LNCrawler

บทที่ 33 สองแม่ลูกสกุลกัวผู้ผิดหวัง

หมิงจูผู้นี้ไม่ขอเป็นหมากของใคร — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 33 สองแม่ลูกสกุลกัวผู้ผิดหวัง

รถม้าจากวังมาจอดเทียบหน้าประตูจวนราชครูแล้ว บรรดาสาวใช้ต่างรีบจัดแจงเสื้อผ้าและมวยผมให้กัวอวี้ซิ่ว สวมผ้ารองเข่าปักลายวิหคทองคำ ห้อยหยกปี้อวี้สิบแปดเม็ดที่เอว และกำลังจะส่งพัดกลมให้นางถือบังหน้า

ทว่ากัวอวี้ซิ่วกลับตวาดเสียงแข็ง "ช้าก่อน!"

นางหันขวับไปจ้องกัวอวี้หลานด้วยดวงตาแดงก่ำ "หลานเหนียง กู้หมิงจูล่ะ? ท่านแม่บอกแล้วไม่ใช่หรือว่าจะไม่ปล่อยนางไปง่าย ๆ"

ฮูหยินบ้านรองสกุลกัวจัดการไว้เรียบร้อยแล้ว กะว่าจะใช้โอกาสที่กู้หมิงจูมาร่วมงานเลี้ยงในวันนี้ สั่งสอนอีกฝ่ายให้หนัก เพื่อระบายความแค้นให้กัวอวี้ซิ่ว

แต่จนกระทั่งรถม้าจากวังมาถึง และกัวอวี้ซิ่วกำลังจะถูกส่งตัวเข้าตำหนักบูรพา ก็ยังไม่ได้ข่าวคราวอะไรเลย นางจะทนรอต่อไปได้อย่างไร

กัวอวี้หลานเอ่ยอย่างหนักใจ "ท่านแม่ให้คนมาบอกว่า กู้หมิงจูระวังตัวแจ หาข้ออ้างไม่ยอมแตะต้องอาหารและเครื่องดื่มของทางเราเลยแม้แต่น้อย จึงยังหาโอกาสลงมือไม่ได้"

กัวอวี้ซิ่วขว้างพัดกลมในมือลงพื้นอย่างแรง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ "ท่านแม่บอกว่ายังมีวิธีอื่นไม่ใช่หรือ หรือว่าจะปล่อยไปแบบนี้!"

"ซิ่วเหนียง เจ้าอย่าเพิ่งใจร้อนสิ ท่านแม่บอกว่าเดี๋ยวนางก็ต้องไปดูพิธี ถึงตอนนั้นยังมีวิธีจัดการแน่นอน!" กัวอวี้หลานรีบปลอบใจพี่สาว

ดวงตาของกัวอวี้ซิ่วเต็มไปด้วยความเคียดแค้น "นางทำให้ข้าต้องถูกส่งไปตำหนักบูรพา ต้องอับอายขายหน้า หากนางไม่ตาย ข้าจะนอนตายตาหลับได้อย่างไร!"

กัวอวี้หลานลดเสียงลง "น่าเสียดายที่อาจูถูกจัดการไปแล้ว ไม่เช่นนั้นซิ่วเหนียงก็คงมีคนคอยช่วยเหลืออยู่ในตำหนักบูรพาบ้าง"

"นังบ่าวไพร่นั่นตายซะได้ก็ดี หากไม่ใช่นางไปช่วยกู้หมิงจู เรื่องคงไม่ลงเอยเช่นนี้ หน้าเงินจนกล้าทรยศเจ้านาย แค่เอาชีวิตมันก็นับว่าปรานีแล้ว" พอพูดถึงเรื่องในงานเลี้ยงฉวี่เจียง กัวอวี้ซิ่วก็เต็มไปด้วยความเคียดแค้น

ภายในห้องโถง งานเลี้ยงถูกเก็บกวาดไปแล้ว ฮูหยินบ้านรองสกุลกัวฝืนยิ้ม กล่าวกับเหล่าฮูหยินและคุณหนูว่า "ขอเชิญทุกท่านย้ายไปที่ลานด้านหน้า พิธีมงคลเตรียมพร้อมแล้ว"

สายตาของนางกวาดมองกู้หมิงจูที่นั่งจิบน้ำชาอย่างสบายอารมณ์อยู่บนเบาะ ก่อนจะดึงสายตากลับมา

เดิมทีบรรดาฮูหยินเหล่านี้ก็แค่มาร่วมงานตามเทียบเชิญเพื่อแสดงความยินดี เมื่อได้ยินดังนั้นจึงพากันลุกขึ้น ยิ้มแย้มกล่าวคำอวยพร แล้วเดินออกไปจากห้องโถง

กู้หมิงจูเห็นสายตาที่แฝงรังสีอำมหิตของฮูหยินบ้านรองสกุลกัว ก็เลิกคิ้วขึ้น วางถ้วยชาลงช้า ๆ แล้วให้เสี่ยวขุยประคองลุกขึ้น

ทว่าพอนางเพิ่งจะยืนขึ้น ก็ร้องอุทานเสียงเบา เอนตัวพิงเสี่ยวขุยพลางยกมือขึ้นจับหน้าผากไว้

อาปี้กับเสี่ยวขุยร้อนใจขึ้นมาทันที รีบเข้าไปประคองนาง "คุณหนู คุณหนูเป็นอะไรไปเจ้าคะ"

เมื่อฮูหยินเซินที่อยู่ข้าง ๆ เห็นดังนั้น ก็รีบเดินเข้ามา "เป็นอะไรไป หรือว่ารู้สึกไม่สบายตรงไหน"

นางรีบหันไปสั่งสาวใช้ที่คอยรับใช้อยู่ด้านข้าง "รีบไปตามหมอหลวงมาเร็ว คุณหนูใหญ่กู้คงจะป่วยแล้ว..."

ความวุ่นวายทางฝั่งนี้ทำให้ฮูหยินบ้านรองสกุลกัวชะงัก นางหันกลับมามอง เมื่อได้ยินคำรายงานจากสาวใช้ สีหน้าก็มืดครึ้มลงจนแทบจะคั้นน้ำดำ ๆ ออกมาได้

นางค่อย ๆ เดินเข้าไปหา "คุณหนูใหญ่กู้เป็นอะไรไปหรือ เมื่อครู่อาหารและของใช้ก็เป็นของที่จวนเจ้าเตรียมมาเอง หรือว่ามีอะไรผิดปกติ"

กู้หมิงจูทำหน้าซีดเซียว หลับตาพริ้มเอนกายพิงเสี่ยวขุย เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนระโหยโรยแรง "สงสัยโรคเก่าจะกำเริบกระมัง เมื่อสองวันก่อนหมอหลวงบอกว่าข้าตกใจสุดขีด ต้องพักผ่อนอยู่แต่ในจวนหลายวัน แต่ข้าก็อยากจะมาร่วมแสดงความยินดีที่จวนของท่านให้ได้ ไม่คิดเลยว่าจะล้มป่วยอีก..."

นางเงยหน้าขึ้นมองฮูหยินบ้านรองสกุลกัวอย่างอิดโรย "แต่สภาพแบบนี้ เกรงว่าจะไปร่วมพิธีไม่ได้แล้ว จะพาลให้เสียฤกษ์มงคลเปล่า ๆ"

ฮูหยินเซินที่อยู่ด้านข้างปรายตามองฮูหยินบ้านรองสกุลกัว แล้วจับมือกู้หมิงจูพลางถอนหายใจ "เมื่อก่อนคนอื่นเขาว่าเจ้าเอาแต่ใจ ไม่รู้จักมารยาท วันนี้มาเห็นกับตา ข้าไม่เชื่ออีกต่อไปแล้ว ขนาดนี้แล้วยังอุตส่าห์เป็นห่วงผู้อื่น สุขภาพตัวเองสำคัญที่สุด ข้าจะสั่งให้คนไปส่งเจ้ากลับจวนเดี๋ยวนี้แหละ"

ฮูหยินหวังที่อยู่ด้านข้างเห็นสภาพเช่นนี้ก็ขมวดคิ้ว "ปกติเห็นฮูหยินหลัวเป็นคนอ่อนโยนมีเมตตา ทำไมคราวนี้ถึงไม่สนว่าเจ้ากำลังป่วย ปล่อยให้เจ้ามาจวนราชครูเพียงลำพังได้"

กู้หมิงจูหลุบตาลง กัดริมฝีปากเบา ๆ โดยไม่เอ่ยอะไร

มาถึงขั้นนี้ ฮูหยินบ้านรองสกุลกัวจะพูดอะไรได้อีก ต่อให้โกรธแทบเป็นบ้า ก็ไม่อาจบังคับให้คนป่วยไปร่วมพิธีได้ ทำได้เพียงเบิกตาโพลงมองสาวใช้ประคองกู้หมิงจู ที่ไม่รู้ว่าป่วยจริงหรือแกล้งป่วย ลุกขึ้นขอตัวกลับ

ถึงกระนั้น นางก็ยังต้องสั่งให้คนไปส่งกู้หมิงจูกลับจวนให้ดี พร้อมทั้งแสดงความห่วงใยและซาบซึ้งใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถึงจะถือว่ารักษามารยาทได้ครบถ้วน

ถึงอย่างไร กู้หมิงจูก็อุตส่าห์แบกสังขารที่ป่วยไข้มาแสดงความยินดีโดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย

กู้หมิงจูเดินก้าวหยุดก้าวโดยมีอาปี้และเสี่ยวขุยคอยประคอง เดินออกไปช้า ๆ ท่ามกลางสายตาของฮูหยินบ้านรองสกุลกัวที่แทบจะฆ่าคนได้

หากสายตาสามารถฆ่าคนได้ ป่านนี้ร่างของกู้หมิงจูคงพรุนไปทั้งตัวด้วยฝีมือของฮูหยินบ้านรองสกุลกัวแล้ว

เมื่อเดินออกจากประตูชั้นในและขึ้นรถม้าของตัวเอง กู้หมิงจูที่เคยมีใบหน้าซีดเซียวไร้เรี่ยวแรงก็ยืดตัวตรงขึ้นทันที แววตาหม่นหมองเมื่อครู่สลายหายไป กลายเป็นความกระจ่างใสและเป็นประกาย

นางสั่งอาปี้ "บอกให้คนขับรถม้าอ้อมจวนราชครูไปจอดพักที่ตรอกฝั่งตะวันตก"

นางต้องเห็นกัวอวี้ซิ่วขึ้นรถม้าจากวัง ถูกส่งตัวเข้าตำหนักบูรพากับตาถึงจะวางใจ ถึงจะไม่เสียแรงที่นางบุกบั่นผ่านความตายกลับมาจากขุมนรก

ส่วนกัวอวี้ซิ่วที่รอฟังข่าวการจัดการกู้หมิงจูอยู่ในห้องกลับร้อนรนราวกับมดบนกระทะร้อน เดินวนไปวนมาในห้องโดยไม่สนชุดแต่งงานวังหลวงที่หรูหราฟู่ฟ่าของตัวเองเลย

รถม้าจากวังจอดรออยู่ที่หน้าประตูจวนราชครูแล้ว หัวหน้าขุนนางตำหนักบูรพาที่มารับถูกคุณชายรองกัวเชิญไปดื่มสุราในงานเลี้ยงด้านหน้า อีกไม่นานก็จะมารับนางไปตำหนักบูรพาแล้ว แต่นางจะจากไปอย่างสงบใจได้อย่างไร

กู้หมิงจูยังไม่ตาย ยังไม่เสื่อมเสียชื่อเสียงจนถูกผู้คนรุมประณาม แล้วนางจะเข้าตำหนักบูรพาอย่างสงบใจได้อย่างไร!

ทว่าบรรดาหมัวมัวที่มารับก็หมดความอดทนแล้ว พวกนางล้วนเป็นหมัวมัวคนสนิทในตำหนักบูรพา ปกติก็หยิ่งยโสโอหังอยู่แล้ว อีกทั้งยังรับรับสั่งจากฮองเฮาให้มารับกัวอวี้ซิ่วเข้าตำหนักบูรพา

เหลียงหยวนขั้นสองตัวเล็ก ๆ ในตำหนักบูรพานั้นไม่มีความหมายอะไรเลย ยิ่งดูจากสถานการณ์แล้ว องค์รัชทายาทก็ไม่ได้ให้ความสำคัญ พวกนางจึงยิ่งไม่ใส่ใจ

หมัวมัวที่เป็นหัวหน้ายิ้มเยาะพลางเอ่ยกับกัวอวี้ซิ่วว่า "พระสนมอย่ามัวชักช้าอยู่เลย รีบหยิบพัดแล้วตามพวกบ่าวขึ้นรถเถิด อีกเดี๋ยวท่านหัวหน้าขุนนางหลูจะสั่งให้กลับวังแล้ว จะพลาดฤกษ์งามยามดีไม่ได้นะเจ้าคะ"

กัวอวี้ซิ่วจะยอมไปง่าย ๆ ได้อย่างไร นางสั่งให้คนไปสืบข่าวครั้งแล้วครั้งเล่า โดยไม่สนใจหมัวมัวในวังพวกนั้นเลยแม้แต่น้อย ไม่แม้แต่จะปรายตามองพวกนางด้วยซ้ำ

ปกติหมัวมัวพวกนี้เคยถูกเมินแบบนี้ที่ไหนกัน หน้าตาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำด้วยความโกรธแทบจะระเบิดอารมณ์ออกมาแล้ว แต่เมื่อนึกได้ว่าที่นี่คือจวนราชครู เห็นแก่หน้าราชครูกัวหวาย จึงต้องจำใจทนรอต่อไป แต่ในใจก็แอบคิดไว้แล้วว่า พอกลับถึงตำหนักบูรพาจะต้องเอาคืนให้สาสม

กัวอวี้ซิ่วรออยู่นาน ในที่สุดก็เห็นสาวใช้เดินจ้ำอ้าวเข้ามา คุกเข่าลงด้วยสีหน้าลุกลน

.

.

.