LNCrawler

บทที่ 46 สวามิภักดิ์

หมิงจูผู้นี้ไม่ขอเป็นหมากของใคร — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 46 สวามิภักดิ์

ริมหน้าต่างฝั่งตะวันตก เสี่ยวขุยพับม่านไม้ไผ่เซียงเฟยขึ้น กางกระดาษเซวียนจื่อสีทองขาวบริสุทธิ์ออก มองกู้หมิงจูที่เปลี่ยนมาสวมชุดสั้นแขนแคบสีม่วงอ่อนดูทะมัดทะแมงด้วยความสงสัย

"คุณหนู จะทำอะไรหรือเจ้าคะ"

ดูท่าทางเหมือนกำลังจะเขียนพู่กันจีนตัวใหญ่เลย

อาปี้ที่กำลังฝนหมึกอยู่ด้านข้างเอ่ยยิ้ม ๆ "คุณหนูจะคัดลอกพระสูตรให้ฮูหยินผู้เฒ่ากระมัง"

เมื่อก่อนเวลากู้หมิงจูทำผิด ฮูหยินผู้เฒ่ากู้ก็มักจะลงโทษให้นางคัดลอกพระสูตร

กู้หมิงจูส่ายหน้าโดยไม่พูดอะไร นางหยิบพู่กันขนกระต่ายม่วงขึ้นมารวบรวมสมาธิเล็กน้อย ก่อนจะจรดปลายพู่กันลงไปอย่างมั่นคง

ภายในห้องไม่มีบ่าวรับใช้คนอื่นอยู่ กู้หมิงจูสั่งไว้ล่วงหน้าแล้วให้ไล่สาวใช้เหล่านั้นออกไป ไม่ให้เข้ามาปรนนิบัติในห้อง

ตอนนี้จวนตะวันออกไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว กู้หมิงจูให้หานหมัวมัวและพวกสืบสวนอย่างละเอียด บ่าวไพร่คนไหนที่มีเส้นสายกับจวนตะวันตกล้วนถูกย้ายไปทำงานที่ไม่มีความสำคัญหมดแล้ว

เดิมทีหานหมัวมัวตั้งใจจะกวาดล้างคนในเรือนหลักให้หมดสิ้น ทว่ากู้หมิงจูกลับห้ามไว้ โดยสั่งให้เหลือสาวใช้ระดับสองไว้สองคนสำหรับดูแลเรื่องน้ำชาและการปัดกวาดเช็ดถู

แม้หานหมัวมัวจะไม่เข้าใจเหตุผล แต่ก็ปฏิบัติตามคำสั่งของนาง

เวลานี้กู้หมิงจูกำลังจดจ่ออยู่กับการตวัดพู่กันในมือ ลากเส้นขึ้นลงบนกระดาษเซวียนจื่อสีทองอย่างลื่นไหลราวกับเมฆลอยน้ำไหล

เสี่ยวขุยกับอาปี้อดไม่ได้ที่จะค่อย ๆ ขยับเข้าไปใกล้ มองดูรูปวาดบนกระดาษเซวียนจื่อสีทองใต้เงื้อมมือของกู้หมิงจู

ยิ่งดูก็ยิ่งประหลาดใจ สีหน้าของพวกนางเต็มไปด้วยความตกตะลึง สายตาที่จ้องมองกระดาษแผ่นนั้นเบิกกว้างขึ้นเรื่อย ๆ

นั่นคือภาพวาด ภาพของหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้ครึ่งหนึ่ง บนบานหน้าต่างมีลวดลายเมฆมงคลหมื่นอายุขัยอันประณีตซับซ้อนทอดยาวต่อเนื่องไม่ขาดสาย

นอกหน้าต่างคือดอกอวี้หลานหลายกิ่งที่กำลังเบ่งบาน กิ่งก้านคดเคี้ยวแข็งแรง ดอกไม้บางดอกก็บานสะพรั่งอย่างงดงาม บางดอกก็ยังเป็นดอกตูมที่สวยงามน่าทะนุถนอม

แม้จะเป็นเพียงภาพวาดที่แสนจะเรียบง่าย ทว่ากลับมีการแบ่งแสงและเงาอย่างชัดเจน ฝีแปรงหนักแน่นพลิ้วไหวราวกับมีชีวิตขึ้นมาจริง ๆ

หากบอกว่านี่เป็นผลงานของจิตรกรเอก เสี่ยวขุยและอาปี้ก็คงไม่รู้สึกแปลกใจเลย แต่ภาพนี้คุณหนูของพวกนางเป็นคนวาดเอง!

คุณหนูไม่เคยวาดรูปมาก่อนเลยนะ!

กู้หมิงจูใช้พู่กันขนกระต่ายม่วงแต้มสีชิงไต้เติมดอกอวี้หลานดอกสุดท้าย นางชูพู่กันขึ้นยืนมองผลงานของตัวเองแล้วก็คลี่ยิ้ม

นับว่าฝีมือยังไม่ตกลงไปมากนัก แม้จะไม่ได้จับพู่กันมานานแล้วก็ตาม

ยังคงเป็นทักษะที่ติดตัวมาตั้งแต่ตอนที่แต่งเข้าจวนเสียนอ๋อง นางรู้ว่าหลี่อวี้ชื่นชอบภาพนกและดอกไม้ของจ้านซื่อเฉียน จิตรกรในยุคก่อนมากที่สุด

จึงอุตส่าห์ไปเชิญจิตรกรหลวงมาสอน และใช้เวลาฝึกคัดลอกภาพนกและดอกไม้เหล่านั้นอยู่พักใหญ่ แม้แต่ตอนที่เข้าไปอยู่ในจวนเสียนอ๋องแล้วก็ยังไม่ทิ้ง นางตั้งใจฝึกฝนอยู่หลายปีจนฝีมือทัดเทียมกับจิตรกรหลวงเลยทีเดียว

ในหลายชาตินี้นางทยอยเรียนรู้ความสามารถมาไม่น้อย เดิมทีก็เป็นเพียงทักษะที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรมากนัก ทว่าตอนนี้นางกลับต้องนำมันมาใช้เสียแล้ว

นางวางพู่กันลง หันไปยิ้มบาง ๆ กับสาวใช้ทั้งสองที่กำลังมีสีหน้าตกตะลึง "เดี๋ยวรอม้วนเก็บแล้วห่อให้เรียบร้อย ส่งไปที่ร้านเทียนเซียงนะ"

ผ้าเจียเสียที่นางต้องการก็คือให้แกะสลักลวดลายและย้อมสีตามแบบนี้นี่แหละ

เสี่ยวขุยยังคงจ้องมองภาพวาดนั้นด้วยความทึ่ง อาปี้เป็นฝ่ายดึงสติกลับมาได้ก่อน นางสะกิดแขนเสื้อเสี่ยวขุย รีบรับคำสั่งและเก็บรวบรวมเครื่องเขียนบนโต๊ะ

หานหมัวมัวเลิกม่านผ้าโปร่งเดินเข้ามา ในมือถือถ้วยรังนกต้มเมล็ดบัว "คุณหนู หญิงรับใช้เฝ้าประตูเล็กฝากความมาบอกว่า คุณหนูสี่กับอนุหลิ่ว จากจวนตะวันตกมาขอพบเจ้าค่ะ"

กู้หมิงลี่กับอนุหลิ่วอย่างนั้นหรือ?

กู้หมิงจูพลันนึกขึ้นได้ว่า วันนั้นที่อนุหลิ่วมาดักรอนางตรงทางเดินเล็ก ๆ เพื่อขอให้นางช่วยเชิญหมอมาตรวจอาการของกู้หมิงลี่ เคยบอกไว้ว่าจะพากู้หมิงลี่มาขอบคุณ

นางเพียงแต่ไม่เข้าใจว่า ทำไมอนุหลิ่วกับกู้หมิงลี่สองแม่ลูกถึงคิดอยากจะไปมาหาสู่กับนาง

ตลอดหลายปีมานี้ สองแม่ลูกอนุหลิ่วกับกู้หมิงลี่ใช้ชีวิตอยู่ในจวนตะวันตกอย่างเงียบเชียบมาตลอด ในหลายชาติก่อนหน้านี้พวกนางก็ไม่เคยไปมาหาสู่กับกู้หมิงจูเลย ไม่รู้ว่าทำไมในเวลานี้ถึงได้เปลี่ยนไป

กู้หมิงจูนั่งลงบนตั่ง รับถ้วยรังนกต้มเมล็ดบัวมา แต่ยังไม่ได้ตักกิน นางลูบคลำถ้วยกระเบื้องเคลือบสีชมพูไปมาอย่างช้า ๆ

ผ่านไปพักใหญ่ถึงได้เอ่ยขึ้น "เชิญพวกนางเข้ามาเถิด"

อนุหลิ่วเป็นคนฉลาด นางคงไม่ทำเรื่องแบบนี้โดยไม่มีเหตุผล กู้หมิงจูอยากรู้ว่านางต้องการจะทำอะไร

อนุหลิ่วในชุดที่ดูเรียบง่ายกับกู้หมิงลี่ที่เดินตามหลังมาด้วยท่าทีหวาดกลัว เดินตามสาวใช้เข้ามา

พอเข้ามาถึง อนุหลิ่วก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง คุกเข่าลงทำความเคารพอย่างเต็มพิธีการ "คุณหนูใหญ่ บ่าวมาขอเข้าพบคุณหนูใหญ่เจ้าค่ะ"

กู้หมิงลี่แอบช้อนตามองกู้หมิงจูแวบหนึ่ง ก่อนจะรีบหลุบตาลงอย่างรวดเร็ว นางกัดริมฝีปาก คุกเข่าลงด้วยท่าทีหวาดกลัว "พี่ใหญ่"

กู้หมิงจูมองดูน้องสาวคนเล็กสายเลือดอนุภรรยาที่ไม่ค่อยได้เห็นหน้าผู้นี้ เห็นนางสวมเสื้อผ้าที่มีเนื้อผ้าเซียงอวิ๋นซาด้านนอก และซับในด้วยผ้าต่วนเนื้อนิ่ม

แม้เนื้อผ้าจะไม่เลว แต่ลวดลายกลับดูเก่าคร่ำคร่า เป็นลายที่นิยมเมื่อหลายปีก่อนแล้ว

บนศีรษะของนางก็ประดับเพียงปิ่นหยกเขียวไม่กี่อัน ดูเรียบง่ายจนไม่สมกับเป็นคุณหนูแห่งจวนแม่ทัพใหญ่เลยแม้แต่น้อย

"ลี่เหนียงลุกขึ้นเถอะ หลิ่วซื่อ เจ้าก็ลุกขึ้นเถอะ ไม่ต้องมากพิธีหรอก"

กู้หมิงจูสั่งให้สาวใช้ยกที่นั่งมาให้พวกนาง "น้องสี่มาเยือน นับว่าเป็นแขกหายากจริง ๆ"

กู้หมิงลี่รับคำเสียงเบา ไม่กล้าพูดอะไรมาก ได้แต่มองไปทางอนุหลิ่วอยู่บ่อยครั้ง

อนุหลิ่วส่งยิ้มบาง ๆ ให้ "วันนี้คุณหนูสี่ตั้งใจให้บ่าวพามาขอบคุณคุณหนูใหญ่เจ้าค่ะ"

"วันนั้นคุณหนูสี่ป่วยกะทันหัน โชคดีที่คุณหนูใหญ่ช่วยส่งเทียบเชิญหมอมารักษาให้ บ่าวซาบซึ้งใจยิ่งนักเจ้าค่ะ"

กู้หมิงจูยิ้มรับ หันไปมองกู้หมิงลี่ "เจ้าไม่สบายตรงไหนหรือ ข้ามักจะได้ยินจวนตะวันตกบอกว่าเจ้าป่วยอยู่เสมอ เคยให้หมอหลวงมาตรวจดูให้ละเอียดหรือยัง"

กู้หมิงลี่กัดริมฝีปาก มองไปทางอนุหลิ่วอีกครั้ง

อนุหลิ่วรีบตอบแทนว่า "เป็นอาการอ่อนแอมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์เจ้าค่ะ เชิญหมอมาตรวจหลายคนแล้ว ต่างก็บอกว่าต้องบำรุงให้ดี ตอนนี้ก็ค่อย ๆ ดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ"

กู้หมิงจูมองดูสีหน้าของกู้หมิงลี่ แม้จะดูไม่ค่อยสดใสนัก แต่ก็ดูขาวเนียนได้สัดส่วน ไม่เหมือนคนที่เพิ่งฟื้นไข้หนักมาเลย

สายตาของนางลึกล้ำขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงรอยยิ้มไว้ "เช่นนั้นก็ดี ลี่เหนียงยังเด็กอยู่ ร่างกายยังต้องบำรุงให้ดี ๆ"

อนุหลิ่วรับคำเสียงเบา "บ่าวจะดูแลคุณหนูสี่ให้ดีเจ้าค่ะ"

นางหันไปส่งสายตาให้กู้หมิงลี่ กู้หมิงลี่สะดุ้งราวกับตกใจ อึกอักอยู่นานกว่าจะเอ่ยปากได้ "พี่ใหญ่ ข้าได้ยินมาว่าพี่อาปี้ที่อยู่ข้างกายท่านมีฝีมือเย็บปักถักร้อยเก่งกาจมาก ข้า ข้าอยากจะขอเรียนด้วยสักหน่อย..."

แค่ประโยคเดียว แต่นางกลับพูดตะกุกตะกักไม่เป็นคำ

อนุหลิ่วรีบยิ้มประจบพลางอธิบายให้กู้หมิงจูฟังว่า "ตอนนี้คุณหนูสี่อาการดีขึ้นแล้ว แถมอายุอานามก็ไม่ใช่น้อย นางจึงอยากจะเรียนรู้งานเย็บปักถักร้อยและการจัดการงานบ้านงานเรือน พอได้ยินว่าแม่นางอาปี้ที่อยู่ข้างกายคุณหนูใหญ่มีฝีมือยอดเยี่ยมที่สุด จึงอยากจะมาขอฝากตัวเรียนด้วยสักระยะหนึ่งเจ้าค่ะ"

เรียนเย็บปักถักร้อยหรือ กู้หมิงจูมองสองแม่ลูกพลางเลิกคิ้ว ไม่ได้เอ่ยคำใด

อนุหลิ่วยังคงพูดต่อไปเสียงเบา "บ่าวไม่กล้ารบกวนให้แม่นางอาปี้ไปสอนถึงที่หรอกเจ้าค่ะ คุณหนูสี่จะมาขอเรียนด้วยสักพักทุกวัน และจะได้มาทำความเคารพคุณหนูใหญ่ด้วยเจ้าค่ะ"

นี่มันการมาขอสวามิภักดิ์ชัด ๆ!

.

.

.