทูลทัดทานและภักดีต่อราชวงศ์ในอดีต ยามนี้เมื่อพบเห็นพระองค์ก็ยังต้องยำเกรงอยู่หลายส่วน

สกุลเฉินที่ตายไปหลายปีและเฉินหลิวอ๋องที่ถูกเนรเทศไปอยู่ดินแดนศักดินามานานปี ล้วนเลือนหายไปจากความทรงจำของพระองค์นานแล้ว

แต่พระองค์ทรงคาดไม่ถึงว่า จะมีวันที่ฮ่องเต้ทรงปิดบังไม่ให้พระองค์ล่วงรู้ข่าวคราวแม้แต่น้อย แล้วเรียกตัวเฉินหลิวอ๋องกลับฉางอัน

ส่วนองค์รัชทายาทที่พระองค์ทรงเหนื่อยยากสนับสนุนมานานหลายปี กลับยังคงโง่เขลาเบาปัญญา หมกมุ่นอยู่กับสุราและนารีตลอดทั้งวัน ถูกฮ่องเต้ตำหนิติเตียนครั้งแล้วครั้งเล่าก็ยังไม่สำนึกผิดแม้แต่น้อย

พระองค์ทรงอยากจะตรัสแก้ต่างให้องค์รัชทายาทสักสองสามประโยค ทว่าหลายปีมานี้เพื่อองค์รัชทายาทและราชกิจ ฮ่องเต้กับพระองค์ผู้เป็นสามีภรรยาหาได้ปรองดองรักใคร่เหมือนอย่างที่สายตาคนภายนอกมองเห็นอีกต่อไปแล้ว

พระองค์ทรงหวาดกลัว หวาดกลัวว่าแผนการในพระทัยของฮ่องเต้ จะโหดร้ายอย่างที่พระองค์คิดไว้จริง ๆ!

เมื่อทอดพระเนตรเห็นถุงหอมตรงหน้า และคุณหนูห้าสกุลกัวที่ผมเผ้าหลุดลุ่ยคุกเข่าอยู่บนพื้น พระองค์ทรงอยากจะไล่ตะเพิดพวกนางออกไปเสียให้พ้น ๆ จะได้ไม่มาทำร้ายสายพระเนตรของพระองค์อีก

แต่พระองค์ก็จำต้องอดทน องค์รัชทายาทจะถูกปลดไม่ได้ อย่างน้อยก็ยังไม่ใช่ในเวลานี้!

และวิธีเดียวที่จะรักษาตำแหน่งรัชทายาทไว้ได้ ก็คือการพระราชทานสมรสครั้งใหม่ให้องค์รัชทายาท การแต่งงานที่เพียงพอจะทำให้ฮ่องเต้ทรงเปลี่ยนพระทัย!

ดังนั้นงานเลี้ยงฉวี่เจียงในครั้งนี้จึงถูกจัดขึ้นเพื่อองค์รัชทายาท พระองค์ต้องการจะเลือกคู่ครองคนใหม่ให้เขาโดยเร็วที่สุด เพื่อเป็นการแต่งงานที่จะทำให้พระทัยของฮ่องเต้มั่นคง!

แต่ทว่าคุณหนูห้าสกุลกัวกลับทำให้งานเลี้ยงฉวี่เจียงในครั้งนี้กลายเป็นเรื่องตลกขบขัน กระชากหน้ากากเปิดเผยธาตุแท้ขององค์รัชทายาทต่อหน้าผู้คนมากมาย รวมทั้งต่อหน้าเฉินหลิวอ๋องและคนสกุลชุยอย่างหมดเปลือก!

จะไม่ให้พระองค์กริ้วได้อย่างไร หากไม่ใช่เพราะเห็นแก่ราชครูกัวหวาย เกรงว่าป่านนี้คุณหนูห้าสกุลกัวคงไม่มีชีวิตรอดแล้ว!

กัวอวี้ซิ่วเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึง นางไม่ได้ยินถึงโทสะในสุรเสียงของฮองเฮา เพียงแต่ร้องไห้น้ำตาอาบหน้าพลางทูลว่า "ฮองเฮา ถุงหอมใบนั้นไม่ใช่ของหม่อมฉันเพคะ เมื่อครู่หม่อมฉันคือ..."

นางพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ได้แต่ชี้มืออย่างแรงไปทางกู้หมิงจูที่คุกเข่าอยู่ด้านข้าง "เป็นนาง หม่อมฉันเห็นว่านางแอบเข้าไปในหอตะวันตก ถุงหอมใบนั้นก็ต้องเป็นของที่นางทิ้งไว้เป็นแน่เพคะ!"

เมื่อครู่ภายในหอตะวันตกมืดสลัว องค์รัชทายาทอาจจะจำไม่ได้ว่าเป็นนาง เพียงแค่ยืนกรานว่าเป็นกู้หมิงจู ถุงหอมใบนั้นก็จะเป็นหลักฐานชิ้นเอก!

กัวอวี้ซิ่วครุ่นคิดอย่างสับสนวุ่นวาย นางจะไม่มีวันยอมให้กู้หมิงจูหลุดพ้นไปได้ง่าย ๆ เช่นนี้เด็ดขาด!

ฮูหยินบ้านรองสกุลกัวที่อยู่ด้านหลังนางสีหน้าซีดเผือดจนน่ากลัว นางไม่ใช่กัวอวี้ซิ่วที่ไม่เคยผ่านโลกมาก่อน นางมองออกถึงโทสะที่ซ่อนเร้นของฮองเฮา รวมถึงสถานการณ์ในตอนนี้ เกรงว่าเรื่องในวันนี้คงไม่อาจจบลงด้วยดีได้แล้ว

ฮูหยินบ้านรองสกุลกัวค่อย ๆ หันหน้าไป มองดูกัวอวี้หลานที่ยังคงตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อเอาแต่ก้มหน้า ในใจก็รู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรง

ฮองเฮาเบือนพระเนตรไปทางกู้หมิงจู "นี่คือถุงหอมของเจ้างั้นหรือ" ทรงไม่เอ่ยถึงภาพเหตุการณ์ที่บรรดาฮูหยินเห็นเมื่อครู่เลยแม้แต่ครึ่งคำ เพียงเพราะนั่นเป็นเรื่องอื้อฉาวที่ยากจะเอื้อนเอ่ยออกมาได้จริง ๆ!

กู้หมิงจูเงยหน้าขึ้น ปรายตามองถุงหอมใบนั้นแล้วก็ยิ้มออกมา "ฮองเฮา หม่อมฉันไม่เคยเห็นถุงหอมใบนี้มาก่อน และยิ่งไม่ทราบว่าเหตุใดซิ่วเหนียงถึงบอกว่าเป็นของหม่อมฉันเพคะ"

นางปลดถุงหอมที่พกติดตัวที่เอวออกมาชูขึ้น "ถุงหอมของหม่อมฉันอยู่นี่ ไม่เคยตกหล่นอยู่ในหอตะวันตกเลยเพคะ"

กัวอวี้ซิ่วราวกับถูกฟ้าผ่า นางหันขวับกลับมา เบิกตากว้างจ้องมองถุงหอมในมือของกู้หมิงจู สีหน้าเปลี่ยนจากความประหลาดใจเป็นความหวาดกลัว

นางส่ายหน้าไม่หยุด "ไม่ ไม่มีทาง ถุงหอมของเจ้าเห็นชัด ๆ ว่าคือ... ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่ได้ อันนั้นต่างหากที่เป็นถุงหอมของเจ้า!"

กู้หมิงจูยิ้มแย้มอย่างไม่สะทกสะท้าน "คำพูดของซิ่วเหนียงนี้ข้าชักจะไม่เข้าใจเสียแล้ว เมื่อครู่ข้าไม่เคยไปที่หอตะวันตกเลยสักนิด ถุงหอมก็อยู่ที่นี่ แล้วทำไมเจ้าถึงกัดไม่ปล่อยว่าเป็นข้าล่ะ"

นางลดเสียงลงให้อ่อนโยน "ข้าเองก็รู้ว่าเรื่องเมื่อครู่คงทำให้เจ้าหวาดกลัวมาก แต่ฮองเฮาก็ประทับอยู่ที่นี่ ย่อมไม่มีทางปรักปรำให้เจ้าต้องได้รับความไม่เป็นธรรมอย่างแน่นอน"

คำพูดของนางเหมือนกับที่กัวอวี้ซิ่วเคยพูดกับกู้หมิงจูตอนที่ถูกจับได้ว่าทำเรื่องงามหน้าในความทรงจำไม่มีผิดเพี้ยน ไม่ได้เปลี่ยนไปแม้แต่คำเดียว

สิ่งเดียวที่แตกต่างออกไปก็คือ สถานการณ์ของพวกนางทั้งสองสลับกันแล้ว

ครั้งนี้เป็นกู้หมิงจูที่มองดูกัวอวี้ซิ่วดิ้นรนอยู่ในหลุมพรางอย่างเปล่าประโยชน์ด้วยสายตาเย็นชา และหลุมพรางนี้ก็เป็นสกุลกัวที่ขุดเอาไว้เอง

ฮองเฮาก้มลงทอดพระเนตรถุงหอมใบนั้นแวบหนึ่ง แล้วโยนส่งให้ขันทีอย่างไม่แยแส ก่อนจะทอดพระเนตรฮูหยินบ้านรองสกุลกัวด้วยพระพักตร์ถมึงทึง

ราชครูกัวหวายมีนิสัยเจ้าเล่ห์และรอบคอบมาแต่ไหนแต่ไร ดังนั้นจึงสามารถยืนหยัดอยู่ในราชสำนักได้อย่างมั่นคงตั้งแต่รัชสมัยของอดีตฮ่องเต้จนถึงฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน

เพียงแต่คนของสกุลกัวช่างโง่เขลาเกินไปจริง ๆ แม้แต่การวางแผนก็ยังถูกคนซ้อนแผนกลับได้

พระองค์โบกพระหัตถ์อย่างอารมณ์เสีย ให้กู้หมิงจูกลับไปที่นั่ง โดยไม่แม้แต่จะปรายพระเนตรมองกัวอวี้ซิ่ว ทรงลุกขึ้นยืนแล้วรับสั่งให้เสด็จกลับ

งานเลี้ยงฉวี่เจียงถูกทำให้วุ่นวายจนมีสภาพเช่นนี้ ต่อให้พระองค์จะทรงมีแผนการอะไรอยู่ในพระทัยก็เป็นอันต้องสูญเปล่า ได้แต่เก็บไปไตร่ตรองในภายหลัง

เมื่อทอดพระเนตรเห็นองค์รัชทายาทที่ยังคงเมามายไม่ได้สติ พระพักตร์ก็ยิ่งดูไม่ได้ ทรงสะบัดแขนเสื้อแล้วสาวพระบาทจากไป ท่ามกลางการหมอบกราบของทุกคน

กัวอวี้ซิ่วมองดูฮองเฮาพานางกำนัลเสด็จออกจากหอจื่ออวิ๋นไป นางนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งถึงได้เข้าใจ

ทันใดนั้นน้ำตาก็ไหลรินราวกับสายฝน ร้องไห้สะอึกสะอื้นหมายจะลุกขึ้นวิ่งตามไปร้องเรียนความบริสุทธิ์ของตนอีกครั้ง ล้วนเป็นเพราะกู้หมิงจู ถุงหอมใบนั้นก็เป็นของกู้หมิงจู!

ทว่ากลับถูกฮูหยินบ้านรองสกุลกัวที่ตาแดงก่ำกัดฟันตวาดห้ามเอาไว้ นางปรายตามองฮูหยินหลัวที่รีบเข้ามาประคองกู้หมิงจูด้วยความเป็นห่วง รวมถึงกู้หมิงจูที่ลุกขึ้นยืนอย่างสงบเยือกเย็น พร้อมกับคุณหนูรองและคุณหนูสามสกุลกู้ที่มีรูปโฉมงดงามราวกับบุปผา

นางจำต้องฝืนข่มความโกรธแค้นและเจ็บปวดที่สุมอยู่เต็มอกเอาไว้ สั่งให้คนพยุงกัวอวี้ซิ่วขึ้นมา "ซิ่วเหนียง กลับจวนกันก่อน!"

กลับไปขอร้องให้ท่านราชครูกัวหวายหาทางออกหน้า เขาต้องมีวิธีแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างแน่นอน! จะไม่มีวันปล่อยให้ซิ่วเหนียงต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงไปเช่นนี้ แล้วพาลทำให้สกุลกัวต้องเดือดร้อนไปด้วย!

กู้หมิงจูมองดูสามแม่ลูกสกุลกัวที่จ้องมองตนเขม็ง นางกลับยิ้มบาง ๆ อย่างไม่ใส่ใจนัก แล้วเดินตรงไปยังประตู

เพียงแต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ จึงสั่งอาปี้ว่า "ให้คนเอาทองหนึ่งตำลึงไปให้นางกำนัลคนนั้น บอกว่าเป็นรางวัลจากข้า"

หางตาปรายมองสามแม่ลูกสกุลกัว ก็เห็นพวกนางหน้าเขียวปัดราวกับเพิ่งจะตระหนักได้ถึงบางสิ่ง ความโกรธแค้นไม่อาจปิดบังได้อีกต่อไป นางยิ้มออกมาแล้วเดินตรงไปที่ประตูโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย

เมื่อครู่อาจูได้อ้อนวอนกู้หมิงจู ขอให้นางละเว้นชีวิตตนสักครั้ง ทั้งยังสาบานว่าจะไม่ทำเรื่องเช่นนี้อีก

น่าเสียดายที่กู้หมิงจูไม่ใช่คนประเภทที่ชอบตอบแทนความแค้นด้วยความดี และยิ่งไม่เชื่อว่าความชั่วร้ายจะเปลี่ยนกลับมาเป็นความดีได้ง่าย ๆ ดังนั้นนางจึงไม่มีวันปล่อยไป

.

.

.