LNCrawler

บทที่ 52 สองแม่ลูกผู้ถ่อมตน

หมิงจูผู้นี้ไม่ขอเป็นหมากของใคร — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 52 สองแม่ลูกผู้ถ่อมตน

วัดอวี้ฝอเป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดในฉางอัน อีกทั้งยังสร้างขึ้นตามพระราชโองการ จึงมีความศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก มักจะมีผู้มีจิตศรัทธาเดินทางมาสักการะบูชาจากแดนไกลอยู่เสมอ และทุกปีในช่วงเดือนสี่ ซึ่งเป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาของฝ่าบาท วัดอวี้ฝอจะจัดงานแสดงธรรมเป็นเวลาเจ็ดวัน บรรยากาศคึกคักเป็นพิเศษ

วันนี้ฮูหยินผู้เฒ่ากู้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าเป็นพิเศษ ปกติงานเลี้ยงสังสรรค์นางมักจะหลีกเลี่ยง เพราะกลัวคนจะหัวเราะเยาะที่นางเคยเป็นนางกำนัลซักผ้ามาก่อน แต่งานแสดงธรรมที่วัดอวี้ฝอนี้ ชาวบ้านธรรมดาก็ไปได้ นางจึงไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนอีกต่อไป

ตั้งแต่เช้าตรู่ นางให้ชวีหมัวมัวพาสาวใช้มาช่วยแต่งตัว เปลี่ยนชุดใหม่ สวมเครื่องประดับไข่มุกและอัญมณีเต็มศีรษะ บนข้อมือยังไม่ลืมสวมกำไลดอกโบตั๋นทองคำแดงวงใหญ่สองวง มองแล้วลายตาไปหมด

"ทำไมยังไม่มาอีก หรือจะต้องให้ข้าส่งคนไปเชิญ!" ฮูหยินผู้เฒ่ากู้สวมเครื่องประดับหนักอึ้งเต็มศีรษะ แต่น้ำเสียงยังคงดังกังวาน เอ่ยอย่างหงุดหงิด

ฮูหยินหลัวกำลังพากู้หมิงเยว่กับกู้หมิงอวี้เดินเข้ามา พอเห็นการแต่งกายประดับประดาเต็มยศของฮูหยินผู้เฒ่า ก็ถึงกับตาพร่าไปชั่วขณะ ผ่านไปพักใหญ่ถึงปั้นยิ้มออกมาได้ "การแต่งกายของฮูหยินผู้เฒ่าช่างดูสูงส่งยิ่งนัก"

ฮูหยินผู้เฒ่ากู้ปรายตามองนาง "วันนี้เป็นวันดี พวกเจ้าแต่งตัวจืดชืดขนาดนี้ เดี๋ยวคนอื่นเขาก็ดูถูกจวนของเราหรอก"

สาวใช้เข้ามารายงาน "ฮูหยินรองกับคุณหนูใหญ่มาถึงแล้วเจ้าค่ะ"

เหมาซื่อจูงมือกู้หมิงจูเดินยิ้มแย้มเข้ามา พอเห็นฮูหยินผู้เฒ่ากู้ที่ประดับประดาไปด้วยอัญมณีล้ำค่า ก็ถึงกับพูดไม่ออกไปพักใหญ่ นัยน์ตาเป็นประกายวาววับ

บนตัวนั้นใส่เงินทองไว้เท่าไรกันเนี่ย ราวกับหีบเครื่องประดับเคลื่อนที่ได้เลยทีเดียว

กู้หมิงจูนั้นคุ้นเคยกับภาพเช่นนี้ดี นางเม้มปากยิ้ม ทำความเคารพแล้วถอยไปยืนด้านข้าง

ฮูหยินหลัวมองกู้หมิงจูกับเหมาซื่อเดินเข้ามาด้วยกัน แววตาแฝงความมืดทะมึน บ้านรองกับจวนตะวันออกช่างสนิทสนมกันเสียจริง เกรงว่าจะต้องรวมหัวกันวางแผนอะไรเป็นแน่

ทว่ากู้หมิงเยว่กลับขยับเข้าไปใกล้กู้หมิงจูเบา ๆ พลางยิ้มบาง ๆ เอ่ยว่า "พี่ใหญ่ เดี๋ยวข้านั่งรถม้าคันเดียวกับท่านนะเจ้าคะ เมื่อวานเรื่องเรียนเทียบเสียงยังมีอีกหลายจุดที่ไม่ค่อยเข้าใจ คงต้องรบกวนพี่ใหญ่ช่วยอธิบายให้ข้าฟังอีกสักหน่อย"

กู้หมิงจูมองนาง กลับพบว่าการแต่งกายของนางในวันนี้ดูพิเศษยิ่งนัก นางสวมชุดหรูฉวินแขนกว้างลายผีเสื้อซอนไซดอกอวี้หลานสีขาวอมชมพู กระโปรงผ้าโปร่งหลัวลายดอกเหมยสีม่วงอ่อน บนมวยผมสีดำขลับประดับด้วยปิ่นระย้าหยกมรกต ยิ่งขับเน้นให้ใบหน้างดงามราวจิตรกรวาด สว่างไสวดุจดวงจันทร์

ฮูหยินหลัวช่างทุ่มเทแรงกายแรงใจจัดการให้นางเสียจริง งานแสดงธรรมครั้งนี้จัดขึ้นเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาของฝ่าบาท เหล่าเชื้อพระวงศ์ก็ย่อมต้องเสด็จไปร่วมงานด้วย

ในเมื่อฮูหยินหลัวหมายมั่นปั้นมือให้กู้หมิงเยว่ลงเอยกับเสียนอ๋องหลี่อวี้ ก็ย่อมไม่ยอมพลาดโอกาสนี้ที่จะใช้ความพยายามอย่างเต็มที่

กู้หมิงจูละสายตากลับมา เอ่ยอย่างเรียบเฉย "ได้สิ"

ฮูหยินผู้เฒ่ากู้กวาดสายตามองรอบหนึ่ง เมื่อเห็นว่ามากันครบแล้วก็รู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก "ในเมื่อมากันครบแล้ว ก็ไปกันเถอะ วันนี้ที่วัดอวี้ฝอมีผู้มีจิตศรัทธาไปสักการะกันมากมาย เกรงว่าจวนอื่นคงจะไปถึงกันแล้วล่ะ"

ในใจนางอดรนทนไม่ไหวมานานแล้ว นาน ๆ จะได้มีโอกาสออกงานสักที หลายปีมานี้นางรู้สึกเสียดายที่สุดก็คือไม่สามารถเหมือนฮูหยินผู้เฒ่าจวนอื่น ๆ ที่มีผู้คนคอยห้อมล้อมเอาใจใส่ ราวกับใส่เสื้อผ้าสวยงามแต่เดินในยามวิกาล

ทว่ายังไม่ทันที่ทุกคนจะลุกขึ้น สาวใช้ตัวน้อยหน้าประตูก็เดินเข้ามาย่อกายรายงาน "คุณหนูสี่กับผิงเหนียงจื่อมาทำความเคารพฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าค่ะ"

หลิ่วซื่อกับกู้หมิงลี่!

ชั่วขณะนั้น สีหน้าของผู้คนในห้องโถงต่างก็เปลี่ยนไป ฮูหยินผู้เฒ่ากู้มีสีหน้ารำคาญใจ ทิ้งตัวนั่งลงบนตั่งเตี้ย ฮูหยินหลัวขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะคลายออกอย่างรวดเร็ว หันไปยิ้มมองออกไปนอกประตู ส่วนเหมาซื่อกลับทำท่าทางเหมือนกำลังรอดูเรื่องสนุก

กู้หมิงจูก้มหน้าลงจัดพู่ห้อยกระโปรงที่เอวซึ่งยุ่งเหยิงเล็กน้อยให้เข้าที่ แววตาเรียบเฉย

ในเมื่ออนุหลิ่วต้องการจะวางแผนเพื่ออนาคตของกู้หมิงลี่ ย่อมไม่ยอมพลาดโอกาสอันดีงามเช่นนี้แน่

กู้หมิงลี่ที่เดินเข้ามาสวมชุดหรูฉวินลายดอกเบญจมาศสีเหลืองอ่อน กระโปรงผ้าโปร่งหลัวลายดอกฝูหรง เสื้อผ้าเป็นของใหม่เอี่ยม รูปแบบก็ทันสมัย แต่กลับไม่ดูเกินหน้าเกินตาจนเสียฐานะ

อนุหลิ่วตั้งใจเลือกมาอย่างดีจริง ๆ

ส่วนอนุหลิ่วที่ตามหลังนางมากลับแต่งกายเรียบง่าย บนศีรษะไม่มีเครื่องประดับแม้แต่ชิ้นเดียว นางก้มหน้าลงด้วยท่าทางหวาดกลัว

"ฮูหยินผู้เฒ่า ฮูหยิน ฮูหยินรอง สบายดีนะเจ้าคะ" แม้เสียงของกู้หมิงลี่จะเบา แต่กลับชัดเจน รอยยิ้มก็ระมัดระวังตัว

นางหันกลับมาย่อกายทำความเคารพพี่น้องของกู้หมิงจูด้วย

ฮูหยินผู้เฒ่ากู้ปรายตามองสองแม่ลูกตระกูลหลิ่วอย่างเย็นชา ไม่ได้สนใจไยดี

ในสายตานาง ลูกสาวที่เกิดจากอนุภรรยาก็คือตัวผลาญเงิน ไม่เหมือนลูกภรรยาเอกที่สามารถแต่งงานกับตระกูลดี ๆ เพื่อปูทางสร้างสะพานให้จวนได้ ทำได้แค่เป็นสินสอดติดตัว หรือไม่ก็ต้องเสียสินสอดไปเปล่า ๆ เพื่อแต่งงานกับคนไร้ประโยชน์

ฮูหยินหลัวดูท่าทางเป็นมิตร ยิ้มพลางเรียกกู้หมิงลี่ให้ลุกขึ้น "ร่างกายหายดีแล้วหรือ"

กู้หมิงลี่ชำเลืองมองอนุหลิ่วแวบหนึ่ง ก่อนจะตอบเสียงเบา "หายดีแล้วเจ้าค่ะ"

ฮูหยินหลัวมองตามกู้หมิงลี่ไปทางอนุหลิ่ว เห็นนางยืนก้มหน้าสงบเสงี่ยมอยู่ตรงนั้น นิ่งสนิทราวกับรูปปั้นดินเผาก็ไม่ปาน ถึงได้ละสายตากลับมาอย่างเย็นชา

"ที่จริงควรจะมาทำความเคารพฮูหยินผู้เฒ่ากับฮูหยินตั้งนานแล้ว ฮูหยินรองเพิ่งมาถึงฉางอัน ก็ยังไม่ได้มาทักทาย ช่วงนี้ร่างกายดีขึ้นมาก หมอหลวงบอกว่าให้เดินเหินให้มากหน่อย เลยมาทำความเคารพฮูหยินผู้เฒ่ากับบรรดาฮูหยินเจ้าค่ะ"

เห็นได้ชัดว่ากู้หมิงลี่เตรียมตัวมาดี คำพูดไหลลื่น ไม่มีท่าทีอึกอักแม้แต่น้อย

ทว่าฮูหยินผู้เฒ่ากลับรำคาญที่จะเสียเวลา นางลุกขึ้นเดินออกไปนอกห้องโถง "รีบ ๆ ไล่ไปซะ อย่าให้เสียเวลา"

สายตาของฮูหยินหลัวเป็นประกาย นางยิ้มพลางกล่าวว่า "ในเมื่อบังเอิญมาเจอกันพอดี ก็ตามไปด้วยกันเถอะ หมิงลี่ก็โตแล้ว ถึงเวลาที่ควรจะออกไปเปิดหูเปิดตาข้างนอกบ้างแล้ว"

ใบหน้าของกู้หมิงลี่แดงระเรื่อราวดอกท้อ แดงก่ำไปถึงพวงแก้ม นางก้มหน้าจับชายกระโปรงเล่น ไม่กล้าตอบรับ

ฮูหยินหลัวปรายตามองนาง แววตาเผยความเหยียดหยาม ถึงอย่างไรก็เป็นแค่ลูกอนุ ไม่คู่ควรที่จะออกงานสำคัญ ต่อให้มอบเก้าอี้ให้เหยียบ ก็ขึ้นที่สูงไม่ได้อยู่ดี

ทว่าอนุหลิ่วกลับร้อนใจ รีบก้มลงกราบ "ขอบคุณฮูหยินเจ้าค่ะ" ใบหน้าเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ

ฮูหยินหลัวยิ้มพลางสั่งให้นางลุกขึ้น สั่งให้สาวใช้คอยดูแลกู้หมิงลี่ จากนั้นก็พาคุณหนูหลายคนเดินออกจากห้องโถงไป

นางย่อมรู้ดีว่าที่อนุหลิ่วพากู้หมิงลี่มาที่เรือนซงโส่วในเวลานี้หมายความว่าอย่างไร นางไม่ขัดข้องที่จะสานฝันให้พวกนาง ถึงอย่างไรก็เป็นแค่คุณหนูที่เกิดจากอนุ อนุหลิ่วก็เป็นแค่อนุภรรยาที่ไม่เป็นที่โปรดปรานมาหลายปี คงสร้างคลื่นลมอะไรไม่ได้มากนัก

สิ่งที่สำคัญคือ นางต้องทำให้อนุหลิ่วกับกู้หมิงลี่เข้าใจว่า หากต้องการสิ่งใดก็ต้องคิดให้รอบคอบ อย่าไหว้พระผิดองค์ ขอร้องผิดคน

เมื่อคิดได้เช่นนี้ มองดูใบหน้ายิ้มแย้มอันถ่อมตนและซาบซึ้งของอนุหลิ่ว ความโกรธในใจก็บรรเทาลงหลายส่วน นางประคองมือสาวใช้เดินไปอย่างยิ้มแย้ม

กู้หมิงจูมองดูเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างชัดเจน แต่ก็ทำเพียงยิ้มรับ พลางตอบคำถามของเหมาซื่อที่อยากรู้เรื่องงานแสดงธรรมอย่างใจเย็น

รอยยิ้มของนางแฝงความเย็นชาเล็กน้อย

ฮูหยินหลัวมั่นใจในตัวเองมากเกินไป นางคิดว่าสองแม่ลูกตระกูลหลิ่วจะซื้อใจได้ง่าย ๆ อย่างนั้นหรือ เพียงแค่ให้ความช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็จะยอมเชื่อฟังแต่โดยดีหรือ เกรงว่าวันข้างหน้านางจะต้องเสียใจที่วันนี้มีความคิดโง่เขลาเช่นนี้

.

.

.