บทที่ 54 ความทุกข์ทรมานของกัวอวี้ซิ่ว
บทที่ 54 ความทุกข์ทรมานของกัวอวี้ซิ่ว
ช่างบังเอิญเสียจริง ที่นั่งของสกุลกัวอยู่ตรงข้ามกับสกุลกู้พอดี ฮูหยินบ้านรองสกุลกัวนั่งลงด้วยรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่าน จ้องเขม็งไปที่กู้หมิงจู รวมถึงคุณหนูสกุลกู้ท่านอื่น ๆ ด้วย
คนในราชสำนักต่างรู้กันดีว่า สกุลกู้และสกุลกัวนั้นคานอำนาจกันอยู่ ตอนนี้อำนาจของสกุลกัวกำลังถดถอยลงดั่งดวงอาทิตย์อัสดง หากไม่สามารถคว้าโอกาสในการคัดเลือกพระชายาขององค์ชายไว้ได้ เกรงว่าคงยากที่จะมีโอกาสกลับมายิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง
ทว่าตอนนี้กู้หมิงจูกลับทำลายความหวังของพวกนางไปกว่าครึ่ง โอกาสที่จะได้รับการพระราชทานสมรสช่างริบหรี่เหลือเกิน...
ฮูหยินบ้านรองสกุลกัวมองดูคุณหนูสกุลกู้ที่กำลังยิ้มแย้มสดใสอยู่ฝั่งตรงข้าม แววตาเต็มไปด้วยความมืดมน หากไม่มีคุณหนูสกุลกู้เหล่านี้ เดิมทีบุตรสาวของนางควรจะได้เป็นผู้ที่ได้รับพระราชทานสมรสจากในวัง และแต่งงานเข้าสู่ราชวงศ์อย่างสมเกียรติ!
ฮูหยินบ้านรองสกุลกัวในยามนี้แทบจะเสียสติไปแล้ว นางไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าบุตรสาวคนโตของตนจะต้องเผชิญกับความอยุติธรรมเช่นไรในตำหนักบูรพา และไม่อยากจะนึกถึงช่วงเวลาหลังจากงานเลี้ยงฉวี่เจียง ที่บุตรสาวคนรองต้องถูกร่างแหจนชื่อเสียงป่นปี้ แม้แต่เรื่องการแต่งงานก็ยังกลายเป็นเรื่องยาก
ตอนนี้นางคิดเพียงแค่อย่างเดียว ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด นางจะต้องทำให้สกุลกู้ได้ลิ้มรสชาติของการมีชื่อเสียงฉาวโฉ่จนถูกผู้คนหัวเราะเยาะ และทำให้คุณหนูสกุลกู้ถูกผู้คนรังเกียจเดียดฉันท์จนชื่อเสียงป่นปี้ให้จงได้!
ความอัปยศอดสูและความคับแค้นใจที่นางได้รับในช่วงหลายวันที่ผ่านมา จะต้องทวงคืนจากสกุลกู้เป็นสองเท่า!
คุณหนูหกสกุลเซิน เซินอวิ๋น สนิทสนมกับกู้หมิงจูและกู้หมิงลี่ได้อย่างรวดเร็ว จึงไม่ได้ทำตัวห่างเหินนัก นางพูดคุยเสียงเจื้อยแจ้วกับพวกนางถึงเรื่องราวการมาฟังธรรมกับฮูหยินสามสกุลเซินในยามปกติ
"ปกติเรื่องที่เทศนาบ่อยที่สุดก็คือเรื่องมู่เหลียนช่วยมารดา ไม่เช่นนั้นก็เป็นคัมภีร์ตี้จ้าง" เซินอวิ๋นเม้มปากยิ้ม "ทุกปีก็จะมีแต่เรื่องพวกนี้ สู้ดูการแสดงปาหี่ไม่ได้หรอก"
กู้หมิงลี่ฟังจนตาค้าง ชั่วขณะนั้นลืมเรื่องกฎระเบียบไปเสียสนิท โพล่งถามขึ้นมา "มีการแสดงปาหี่ด้วยหรือ"
เซินอวิ๋นไม่ได้ถือสาอะไร พยักหน้ายิ้มรับ "มีการแสดงล้อเลียนกับละครหุ่นเชิดด้วยนะ อันนั้นน่ะถึงจะสนุก"
ขณะกำลังพูดคุยกันอยู่ ขันทีวัยกลางคนหน้าตาเกลี้ยงเกลาไม่มีหนวดเคราก็ก้าวขึ้นมาหน้าแท่นธรรม แล้วประกาศเสียงก้อง "ฝ่าบาทและฮองเฮาเสด็จแล้ว!"
ทุกคนที่นั่งเต็มพื้นที่อยู่ก่อนแล้วต่างรีบลุกขึ้น จัดแจงเสื้อผ้า คุกเข่าลงกราบไหว้ทำความเคารพตามธรรมเนียมอย่างพร้อมเพรียง
ขณะที่กู้หมิงจูคุกเข่าลง นางก็เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย มองไปยังฝ่าบาทและฮองเฮาที่กำลังเสด็จพระราชดำเนินเคียงคู่กันมา
สามีภรรยาที่สูงศักดิ์ที่สุดในแผ่นดินคู่นี้กำลังยิ้มแย้มแจ่มใส เดินจับมือกันก้าวไปบนพรมเปอร์เซียสีแดงสดมุ่งหน้าสู่ที่นั่งประทับ ดูรักใคร่กลมเกลียวกันยิ่งนัก
ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันไม่เหมือนกับภาพจำของกู้หมิงจูที่นอนป่วยกระเสาะกระแสะอยู่บนเตียง ไม่มีผมขาวโพลนเต็มหัว และไม่ได้ร้องไห้บอกกับหลิวอันว่า "เราปวดหัวจนแทบทนไม่ไหว ให้หมอมาฝังเข็มให้เราหลับไปสักงีบเถิด..."
ในเวลานี้ พระองค์ยังคงมีแผ่นหลังที่ตั้งตรง รูปร่างสูงใหญ่ บนมวยผมสีดำขลับสวมกวานทองคำม่วงลายมังกรคู่ ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความฮึกเหิม ท่าทางสง่างามสมกับเป็นโอรสสวรรค์ในทุกอิริยาบถ
ฮองเฮาเองก็มีใบหน้ายิ้มแย้มอ่อนโยน ไม่มีความตึงเครียดเหมือนตอนที่อยู่ในตำหนักไท่จี๋ ไม่มีความสิ้นหวังและความเคียดแค้นผสมปนเปกัน ในเวลานี้พระนางยังคงอ่อนโยนและน่าเข้าหา แย้มพระสรวลและเสด็จพระราชดำเนินเคียงข้างไปกับฝ่าบาท
ผู้ที่ตามเสด็จอยู่เบื้องหลังคือองค์รัชทายาทที่มีท่าทางเบื่อหน่ายตาปรือ เสียนอ๋องและเสี่ยนอ๋อง ถัดมาจึงเป็นองค์หญิงอันผิงที่แต่งกายด้วยชุดหรูฉวินในวังอย่างงดงามตระการตา
สายตาของกู้หมิงจูหยุดอยู่ที่เบื้องหลังขององค์รัชทายาท มีหญิงงามในชุดนางข้าหลวงผู้หนึ่งเดินตามหลังมา บนมวยผมที่เกล้าสูงประดับด้วยปิ่นระย้าทองคำฝังทับทิม ด้านข้างมีนางกำนัลคอยปรนนิบัติอย่างใกล้ชิดสองคน ดูเหมือนว่าจะเป็นพระสนมที่กำลังเป็นที่โปรดปราน
ทว่าใบหน้านั้นกลับซีดเผือดไร้สีเลือด ซ้ำยังแฝงความหมองคล้ำราวกับคนตาย ดวงตาเหม่อลอยไร้แวว แก้มสองข้างตอบลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่มีชีวิตชีวาเลยแม้แต่น้อย ดูราวกับร่างไร้วิญญาณอย่างไรอย่างนั้น
นั่นคือ กัวอวี้ซิ่ว คุณหนูที่เคยเป็นที่รักและโปรดปรานที่สุดในสกุลกัว กัวอวี้ซิ่วผู้หยิ่งผยองและไม่เคยเห็นหัวใคร!
กู้หมิงจูมองนางอยู่นาน มองดูนางเดินขึ้นไปยังที่นั่งประทับอย่างเหม่อลอยโดยมีนางกำนัลคอยประคอง ตอนนี้นางเป็นถึงพระชายารองขององค์รัชทายาท และเป็นกุ้ยเหรินในวังแล้ว
ทว่าความตายซากที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างของนาง กลับเป็นสิ่งที่บอกให้ทุกคนได้รับรู้ว่า ชีวิตความเป็นอยู่ในตำหนักบูรพาของนางนั้นเป็นเช่นไร
เมื่อเหล่ากุ้ยเหรินประทับนั่งบนที่นั่งแล้ว ขันทีจึงส่งเสียงบอกให้ลุกขึ้นได้
ทันทีที่ฮูหยินบ้านรองสกุลกัวเงยหน้าขึ้นและเห็นกัวอวี้ซิ่ว นางแทบจะกรีดร้องออกมา นางไม่กล้าคิดเลยว่าคนที่นั่งอยู่ด้านหลังองค์รัชทายาท ด้วยสภาพซูบผอมและใบหน้าด้านชานั้น จะเป็นลูกสาวที่เคยเป็นที่รักของนางได้
นางมองสภาพของลูกสาว น้ำตาก็พลันร่วงเผาะลงมา ชีวิตในตำหนักบูรพาต้องเป็นเช่นไร ถึงได้ทรมานคนดี ๆ คนหนึ่งจนมีสภาพเช่นนี้ได้
ทว่ากัวอวี้ซิ่วที่นั่งอยู่ด้านบนกลับไม่รับรู้ถึงความกังวลและความโศกเศร้าของนางเลย นางค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น มองลงมายังผู้คนที่อยู่ด้านล่าง สายตากวาดผ่านผู้คนไป และหยุดลงที่ที่นั่งของตระกูลกู้ในที่สุด
กู้หมิงจูกำลังก้มหน้าจิบน้ำชา ทว่าราวกับรับรู้ได้ถึงสายตาของกัวอวี้ซิ่ว นางจึงเงยหน้าขึ้นสบตากับสายตานั้น
มันเป็นสายตาที่เต็มไปด้วยความอาฆาตแค้นและชิงชัง รุนแรงยิ่งกว่าตอนที่นางถูกส่งตัวเข้าตำหนักบูรพาเสียอีก ทั้งยังแฝงไปด้วยรังสีอำมหิต
กู้หมิงจูไม่หลบสายตา นางจ้องมองกัวอวี้ซิ่วกลับอย่างเปิดเผย ปราศจากความหวาดกลัวหรือการหลบหลีกใด ๆ
นางรู้ดีว่าทำไมกัวอวี้ซิ่วถึงยิ่งเกลียดนาง เกลียดที่นางเป็นคนส่งตัวเองเข้าไปในตำหนักบูรพา เพราะมีเพียงนางเท่านั้นที่รู้ว่าชีวิตของกัวอวี้ซิ่วในตำหนักบูรพานั้นเป็นอย่างไร
กู้หมิงจูในอดีตก็เคยมีความคับแค้นใจและไม่ยินยอมพร้อมใจเช่นเดียวกับกัวอวี้ซิ่ว นางถูกตามใจมาตลอดเมื่ออยู่ในจวน จะไปรู้ได้อย่างไรว่าเมื่อเข้าไปในตำหนักบูรพาแล้วจะต้องวางตัวอย่างไร นางยังคงทำตัวดื้อรั้นเหมือนตอนอยู่ที่จวน
แต่วันแรกที่ถูกเข้าวัง บรรดาหมัวมัวก็ไม่สนใจไยดีนางอีกต่อไป ทิ้งไว้เพียงสาวใช้ตัวน้อยสองคนที่ทำอะไรไม่เป็นเลย ไม่มีทั้งอาหารหรือน้ำดื่ม แม้แต่น้ำร้อนก็ไม่มีใครส่งมาให้ ปล่อยนางทิ้งไว้ในตำหนักรองอย่างโดดเดี่ยว
หลังจากต้องทนหิวมาตลอดทั้งวันทั้งคืน จากที่เคยโกรธเกรี้ยวและด่าทอ ก็ค่อย ๆ หมดเรี่ยวแรงไปในที่สุด เมื่อรอแล้วรอเล่าองค์รัชทายาทก็ไม่เสด็จมา นางจึงจำต้องนำเงินเก็บส่วนตัวออกมาให้ข้ารับใช้ที่อยู่หน้าตำหนักไปหาปิ่งเอ๋อร์มาประทังความหิว
ต่อมาถึงได้รู้ว่า ในช่วงหลายวันนั้น องค์รัชทายาทกำลังเพลิดเพลินอยู่กับนางระบำชาวหูที่แคว้นเปอร์เซียส่งมาเป็นเครื่องบรรณาการจนลืมวันลืมคืน ไม่ได้ใส่ใจเลยว่าตนเพิ่งจะรับพระชายารองเข้ามาใหม่
กว่าองค์รัชทายาทจะเสด็จมาที่ตำหนักรอง ก็ผ่านไปหลายวันแล้ว นางยังไม่ทันได้ย่อกายถวายบังคม ก็ถูกฉีกทึ้งเสื้อผ้ากระโปรง ผลักล้มลงกับพื้น และกระโจนเข้ามากัดกินนาง
เจ็บปวด... เจ็บปวดรวดร้าวถึงกระดูก นางถูกมัดมือทั้งสองข้างติดกับเตียง น้ำตานองหน้ามองดูองค์รัชทายาทกระทำย่ำยีตามอำเภอใจ ร่างกายที่ขาวผ่องเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำดำเขียวอย่างรวดเร็ว ใบหน้าที่งดงามราวกับดอกไม้ก็ถูกกัดจนเลือดออก...
ห้ามดิ้นรน หากดิ้นรนหรือส่งเสียงร้องไห้ออกมา ก็จะถูกทุบตีอย่างทารุณ เขามีวิธีที่จะทำให้คนรู้สึกทรมานจนอยากตายแต่ก็ตายไม่ได้สารพัดวิธี ใช้วิธีการสกปรกต่ำช้าต่าง ๆ นานา เพื่อทรมานสตรีที่มีชีวิตจิตใจคนหนึ่งจนแทบอยากจะตายให้รู้แล้วรู้รอด
ในตำหนักบูรพา นางเคยเห็นนางกำนัลที่ทนรับการทรมานจากองค์รัชทายาทไม่ไหวจนกัดลิ้นฆ่าตัวตายต่อหน้า เลือดไหลท่วมปากท่วมตัว ชักกระตุกอย่างทรมานจนขาดใจตาย
แต่ถึงกระนั้นองค์รัชทายาทก็ยังไม่ยอมปล่อยนางไป เขาร้องครางกระหืดกระหอบพลางกล่าวว่า "ยังไม่เคยลองเล่นแบบนี้เลย ช่างแปลกใหม่ดีแท้..."
ตอนนั้นนางรู้สึกคลื่นไส้จนอาเจียนออกมาจริง ๆ แอบไปอาเจียนอยู่หน้าตำหนักจนแทบจะขย้อนน้ำดีออกมา เมื่อเงยหน้าขึ้นก็มีน้ำตานองหน้า มองดูท้องฟ้าสีครามเหนือตำหนักบูรพา ในใจคิดแต่เพียงว่าทำไมตัวเองถึงยังไม่ตายเสียที!
ตอนนี้ความทุกข์ทรมานเหล่านั้นในที่สุดก็มาตกอยู่ที่กัวอวี้ซิ่วแล้ว ให้นางได้ลิ้มรสผลกรรมที่ตัวเองก่อไว้บ้างเถอะ
.
.
.