บทที่ 53 แลกด้วยชีวิต
บทที่ 53 แลกด้วยชีวิต
บริเวณหน้าประตูวัดอวี้ฝอเนืองแน่นไปด้วยผู้คนจนแทบจะไม่มีที่ว่างให้สัญจร เหล่าผู้แสวงบุญที่ตั้งใจมาจุดธูปและฟังธรรมต่างพากันยืนรออยู่ริมทางอย่างเลื่อมใสศรัทธา เพื่อรอคอยงานแสดงธรรมที่กำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่ช้า
หญิงสาวที่แต้มลวดลายฮวาเตี้ยนบนหน้าผากมีรูปร่างอรชรอ้อนแอ้น เดินหัวเราะต่อกระซิกมากับสาวใช้ หญิงชราอุ้มเด็กน้อยในอ้อมแขน ในมือยังคล้องตะกร้าไม้ไผ่ที่เต็มไปด้วยธูปเทียน พยายามเบียดเสียดฝ่าฝูงชนเข้ามา
สิ่งที่สร้างความครึกครื้นที่สุดคือบรรดาพ่อค้าหาบเร่ที่กำลังขายปิ่งหูอยู่ท่ามกลางผู้คน ใต้ผ้าฝ้ายสีขาวเนื้อหยาบเต็มไปด้วยปิ่งหูสีเหลืองทองกรอบอร่อย กลิ่นหอมฉุยเตะจมูก ดึงดูดใจจนเด็ก ๆ พากันดูดนิ้วมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น
กู้หมิงลี่มองเห็นภาพความคึกคักภายนอกผ่านม่านที่แกว่งไกว ใบหน้าเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น นางหันกลับมาหัวเราะเสียงเบา "ที่แท้งานแสดงธรรมก็คึกคักถึงเพียงนี้ มีคนมากันเยอะแยะเลย"
นางถูกเลี้ยงดูมาในเรือนหลังเล็กของจวนตั้งแต่เด็ก แทบไม่เคยออกไปไหนเลย นอกจากช่วงเทศกาลปีใหม่ที่จะได้ออกมาโขกศีรษะให้ฮูหยินผู้เฒ่ากู้และสองสามีภรรยากู้ชิง แล้วนางจะเคยเห็นภาพความยิ่งใหญ่เช่นนี้ได้อย่างไร
กู้หมิงจูเอนกายพิงขอบหน้าต่าง ยิ้มบาง ๆ "งานแสดงธรรมของวัดอวี้ฝอมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วแคว้น พระอาจารย์ที่ได้รับเชิญมาบรรยายธรรมล้วนเป็นผู้มีชื่อเสียงทั้งสิ้น ปกติแค่จะได้พบหน้าก็ยังยาก นับประสาอะไรกับการได้ฟังท่านเทศนาธรรมด้วยตัวเอง"
กู้หมิงเยว่ได้ยินดังนั้นก็ร่วมวงสนทนาด้วย "ได้ยินมาว่างานแสดงธรรมครั้งนี้เชิญพระอาจารย์จ้านเจินจากวัดอวิ๋นหลินในเจียงหนานมา ซึ่งท่านก็เป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วหล้าเลยนะ"
"พระอาจารย์จ้านเจินหรือ" กู้หมิงลี่ฟังแล้วก็ทำหน้าประหลาดใจ
กู้หมิงจูกลับเพียงแค่ยิ้ม "ประเดี๋ยวก็จะได้เห็นแล้ว"
นางไม่มีความอยากรู้อยากเห็นแม้แต่น้อย มีเพียงความสงบนิ่งเท่านั้น
รถม้าของตระกูลกู้แล่นผ่านฝูงชนที่รอคอย เข้าสู่ประตูวัด มุ่งหน้าไปยังวิหารเทียนหวัง ซึ่งเป็นสถานที่จัดงานแสดงธรรม
เมื่อลงจากรถม้า สายตาของกู้หมิงลี่ก็ยิ่งไม่อาจละไปจากสิ่งใดได้เลย นางจ้องมองแท่นธรรมที่สูงตระหง่านหลายจั้งบริเวณหน้าวิหารอย่างเหม่อลอย ผ่านไปพักใหญ่ก็ยังเรียกสติกลับมาไม่ได้
กู้หมิงเยว่เอ่ยกับนางด้วยรอยยิ้ม "น้องสี่คงยังไม่เคยเห็นกระมัง นั่นคือแท่นธรรมสำหรับงานแสดงธรรมในอีกเดี๋ยว พระอาจารย์ทั้งหลายจะต้องขึ้นไปนั่งสมาธิและเทศนาธรรมบนแท่นสูงนั้น"
เมื่อกู้หมิงลี่เห็นกู้หมิงอวี้ที่อยู่ข้าง ๆ มองนางด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ย ราวกับกำลังดูถูก นางก็หน้าแดงระเรื่อ รีบก้มหน้าลงมองกระโปรงผ้าโปร่งหลัวของตนทันที
กู้หมิงเยว่ขมวดคิ้วมองกู้หมิงอวี้แวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปยิ้มแย้มและปลอบโยนกู้หมิงลี่อีกสองสามประโยค ช่างอ่อนโยนและใส่ใจเหมือนเช่นเคย
กู้หมิงจูเดินไปนั่งที่เสื่อของตระกูลกู้ นางไม่ได้มองแท่นธรรมนั้นเลยแม้แต่น้อย ทว่ากลับจ้องมองที่นั่งตรงกลางที่ปูด้วยเบาะผ้าต้วนสีเหลืองทองปักลายมังกรหงส์เคียงคู่อย่างเงียบงัน
ก่อนวันเฉลิมพระชนมพรรษาของฮ่องเต้ สององค์ศักดิ์สิทธิ์จะเสด็จมาฟังธรรมที่วัดอวี้ฝอ เหล่ากุ้ยเหรินในวังก็ย่อมต้องตามเสด็จมาด้วย เฉินหลิวอ๋องก็ไม่มีข้อยกเว้น และคุณชายเจ็ดชุยที่มาพำนักอยู่ที่จวนเฉินหลิวอ๋องในฉางอันช่วงนี้ก็จะตามเสด็จมาด้วยเช่นกัน
แล้วเหตุใดคุณชายห้าชุยถึงลอบเข้ามาในฉางอันอย่างเงียบเชียบ ทว่ากลับไม่เคยปรากฏตัวในงานเช่นนี้เลย
นางนึกถึงสิ่งที่เห็นในตลาดตะวันออกเมื่อวันนั้น ใบหน้าหล่อเหลาและเย็นชาราวกับสลักจากหยก ดวงตาคู่นั้นลึกล้ำดั่งท้องฟ้ายามราตรี ไม่อาจคาดเดาอารมณ์ใด ๆ ได้เลย
เขาและสกุลชุยกำลังวางแผนอะไรกันแน่?
ขณะกำลังครุ่นคิด ก็มีคุณหนูจากจวนอื่นเดินทางมาถึง หวังหยวนเหนียงมองเห็นคุณหนูสกุลกู้หลายคนแต่ไกล จึงพาสาวใช้เดินตรงรี่เข้ามาหา "เยว่เหนียง อวี้เหนียง..."
เมื่อเห็นกู้หมิงจู รอยยิ้มก็ดูฝืดเฝื่อนลงเล็กน้อย แต่ก็ยังเอ่ยทักทาย "คุณหนูใหญ่ วันนี้ท่านก็มาด้วยหรือ"
กู้หมิงเยว่พูดคุยกับนางด้วยรอยยิ้ม "ไม่ได้เจอกันหลายวัน เจ้าสูงขึ้นไม่น้อยเลยนะ กระโปรงเซียงฉวินตัวนี้สวยจัง เป็นลายใหม่ใช่หรือไม่"
ปกติหวังหยวนเหนียงจะสนิทกับกู้หมิงเยว่ที่สุด นางจึงพยักหน้ารับอย่างเบิกบาน "เพิ่งตัดเสร็จจากร้านเทียนเซียงเลย วันนี้เพิ่งจะใส่เป็นครั้งแรก"
กู้หมิงอวี้ยิ้มพลางเย้าแหย่ "เจ้าคงจะตั้งใจใส่มาอวดพวกเราล่ะสิ"
ทั้งสามคนพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน ปล่อยให้กู้หมิงจูและกู้หมิงลี่ถูกเมินอยู่ด้านข้าง
กู้หมิงลี่รู้สึกอึดอัดใจจนต้องกำผ้าเช็ดหน้าไว้แน่น ขยับตัวไปมาอย่างกระสับกระส่าย นางเหลือบมองกู้หมิงเยว่และคนอื่น ๆ ที่กำลังคุยกันอย่างสนุกสนานเป็นระยะ ๆ เมื่อหันกลับมาก็เห็นกู้หมิงจูนั่งอยู่อย่างสงบนิ่ง
กู้หมิงจูมีสีหน้าเรียบเฉย ไม่มีท่าทีเก้อเขินเลยแม้แต่น้อย ท่าทางที่ดูผ่อนคลายและสงบเยือกเย็นของนาง ทำให้กู้หมิงลี่รู้สึกสงบใจลงอย่างบอกไม่ถูก จึงนั่งลงข้างหลังนางเงียบ ๆ
ฮูหยินสามสกุลเซินพาคุณหนูหกสกุลเซินมาถึงแล้ว เมื่อทักทายและพูดคุยกับฮูหยินผู้เฒ่ากู้และฮูหยินหลัวสองสามประโยค ก็หันไปเห็นกู้หมิงจูที่กำลังนั่งอย่างสงบอยู่ด้านข้างพอดี
"คุณหนูใหญ่อาการดีขึ้นมากแล้วใช่หรือไม่ ข้าให้คนไปถามไถ่ที่จวนตั้งสองครั้ง พอได้ยินว่าไม่ได้เป็นอะไรมาก ข้าถึงได้เบาใจลง" ฮูหยินสามเซินยังคงมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเช่นเคย
กู้หมิงจูรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก ลุกขึ้นย่อกายทำความเคารพเพื่อกล่าวขอบคุณ "ขอบคุณฮูหยินที่กรุณาเป็นห่วง อาการของข้าดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ"
สำหรับคุณหนูที่มีชื่อเสียงเลวร้ายและไร้ที่พึ่งพิงอย่างนาง การที่ฮูหยินสามสกุลเซินยังคงห่วงใยเช่นนี้ ก็เป็นเพราะนางเป็นคนมีจิตใจดีงาม
ฮูหยินสามสกุลเซินมองนาง ก่อนจะปรายตามองพี่น้องของกู้หมิงเยว่ที่กำลังพูดคุยหัวเราะกับหวังหยวนเหนียงอยู่ไม่ไกล แล้วยิ้มบาง ๆ "อวิ๋นเหนียงบ่นคิดถึงอยากจะคุยกับเจ้าตลอดเลย พวกเจ้าเด็ก ๆ ไปเล่นด้วยกันเถอะ ข้าจะไปคุยกับฮูหยินใหญ่และฮูหยินหวังเสียหน่อย"
เซินอวิ๋นยิ้มอย่างขวยเขิน เอ่ยกับกู้หมิงจูว่า "คุณหนูใหญ่ สบายดีหรือไม่เจ้าคะ"
กู้หมิงจูมองสองแม่ลูกสกุลเซิน ในใจพลันรู้สึกอบอุ่นขึ้นมา ความปรารถนาดีที่บริสุทธิ์เช่นนี้ นางไม่เคยสัมผัสมานานหลายปีแล้ว
ฮูหยินหวังกำลังคุยกับฮูหยินผู้เฒ่ากู้และฮูหยินหลัวอยู่ เมื่อหันไปเห็นกลุ่มคนที่กำลังเดินมาแต่ไกล สีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย เอ่ยเสียงเบาว่า "จวนราชครูมาแล้ว"
ฮูหยินผู้เฒ่ากัวไม่ได้มาด้วย มีเพียงฮูหยินและคุณหนูหลายท่านที่มาร่วมงาน ฮูหยินบ้านรองสกุลกัวพากัวอวี้หลานเดินตามหลังมาห่าง ๆ ทิ้งระยะห่างจากฮูหยินท่านอื่น ๆ ที่มีสีหน้าเคร่งขรึมอยู่หลายก้าว
"เป็นฮูหยินใหญ่สกุลกัว ฮูหยินบ้านรองสกุลกัว และฮูหยินห้าสกุลกัว" ฮูหยินสามสกุลเซินจำได้ในทันที น้ำเสียงเจือความเย้ยหยัน
"เพราะเรื่องอื้อฉาวในงานเลี้ยงฉวี่เจียงคราวก่อน บ้านใหญ่สกุลกัว บ้านสามสกุลกัว และบ้านห้าสกุลกัว ต่างก็ตัดขาดความสัมพันธ์กับบ้านรองสกุลกัวไปแล้ว ตอนนี้ถึงขั้นกำลังเรียกร้องให้แบ่งสมบัติแยกบ้านกันเลยทีเดียว"
ฮูหยินสามสกุลเซินพูดไปมุมปากก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยัน "หากไม่ใช่เพราะราชครูกัวหวายไม่ยอมและยังคงคอยกดดันไว้ เกรงว่าบ้านรองสกุลกัวคงถูกไล่ออกจากจวนราชครูไปตั้งนานแล้ว"
กู้หมิงจูมองไปที่ฮูหยินบ้านรองสกุลกัว เพียงไม่กี่วันที่ไม่ได้พบกัน ฮูหยินบ้านรองสกุลกัวกลับดูซูบผอมและแก่ลงจนน่าตกใจ ใบหน้าที่แต่งแต้มด้วยเครื่องประทินโฉมก็ดูหมองคล้ำไร้ราศี หางตายังปรากฏรอยตีนกาให้เห็นจาง ๆ
กัวอวี้หลานเดินตามอยู่ข้าง ๆ สองแม่ลูกไม่มีท่าทีหยิ่งผยองและเอาแต่ใจเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว กลับดูเงียบขรึมและถ่อมตัวลงอย่างหาได้ยาก
ดูเหมือนว่าหลังจากที่กัวอวี้ซิ่วเข้าวัง ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกนางในจวนราชครูคงจะไม่ค่อยดีนัก ถึงอย่างไรเรื่องเสื่อมเสียในงานเลี้ยงฉวี่เจียงก็เป็นที่รู้กันไปทั่ว ทำให้สกุลกัวต้องเสียหน้าจนหมดสิ้น แล้วคนอื่น ๆ ในสกุลกัวจะยังยอมทนพวกนางได้อย่างไร
ฮูหยินบ้านรองสกุลกัวราวกับจะสัมผัสได้ถึงสายตาที่กำลังจับจ้องมองมาแต่ไกล เมื่อเงยหน้าขึ้นและเห็นกู้หมิงจูกำลังมองพวกนางอย่างสงบนิ่ง ก็พลันบันดาลโทสะ ดวงตาที่จ้องมองกู้หมิงจูราวกับจะพ่นไฟพิษออกมาได้
เป็นเพราะนังเด็กบ้าคนนี้ นางเป็นคนทำให้ครอบครัวของพวกเขาต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ทำให้พวกเขาไม่มีวันได้มีชีวิตที่ดีอีกต่อไป!
นางจะไม่มีวันปล่อยกู้หมิงจูไปง่าย ๆ แน่ สกุลกัวจะยอมกลืนความแค้นนี้ไปเปล่า ๆ ไม่ได้!
กู้หมิงจูมองเห็นความเกลียดชังและความอาฆาตมาดร้ายในดวงตาของนางอย่างชัดเจน ทว่ากลับยังคงจ้องมองกลับไปอย่างเยือกเย็น
ระหว่างนางกับบ้านรองสกุลกัว ได้ก้าวเข้าสู่จุดแตกหักที่ต้องแลกด้วยชีวิตมาตั้งนานแล้ว
.
.
.