บทที่ 4 ลอบสังเกตการณ์ยามวิกาล
บทที่ 4 ลอบสังเกตการณ์ยามวิกาล
รัตติกาลเคลื่อนคล้อยต่ำลง ทั่วทั้งสี่ทิศในจวนตะวันตกของจวนแม่ทัพใหญ่เพียวฉีต่างจุดโคมไฟสว่างไสว เรือนแต่ละหลังลั่นดาลประตูหมดแล้ว แม้แต่ถนนหนทางและย่านการค้าโดยรอบก็เงียบสงัด
มีเพียงคนกลุ่มหนึ่งที่ถือโคมไฟกระดาษเคลือบเดินออกจากเรือนหลักของจวนตะวันตก สั่งให้คนเปิดประตูเรือนทางเชื่อม มุ่งหน้าไปยังระเบียงทางเดินที่เชื่อมต่อระหว่างจวนตะวันตกและจวนตะวันออก
ภายในเรือนซงโส่ว ฮูหยินผู้เฒ่ากู้นั่งอยู่บนเบาะรองนั่ง สวดคัมภีร์ก่านอิ้งจบเป็นรอบสุดท้าย นางค่อย ๆ วางคัมภีร์ในมือลง รวบลูกประคำไว้บนข้อมือ ถึงได้ให้หลานหมัวมัวประคองลุกขึ้น
นางนั่งลงบนเสื่อแล้วจิบน้ำชาจากมือของสาวใช้ไปหนึ่งอึก ถึงได้เอ่ยช้า ๆ ว่า "นางพาคนไปจวนตะวันออกแล้วหรือ"
หลานหมัวมัวพยักหน้า ตอบเสียงเบา "ใช่แล้วเจ้าค่ะ เมื่อครู่เพิ่งจะรีบร้อนสั่งคนให้เปิดประตูข้าง แล้วนำของหลายอย่างไปที่จวนตะวันออกเจ้าค่ะ"
ฮูหยินผู้เฒ่ากู้ถอนหายใจ "คงจะเป็นหมิงจูก่อเรื่องอะไรขึ้นมาอีกแล้วล่ะสิ นางถึงได้รีบร้อนไปจัดการให้ ช่างไม่ทำให้สบายใจได้สักวันเลยจริง ๆ"
หลานหมัวมัวรับถ้วยชาที่ดื่มหมดแล้วมาอย่างระมัดระวัง พลางเอ่ยว่า "ได้ยินมาว่าคุณหนูใหญ่สุขภาพไม่ค่อยดี วันนี้ยังให้คนไปแจ้งปฏิเสธนางข้าหลวงจากในวังด้วย แม้แต่กฎระเบียบก็ไม่ได้เรียนแล้ว"
"ฮูหยินคงจะเป็นห่วงสุขภาพของคุณหนูใหญ่ ถึงได้รีบร้อนให้คนนำยาสมุนไพรไปให้เจ้าค่ะ"
นางชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยต่อว่า "ได้ยินว่าฮูหยินนำเหอโส่วอูคู่ที่ฮูหยินผู้เฒ่ามอบให้เมื่อหลายวันก่อนไปด้วย ในใจคงจะไม่วางใจอย่างแน่นอน"
ฮูหยินผู้เฒ่ากู้รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย "ถึงขนาดไม่พบนางข้าหลวงเลยหรือ หรือว่าจะป่วยจริง ๆ"
กู้หมิงจูมีความมุ่งมั่นสูง หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความโปรดปรานจากฮองเฮาในงานเลี้ยงฉวี่เจียง ดังนั้นนางจึงใส่ใจเรื่องการเรียนกฎระเบียบวังหลวงกับนางข้าหลวงเป็นอย่างมาก คงไม่ปฏิเสธง่าย ๆ แน่นอน
หลานหมัวมัวลอบมองฮูหยินผู้เฒ่ากู้ เอ่ยเสียงเบา "ฮูหยินผู้เฒ่า จะให้ไปดูสักหน่อยหรือไม่เจ้าคะ"
อย่างไรเสียนั่นก็คือคุณหนูใหญ่ เป็นสายเลือดเพียงคนเดียวขององค์หญิงใหญ่เซวียนหยาง มีฐานะสูงส่งยิ่งกว่าแม่ทัพใหญ่เสียอีก
ทว่าฮูหยินผู้เฒ่ากู้กลับขมวดคิ้ว "ในเมื่อหลัวซื่อไปแล้ว ก็คงจะดูแลนางเป็นอย่างดี ไม่จำเป็นต้องทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่หรอก"
นางพูดพลางถอนหายใจ "ก็โทษไม่ได้ที่ข้าจะลำเอียง หลายปีมานี้นิสัยของหมิงจูเอาแต่ใจและวางอำนาจมากเกินไป"
"องค์หญิงใหญ่สิ้นพระชนม์ไปตั้งแต่ยังสาว แต่นิสัยของหมิงจูกลับไม่เหมือนทั้งบิดาและมารดาของนางเลยแม้แต่น้อย ไม่มีเค้าของสตรีตระกูลสูงศักดิ์เลยสักนิด ช่างทำให้จวนแม่ทัพใหญ่ของเราเสียหน้าจริง ๆ"
นางถอนหายใจเฮือกใหญ่อีกครั้ง "หลายปีมานี้นางไม่มีแม่แท้ ๆ คอยดูแล แถมยังมีฐานะเช่นนี้ คนทั้งจวนต่างก็เคารพและยอมนาง หลัวซื่อยิ่งทุ่มเทใจให้นาง ใส่ใจนางยิ่งกว่าหมิงเยว่และหมิงอวี้เสียอีก"
"อะไรที่นางต้องการก็ล้วนประเคนไปให้ถึงตรงหน้า แม้แต่ข้าที่มองดูก็ยังรู้สึกว่าเป็นเรื่องที่หาได้ยากยิ่ง แต่นางกลับ..."
คุณหนูใหญ่แห่งจวนแม่ทัพใหญ่เพียวฉีกลับกลายเป็นคนเอาแต่ใจและดื้อรั้นจนเป็นที่เลื่องลือไปทั่วทั้งเมืองฉางอัน
เมื่อหลานหมัวมัวเห็นฮูหยินผู้เฒ่ากู้มีน้ำโห ก็รีบเกลี้ยกล่อม "ฮูหยินผู้เฒ่าระงับโทสะก่อนเถิดเจ้าค่ะ คุณหนูใหญ่ยังเด็ก คิดว่าคงจะค่อย ๆ สั่งสอนได้"
ฮูหยินผู้เฒ่ากู้แค่นเสียงหัวเราะเย็นชา "หากนางสั่งสอนให้ดีได้ ข้าจะมานั่งปวดหัวอยู่ทำไม ล้วนเป็นคุณหนูในจวนเดียวกันแท้ ๆ"
"หมิงเยว่รู้ความรู้หนังสือ มีมารยาทมาตั้งแต่เด็ก อดทนอดกลั้นต่อพี่สาวคนนี้สารพัด คอยดูแลเอาใจใส่ทุกอย่าง นางมีตรงไหนเทียบหมิงเยว่ได้บ้าง"
หลานหมัวมัวเอ่ยเสียงเบา "ชื่อเสียงอันดีงามของคุณหนูรองก็เป็นที่เลื่องลือไปทั่วเมืองฉางอันเช่นกันเจ้าค่ะ เมื่อสองวันก่อนในวังส่งข่าวมาว่า ตอนที่ฮองเฮาตรัสถึงงานเลี้ยงฉวี่เจียง ยังทรงถามถึงคุณหนูรองของเราด้วยว่าจะไปร่วมงานหรือไม่"
เมื่อได้ยินข่าวนี้ คิ้วที่ขมวดมุ่นของฮูหยินผู้เฒ่ากู้ก็คลายออกเล็กน้อย บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้ม "ดูท่าทางหลัวซื่อก็ยังมีวิธีอยู่บ้าง นางข้าหลวงเจิ้งคงจะใช้ความพยายามอย่างมาก จนทำให้ฮองเฮาทรงทราบถึงชื่อเสียงอันดีงามของหมิงเยว่"
"เช่นนี้แล้ว งานเลี้ยงฉวี่เจียงในครั้งนี้คงจะมีความหวังมากทีเดียว"
หลานหมัวมัวก็ยิ้มออกมาเช่นกัน "ต้องสมปรารถนาอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ จวนแม่ทัพใหญ่ของเราเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ไท่จงที่สุด ไม่เช่นนั้นก็คงไม่พระราชทานสมรสองค์หญิงใหญ่ให้กับแม่ทัพใหญ่หรอก"
ฮูหยินผู้เฒ่ากู้พยักหน้ารับ "ครั้งนี้หากได้รับพระราชทานสมรส ก็ควรจะทูลขอพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้หลัวซื่อแล้ว ไม่เช่นนั้นฐานะของหมิงเยว่จะไปคู่ควรกับตำแหน่งกุ้ยเหรินได้อย่างไร"
หลานหมัวมัวมองฮูหยินผู้เฒ่าอยู่ครู่ใหญ่ ถึงได้ลดเสียงต่ำลง "ฮูหยินผู้เฒ่ายังคงหมายตาผู้นั้นอยู่หรือเจ้าคะ ตอนนี้พระประสงค์ของฝ่าบาทและฮองเฮายังไม่แน่ชัด ยังไม่รู้ว่า..."
ฮูหยินผู้เฒ่ากู้ยิ้มบาง ๆ พลางเอ่ยว่า "ก็รอดูกันต่อไปเถอะ"
ประตูใหญ่ของจวนตะวันออกปิดสนิท หลัวซื่อให้คนเคาะอยู่นานกว่าจะมีคนเปิดออก แล้วชะโงกหน้าออกมาดู "ใครกัน ดึกป่านนี้แล้วยังมาเคาะประตูอีก ไม่รู้หรือไงว่าที่นี่คือที่ไหน"
อาอวิ๋น สาวใช้คนสนิทของหลัวซื่อรีบก้าวออกไปข้างหน้า "ฮูหยินมาเยี่ยมคุณหนูใหญ่ ยังไม่รีบไปแจ้งอีก"
สาวใช้ของจวนตะวันออกไม่ได้ยอมให้หลัวซื่อเข้าไปในทันที ทว่ากลับย่อกายค้อมเข่า "รบกวนฮูหยินรอสักครู่ บ่าวจะเข้าไปแจ้งเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ"
หลัวซื่อไม่ได้รู้สึกโกรธเคือง นางยิ้มและพยักหน้า "ไปเถอะ"
นางเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย มองไปยังป้ายชื่อจวนสีทองอร่าม เนิ่นนานกว่าจะละสายตากลับมา บนใบหน้ายังคงมีรอยยิ้มบาง ๆ
นางรู้ดีว่าที่นี่ไม่ใช่จวนตะวันตก แม้ว่านางจะเป็นฮูหยินของแม่ทัพใหญ่ แต่ก็ไม่ใช่ฮูหยินของคฤหาสน์แห่งนี้ เมื่อมาที่นี่นางก็ต้องทำตามกฎเกณฑ์ และรอคอยอย่างสงบเสงี่ยม
หลังจากรออยู่หน้าประตูจวนตะวันออกพักใหญ่ สาวใช้ถึงได้ออกมา เชิญหลัวซื่อเข้าไป "คุณหนูใหญ่กำลังจะพักผ่อนแล้ว พอได้ยินว่าฮูหยินมา จึงให้คนจัดการทำความสะอาดและเชิญฮูหยินเข้าไปเจ้าค่ะ"
"เมื่อครู่ยังถามขึ้นมาว่า ฮูหยินมีเรื่องด่วนอะไรถึงได้มา หรือว่าจวนตะวันตกเกิดเรื่องอะไรขึ้น" สายตาของนางกวาดมองสมุนไพรในมือสาวใช้ที่อยู่ด้านหลังหลัวซื่อ ราวกับมองไม่เห็น
หลัวซื่อยิ้มอย่างไม่เป็นธรรมชาติเล็กน้อย นางไม่เอ่ยอะไร เพียงแต่เดินตามสาวใช้เข้าไปในจวนองค์หญิงใหญ่เซวียนหยางทีละก้าว
.
.
.