บทที่ 42 ใครติดกับดักใคร
บทที่ 42 ใครติดกับดักใคร
สถานที่ที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในเมืองฉางอันคือตลาดตะวันออกและตลาดตะวันตก เมื่อเทียบกับความคึกคักจอแจของตลาดตะวันตกแล้ว ตลาดตะวันออกจะดูใหญ่โตโอ่อ่ากว่ามาก การจับจ่ายใช้สอยของจวนขุนนางชั้นสูงในเมืองฉางอันล้วนอยู่ที่นี่
เหมาซื่อนั่งอยู่บนรถม้า เลิกม่านขึ้นเบิกตากว้างมองดูร้านค้าก่ออิฐสีเทาหลังคากระเบื้องสีเขียวเรียงรายเป็นทิวแถว แม้จะเผยให้เห็นใบหน้าไปกว่าครึ่งก็ยังไม่รู้ตัว
อาปี้ขมวดคิ้ว ขยับตัวเข้าไปบังหน้ากู้หมิงจู ในใจแอบบ่นว่าเหมาซื่อไม่มีกฎระเบียบเอาเสียเลย
กู้หมิงจูกลับไม่ค่อยใส่ใจนัก นางยิ้มแย้มกล่าวว่า "ท่านอาสะใภ้รอง แถวนี้มีแต่ร้านสุราและโรงน้ำชา ข้างหน้าต่างหากถึงจะเป็นร้านขายผ้าไหมและร้านเครื่องประดับ เราไปดูทางโน้นกันเถอะเจ้าค่ะ"
เหมาซื่อพยักหน้ารัว ๆ ดีใจจนเนื้อเต้น
เมื่อเช้านางไปหาฮูหยินผู้เฒ่ากู้ กำลังคิดหาข้ออ้างเพื่อจะพูดคุยกับกู้หมิงจูตามลำพัง ทว่ากู้หมิงจูกลับเป็นฝ่ายเอ่ยปากชวนนางมาเลือกซื้อผ้าที่ตลาดตะวันออกเพื่อตัดชุดใหม่
นี่ทำให้นางดีใจสุด ๆ นางตามกู้หยวนหนีมายังเมืองฉางอันอย่างหัวซุกหัวซุน มีเพียงเสื้อผ้าเก่า ๆ ไม่กี่ชุดติดตัวมาด้วย แม้แต่เครื่องประดับมีค่าก็ไม่มีสักชิ้น เพราะถูกกู้หยวนเอาไปจำนำใช้หนี้พนันหมดแล้ว
พอเข้ามาในจวนแม่ทัพใหญ่ นางก็พบว่าแม้แต่บ่าวไพร่ที่ดูดีหน่อยยังแต่งตัวและใช้ของดีกว่านางเสียอีก นางจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
ตอนนี้นางยิ้มกว้าง จับมือกู้หมิงจูไว้แน่น "เมื่อวานข้าก็เห็นว่าคุณหนูใหญ่รูปโฉมงดงาม รูปร่างหน้าตาดี วันนี้ถึงได้รู้ว่าเป็นคนมีน้ำใจด้วย"
กู้หมิงจูฟังคำชมแล้วเม้มปากยิ้ม ทว่ากลับหุบยิ้มลงอย่างรวดเร็ว ขมวดคิ้วแล้วเอ่ยเสียงเบาว่า "ท่านอาและท่านอาสะใภ้เพิ่งมาถึงเมืองฉางอัน เดิมทีข้าควรจะดูแลให้ดีกว่านี้ แต่... ข้าก็จนปัญญาเจ้าค่ะ"
น้ำเสียงของนางแผ่วเบาและน่าสงสาร ราวกับมีความขมขื่นมากมายที่ไม่อาจพูดออกไปได้
เหมาซื่อรอให้นางพูดเรื่องนี้อยู่แล้ว ใบหน้าจึงฉายแววได้ใจ นางกระแอมเบา ๆ ทำท่าทีเป็นห่วงเป็นใย "โธ่เอ๊ย เด็กคนนี้ ในเมื่อข้าเป็นอาสะใภ้ของเจ้า มีเรื่องอะไรที่บอกข้าไม่ได้เล่า เจ้าลองเล่ามาเถอะ ข้าจะดูว่ามีอะไรที่ข้าพอจะช่วยเจ้าได้บ้าง ข้ากับท่านอาของเจ้าไม่มีทางนิ่งดูดายแน่"
กู้หมิงจูกัดริมฝีปาก เงยหน้ามองเหมาซื่ออย่างน่าสงสาร ผ่านไปพักใหญ่ก็ยังไม่พูดอะไรออกมา
เหมาซื่อรออยู่นานก็ไม่เห็นนางพูดอะไร จึงเริ่มหมดความอดทน
นางถอนหายใจ ส่ายหน้าไปมา "ถึงเจ้าไม่บอก ข้าก็รู้ องค์หญิงใหญ่จากไปเร็ว ทิ้งเจ้ากับทรัพย์สมบัติมากมายไว้เบื้องหลัง ท่านพ่อของเจ้าก็ต้องคอยลาดตระเวนชายแดนและฝึกทหารทั้งวัน ถึงจะมีปัญหาอะไรก็คงดูแลเจ้าไม่ได้"
นางทำท่าทางเหมือนผู้ใหญ่ที่อาบน้ำร้อนมาก่อน "ฮูหยินจวนตะวันตกถึงจะดีแค่ไหน ก็ไม่ใช่แม่แท้ ๆ ของเจ้า นางจะไปคิดแทนเจ้าได้อย่างไร แถมทรัพย์สมบัติ ไม่ว่าจะเป็นที่ดินนาไร่ ร้านรวง หรือเงินทองของจวนตะวันออกก็อยู่ในกำมือนางหมด หากถึงคราวที่ต้องใช้เงินจริง ๆ นางก็อาจจะ..."
นางจงใจหยุดพูด แล้วถอนหายใจอีกครั้ง
พอพูดถึงทรัพย์สมบัติเหล่านั้น เหมาซื่อก็รู้สึกเหมือนมีใครมาเกาที่หัวใจ นางสืบมาอย่างละเอียดแล้วว่า มีที่ดินผืนใหญ่ถึงยี่สิบกว่าแห่ง นาชั้นดีกว่าพันหมู่ และร้านค้าอีกกว่าสิบแห่ง นั่นมันความมั่งคั่งมหาศาลที่เหมาซื่อไม่กล้าแม้แต่จะฝันถึง
นางตัดสินใจแล้วว่าจะต้องหาทางเอาทรัพย์สมบัติของจวนตะวันออกจากมือฮูหยินหลัวมาให้ได้ เมื่อถึงตอนนั้น แค่ประจบเอาใจกู้หมิงจู เด็กสาวที่ไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง ทรัพย์สมบัติพวกนั้นก็จะเป็นของนาง
กู้หมิงจูก้มหน้าหลบตา ขนตายาวงอนสั่นระริก นางพูดเสียงเบา "แต่ข้าก็ไม่มีวิธีอื่นเลยเจ้าค่ะ"
เหมาซื่อยิ้มกริ่ม "ไม่ต้องกังวลไปหรอก ข้ากับท่านอาของเจ้าจะช่วยเจ้าเอง เจ้าแค่ทำตามที่ข้าบอกก็พอ"
กู้หมิงจูเงยหน้ามองเหมาซื่อด้วยความตกใจ ผ่านไปครู่ใหญ่จึงพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย "เจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าจะฟังท่านอาสะใภ้"
แค่นี้ก็เรียบร้อย เหมาซื่อปล่อยมือกู้หมิงจูอย่างพอใจ ทุกอย่างเป็นไปตามที่นางคาดการณ์ไว้ ดูเหมือนว่าเมืองฉางอันนี่จะเป็นสถานที่ที่ดีจริง ๆ
ทันทีที่รถม้าจอดสนิท เหมาซื่อก็แทบจะรอไม่ไหวที่จะเปิดม่านลงจากรถ เงยหน้ามองป้ายสีทองของร้านเทียนเซียง แล้วมองดูผ้าแพรพรรณหลากสีสันสดใสที่วางเรียงรายอยู่ในร้าน แววตาของนางก็เปล่งประกายจนแทบจะปิดไม่มิด
นางรีบหันกลับมาพูดกับกู้หมิงจูที่กำลังสวมหมวกคลุมหน้าเดินลงจากรถม้าโดยมีอาปี้คอยประคอง "พวกเราเข้าไปดูกันเถอะ ข้าอยากจะเลือกผ้าสักสองสามพับไปตัดเสื้อคลุมตัวใหม่ให้ท่านอาของเจ้าด้วย"
กู้หมิงจูยิ้มและพูดว่า "ท่านอาสะใภ้เข้าไปเลือกได้ตามสบายเลยเจ้าค่ะ ตอนมาฮูหยินบอกแล้วว่า วันนี้ค่าเสื้อผ้าทั้งหมดให้ลงบัญชีฝั่งจวนตะวันตกเลยเจ้าค่ะ"
ความจริงแล้วฮูหยินหลัวก็ไม่ได้เต็มใจนักหรอก เป็นกู้หมิงจูต่างหากที่เอ่ยปากต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่ากู้และกู้หยวน ว่าจะพาเหมาซื่อมาซื้อผ้าที่ตลาดตะวันออก เพื่อตัดเสื้อผ้าใหม่ให้กู้หยวนและเหมาซื่อ
ฮูหยินผู้เฒ่ากู้รักและสงสารกู้หยวนมากที่สุด เมื่อวานเห็นเขาใส่เสื้อคลุมเก่า ๆ มา ก็รู้สึกไม่พอใจเหมาซื่อเป็นอย่างมาก โทษที่นางดูแลปรนนิบัติไม่ดี ทำให้ลูกชายของตนต้องทนลำบาก
พอได้ยินกู้หมิงจูพูดแบบนั้น จึงพยักหน้าสั่งให้นางพาเหมาซื่อมา เลือกผ้าดี ๆ ไปตัดเสื้อคลุมตัวใหม่ให้กู้หยวนสักสองสามชุด ฮูหยินหลัวเป็นคนตาไว รีบยิ้มและบอกว่าให้ลงบัญชีฝั่งจวนตะวันตกได้เลย
เหมาซื่อเบ้ปาก ยังคงไม่เห็นบุญคุณของนางอยู่ดี คิดในใจว่ายังไงก็ใช้เงินกองกลางอยู่แล้ว ฮูหยินหลัวก็แค่ทำเป็นใจกว้างไปอย่างนั้นแหละ
รอให้นางได้สมบัติของจวนตะวันออกมาก่อนเถอะ นางอยากจะซื้อผ้าสักกี่พับก็ไม่มีใครว่า
เพียงแต่ในเมื่อได้มาโดยไม่เสียเงินเช่นนี้ นางก็ต้องเลือกให้เยอะหน่อย จะได้ทิ้งเสื้อผ้าเก่า ๆ ขาด ๆ ที่เอามาจากชิงโจวให้หมด
นางกำลังจะก้าวเข้าไปด้วยท่าทางได้ใจ กู้หมิงจูก็พูดขึ้นมาว่า "ท่านอาสะใภ้เข้าไปเลือกก่อนเถอะเจ้าค่ะ ให้อาปี้ไปเป็นเพื่อนท่าน ข้าต้องไปซื้อกระดาษจินเซวียนที่ร้านหนังสือฝั่งโน้นสักหน่อย เดี๋ยวข้ากลับมาหาท่านอาสะใภ้แล้วเราค่อยไปเลือกผ้าด้วยกัน"
เหมาซื่อชำเลืองมองร้านหนังสือที่อยู่ไม่ไกลนัก พยักหน้าอย่างไม่ค่อยใส่ใจนัก นางรู้ดีว่าคุณหนูตระกูลขุนนางในเมืองฉางอันพวกนี้จู้จี้จุกจิกกันแค่ไหน ชอบอ่านหนังสือเขียนหนังสือ แม้แต่กระดาษและหมึกที่ใช้ก็ต้องเป็นของมีราคา
กู้หมิงจูมองดูเหมาซื่อเดินเข้าไปในร้านเทียนเซียง แล้วจึงพาเสี่ยวขุยเดินไปทางร้านหนังสือ
เสี่ยวขุยแอบหันไปมองเหมาซื่อที่ก้าวเท้ายาว ๆ เข้าไปในร้านเทียนเซียง แล้วแลบลิ้น กระซิบว่า "คุณหนู ฮูหยินรองดูน่ากลัวจังเลยนะเจ้าคะ"
นางไม่เคยเห็นฮูหยินชั้นสูงคนไหนเป็นแบบนี้มาก่อน ปกติฮูหยินตระกูลขุนนางในเมืองฉางอันล้วนสูงส่งสง่างาม มีกิริยามารยาทเรียบร้อย มีใครที่ไหนพอเห็นของมีค่าแล้วตาลุกวาวแบบนี้บ้าง
กู้หมิงจูนึกถึงท่าทางของเหมาซื่อแล้วก็อดขำไม่ได้ เอานิ้วจิ้มหน้าผากเสี่ยวขุย "นั่นฮูหยินรองนะ ห้ามพูดจาเหลวไหล"
เสี่ยวขุยเบ้ปาก "คุณหนูจะไปซื้อกระดาษจินเซวียนจริง ๆ หรือเจ้าคะ แต่ที่จวนเรายังมีอีกตั้งหลายม้วนเลยนะเจ้าคะ"
กู้หมิงจูยิ้มแต่ไม่ตอบ พานางเดินฝ่าฝูงชนในตลาดตะวันออกที่พลุกพล่านไปข้างหน้า เดินผ่านร้านหนังสือแห่งนั้นไปโดยไม่แวะเข้าไป
แต่ไปหยุดอยู่ที่หน้าร้านแห่งหนึ่งที่ประตูปิดสนิท มีกระดาษสีแดงแปะอยู่ พลางพิจารณาดูอย่างละเอียด
"คุณหนู จะ... เช่าร้านหรือเจ้าคะ" เสี่ยวขุยรู้สึกงุนงง ร้านตรงหน้านี้ปิดกิจการไปแล้วและกำลังรอคนมาเช่าต่อ
กู้หมิงจูพยักหน้า มองดูร้านนั้นอย่างเงียบ ๆ
ร้านนี้ดูธรรมดามาก ประตูที่ปิดสนิทมีรอยสีลอกหลุดด้วยซ้ำ ไม่มีอะไรพิเศษเลย แต่กู้หมิงจูรู้ดีว่าอีกไม่นานที่นี่จะกลายเป็นโรงรับจำนำที่รุ่งเรืองที่สุดในเมืองฉางอัน แม้แต่คนในจวนขุนนางชั้นสูงหลายแห่งในเมืองฉางอันที่ขาดเงินหมุนเวียน ก็ยังแอบมาจำนำของที่นี่
หากไม่ใช่องครักษ์เงาของจวนเสียนอ๋องสืบรู้มาว่า โรงรับจำนำแห่งนี้แอบรวบรวมความลับของจวนต่าง ๆ และเป็นแหล่งกบดานของสายลับ ก็คงไม่มีใครคิดว่าโรงรับจำนำที่มีคนเข้าออกพลุกพล่านเช่นนี้จะเป็นสถานที่แบบนั้น
แววตาของนางเปล่งประกายความเย็นชา โอกาสอยู่ตรงหน้าแล้ว นางจะต้องซื้อร้านนี้มาให้ได้
"ไปดูสิว่าบนกระดาษแดงเขียนว่าอะไร หาทางซื้อร้านนี้มาให้ได้" กู้หมิงจูกระซิบสั่งเสี่ยวขุย
เสี่ยวขุยรับคำอย่างงง ๆ แล้วเดินเข้าไปดูกระดาษแดงที่แปะอยู่หน้าประตู
"คุณหนูท่านนี้จะเช่าร้านหรือขอรับ" จู่ ๆ ก็มีคนพูดขึ้นมาจากด้านหลังกู้หมิงจู "เมื่อครู่ร้านนี้เพิ่งถูกนายท่านของพวกเราซื้อไปแล้วขอรับ"
กู้หมิงจูหันไปมอง เห็นเด็กรับใช้หน้าตาจิ้มลิ้มคนหนึ่งกำลังโค้งคำนับพูดกับนางอย่างนอบน้อม และไม่ไกลจากด้านหลังของเขาก็มีรถม้าจอดอยู่คันหนึ่ง มีคนกำลังเลิกม่านรถม้ามองมาทางนาง
.
.
.