LNCrawler

บทที่ 92 หรือว่าการเกิดใหม่ของเธอจะเป็นเพียงแค่ความฝัน?

ขอบคุณน้องสาวที่ยกสามีสุดประเสริฐคนนี้ให้! ยุค 70 — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 92 หรือว่าการเกิดใหม่ของเธอจะเป็นเพียงแค่ความฝัน?

"ดูท่าแล้ว ที่หนูอวิ๋นซูแต่งงานกับจี้หวยหนานคนนี้ก็ถือว่าคิดถูกแล้วล่ะนะ"

"ใช่สิ ลองคิดดูสิ ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าสี่ชิ้นใหญ่ตอนหมั้น แล้วก็ขบวนรถรับเจ้าสาวที่อลังการขนาดนี้ในตอนนี้ ก็เห็นได้ชัดแล้วว่าจี้หวยหนานคนนี้รักอวิ๋นซูมากจริงๆ ถ้าไม่รักมากจะทำถึงขนาดนี้เลยเหรอ ความรักก็แบบนี้แหละ พอรักใครสักคน ก็อยากจะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคนคนนั้น"

เวลานี้เสิ่นอวิ๋นซิ่วก็ได้ยินเสียงกระซิบกระซาบจากผู้คนในลานบ้านรวมรอบๆ ตัวเช่นกัน เธอรู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้าด้วยความอับอาย

เธอรู้สึกว่าถึงแม้คนพวกนี้จะไม่ได้เอ่ยชื่อเธอออกมาตรงๆ แต่ความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดเหล่านั้น ล้วนจงใจพาดพิงถึงเธอทั้งสิ้น

พาดพิงว่าเธอแย่งชิงคนรักของลูกพี่ลูกน้องไป จุดจบก็ย่อมไม่มีวันได้ดี

พาดพิงว่าเมิ่งเจวี๋ยไม่ได้รักเธอ เพราะฉะนั้นเมิ่งเจวี๋ยจึงไม่ได้มอบสินสอดที่ดีที่สุดให้กับเธอ และไม่ได้จัดขบวนรับเจ้าสาวที่ยิ่งใหญ่ที่สุดให้กับเธอ

แน่นอน เสิ่นอวิ๋นซิ่วย่อมรู้ดีว่าเมิ่งเจวี๋ยไม่ได้รักเธอ!

แต่ไม่รักแล้วจะยังไง สุดท้ายเขาก็ต้องแต่งงานกับเธออยู่ดีไม่ใช่หรือไง แถมเธอก็ยังตั้งท้องลูกของเขาแล้วด้วย

ไม่เป็นไรหรอก!

เสิ่นอวิ๋นซิ่วพยายามบอกตัวเองซ้ำๆ ว่าไม่เป็นไร รอไปก่อนเถอะ รอจนกว่าจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ รอจนกว่าจะมีการปฏิรูปเปิดประเทศ รอจนกว่าเมิ่งเจวี๋ยจะกลายเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่ง และเธอกลายเป็นคุณนายมหาเศรษฐี ถึงตอนนั้น คนพวกนี้ก็จะต้องมองเธอด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป และจะตระหนักได้ว่าความคิดของพวกเขาในตอนนี้มันผิดมหันต์

เสิ่นอวิ๋นซิ่วมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม ในเมื่อตอนนี้เธอได้ครอบครองร่างกายของเมิ่งเจวี๋ย ทำให้เมิ่งเจวี๋ยต้องยอมแต่งงานกับเธอได้แล้ว

งั้นสักวันหนึ่ง เธอจะต้องเอาชนะใจเมิ่งเจวี๋ยได้อย่างแน่นอน!

"ฉันว่านะ ครอบครัวตระกูลจี้ได้อวิ๋นซูไปเป็นสะใภ้นี่แหละ ถึงจะเรียกว่าโชคดีของแท้"

"ตอนที่อวิ๋นซูกับจี้หวยหนานเริ่มคบหาดูใจกัน แม่ของจี้หวยหนานที่นอนเป็นเจ้าหญิงนิทราก็เริ่มมีอาการดีขึ้นมาเลยนะ ฉันว่านี่ต้องเป็นเพราะอวิ๋นซูแน่ๆ อวิ๋นซูเป็นคนมีบุญวาสนามาตั้งแต่เกิด"

"อุ๊ยตาย เธอยังไม่รู้ล่ะสิ จริงสิ ฉันก็เพิ่งได้ยินคนเขาพูดกันเมื่อกี้นี้เอง"

"แม่ของจี้หวยหนาน หรือก็คือแม่สามีในอนาคตของอวิ๋นซูน่ะ ฟื้นขึ้นมาแล้วนะ!"

"คุณป้า เมื่อกี้คุณป้าพูดว่าอะไรนะคะ คุณป้าบอกว่าแม่ของจี้หวยหนานฟื้นแล้วงั้นเหรอ"

เดิมทีคุณป้าสองคนที่กำลังจับกลุ่มคุยกันอย่างออกรส กลับคาดไม่ถึงว่าจู่ๆ จะมีคนโพล่งถามแทรกขึ้นมากลางปล้อง

ทำเอาทั้งสองคนที่กำลังคุยกันอย่างเมามันถึงกับสะดุ้งตกใจ

โดยเฉพาะเมื่อเงยหน้าขึ้นมาแล้วพบว่าเป็นเสิ่นอวิ๋นซิ่ว

ทั้งสองคนสบตากันอย่างรู้กัน ในใจต่างก็คิดว่า บทสนทนาที่พวกเธอเพิ่งจะนินทาเสิ่นอวิ๋นซิ่วไปเมื่อครู่ คงไม่ได้ถูกเสิ่นอวิ๋นซิ่วได้ยินเข้าหรอกนะ

"คุณป้าคะ เมื่อกี้คุณป้าบอกว่าแม่ของจี้หวยหนานฟื้นแล้วใช่ไหมคะ" เมื่อเห็นคุณป้าไม่ยอมตอบ เสิ่นอวิ๋นซิ่วจึงรีบเอ่ยถามซ้ำด้วยความร้อนรน

"ใช่จ้ะ เพิ่งฟื้นเมื่อคืนนี้เอง คนในลานบ้านรวมที่จี้หวยหนานอยู่เขาลือกันให้แซ่ดไปหมดแล้ว ฉันก็เพิ่งจะได้ยินมาเหมือนกัน"

"เป็นไปไม่ได้ เธอจะฟื้นได้ยังไง ในเมื่อเธอสมควรจะ..." ไม่ใช่ว่าสมควรจะมีอาการทรุดหนักแล้วตายไปในวันนี้หรอกหรือ

แล้วทำไมจู่ๆ ถึงได้ฟื้นขึ้นมาล่ะ?!

พอป้าจางได้ยินว่าเสิ่นอวิ๋นซิ่วไม่เชื่อคำพูดของตน ก็ชักสีหน้าไม่พอใจขึ้นมาทันที "จางชุ่ยฮวาอย่างฉันไม่เคยพูดปดมดเท็จหรอกนะ อีกอย่าง เรื่องนี้ฉันก็ได้ยินมาจากเพื่อนรักที่อยู่ลานบ้านรวมเดียวกับจี้หวยหนานเมื่อเช้าตรู่นี้เอง ไม่มีทางผิดพลาดแน่นอน"

"หรือเธอคิดว่าจี้หวยหนานจะโกหก หรือว่าคนทั้งลานบ้านรวมจะรวมหัวกันโกหกงั้นเหรอ"

"แต่ว่านะ..."

"ซิ่วซิ่วเอ๊ย ที่เธอถามแบบนี้ คงไม่ได้หมายความว่าเธอไม่อยากให้แม่สามีในอนาคตของลูกพี่ลูกน้องเธอฟื้นขึ้นมาหรอกนะ"

เสิ่นอวิ๋นซิ่วรีบตอบกลับอย่างเก้อเขิน "เปล่านะคะ"

ป้าจางมองเสิ่นอวิ๋นซิ่วด้วยรอยยิ้มหยันๆ โดยไม่พูดอะไรอีก สีหน้าของเธอราวกับอ่านใจเสิ่นอวิ๋นซิ่วออกทะลุปรุโปร่ง

ป้าจางขึ้นชื่อเรื่องเป็นคนปากสว่างที่สุดและชอบสอดรู้สอดเห็นเรื่องชาวบ้านที่สุดในลานบ้านรวมแห่งนี้ ตอนที่เสิ่นอวิ๋นซิ่วกับเมิ่งเจวี๋ยไปจดทะเบียนสมรสกันที่สำนักงานเขตเพื่อยั่วโมโหเสิ่นอวิ๋นซู ก็เป็นป้าจางนี่แหละที่บังเอิญไปเห็นเข้าแล้วเอามาป่าวประกาศให้ทุกคนในลานบ้านรวมฟัง

คนอย่างหล่อน ถึงจะปากสว่าง แต่สายตาก็เฉียบแหลมไม่เบา

เด็กอมมืออย่างเสิ่นอวิ๋นซิ่ว มีความคิดอ่านอะไรอยู่ ทำไมหล่อนจะไม่รู้

เกลือที่หล่อนกินมาทั้งชีวิต ยังมากกว่าข้าวที่เสิ่นอวิ๋นซิ่วกินเสียอีก

เสิ่นอวิ๋นซิ่วคนนี้ จิตใจช่างคับแคบนัก ไม่เพียงแต่แย่งคนรักของลูกพี่ลูกน้องไป แต่ยังหวังลึกๆ ให้แม่สามีในอนาคตของลูกพี่ลูกน้องไม่ฟื้นขึ้นมาอีก หรือไม่ก็คงแช่งชักหักกระดูกให้ตายๆ ไปเสียด้วยซ้ำ

เพราะถ้ายายแก่ชูเฟินนั่นด่วนตายจากไปทันทีที่อวิ๋นซูแต่งเข้าบ้าน ใครพูดถึงเรื่องนี้ ก็คงไม่แคล้วต้องตราหน้าว่าอวิ๋นซูเป็นตัวกาลกิณี

ต้องเป็นแบบนั้นแน่ๆ เสิ่นอวิ๋นซิ่วคนนี้นี่ จิตใจชั่วร้ายจริงๆ!

ป้าจางสบถด่าในใจอย่างลับๆ และรู้สึกรังเกียจพฤติกรรมของเสิ่นอวิ๋นซิ่วเป็นอย่างมาก

อันที่จริง ป้าจางก็คาดเดาได้ถูกต้องทีเดียว เพราะลึกๆ แล้วเสิ่นอวิ๋นซิ่วหวังให้โจวชูเฟินตายจริงๆ

และในเวลานี้ เมื่อเสิ่นอวิ๋นซิ่วได้รับการยืนยันแล้วว่าโจวชูเฟินไม่เพียงแต่อาการไม่ทรุดหนักและไม่ตายเท่านั้น แต่เธอกลับฟื้นขึ้นมาตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้ว สีหน้าของเสิ่นอวิ๋นซิ่วก็แปรเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

หากไม่ใช่เพราะเธอปัดแก้มด้วยสีแดง ก็คงจะได้เห็นใบหน้าที่ซีดเผือดราวกับกระดาษของเธออย่างแน่นอน

ภายในใจของเธอเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างถึงที่สุด

เป็นไปได้อย่างไร แม่ของจี้หวยหนานฟื้นขึ้นมาได้อย่างไร เธอสมควรจะต้องตายในคืนนี้สิ

ทำไมเรื่องราวถึงไม่เหมือนกับสิ่งที่เธอเคยเผชิญในชาติก่อนเลยล่ะ

มีอยู่ชั่วขณะหนึ่งที่เสิ่นอวิ๋นซิ่วถึงกับตั้งข้อสงสัยว่าการเกิดใหม่ของเธอนั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่

ตกลงว่ามันคือเรื่องจริง หรือเป็นเพียงแค่ความฝันอันเหลวไหลที่เธอแต่งแต้มขึ้นมาเองกันแน่

เพราะความฝันกับความเป็นจริงย่อมไม่เหมือนกัน

ในความฝัน แม่ของจี้หวยหนานเสียชีวิตลง แต่ในความเป็นจริง แม่ของจี้หวยหนานกลับฟื้นขึ้นมา

แต่ไม่นาน เสิ่นอวิ๋นซิ่วก็ปฏิเสธความเป็นไปได้ข้อนี้ทิ้งไป

เพราะประสบการณ์ในชาติก่อนนั้นมันฝังรากลึกอยู่ในความทรงจำของเธออย่างไม่อาจลบเลือนได้

ช่วงเวลาหลายสิบปีนั้น เธอได้เผชิญกับมันมาอย่างแท้จริง มันไม่ใช่แค่ความฝันอย่างแน่นอน

แต่จะอธิบายเรื่องที่แม่ของจี้หวยหนานฟื้นขึ้นมาได้อย่างไร

หรือว่า... เรื่องราวที่เกิดขึ้นในชาตินี้ มีความเป็นไปได้ที่จะถูกเปลี่ยนแปลงไป ไม่จำเป็นต้องเหมือนกับชาติก่อนทุกประการ?

ใช่แล้ว เธอยังสามารถแย่งเมิ่งเจวี๋ยมาได้เลย ทำให้เมิ่งเจวี๋ยที่ชาติก่อนควรจะได้ครองรักกับเสิ่นอวิ๋นซู ต้องมาแต่งงานกับเธอแทน

ส่วนเสิ่นอวิ๋นซูก็ไปแต่งงานกับจี้หวยหนาน

ในเมื่อเรื่องนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เรื่องอื่นๆ ก็ย่อมมีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงได้เช่นกัน

งั้นนั่นไม่ได้หมายความว่า เมิ่งเจวี๋ยก็อาจจะไม่ได้กลายเป็นมหาเศรษฐีอย่างนั้นหรือ

หากเมิ่งเจวี๋ยไม่ได้เป็นมหาเศรษฐี เธอก็ย่อมไม่ได้เป็นคุณนายมหาเศรษฐีด้วยใช่ไหม

ถ้าเป็นอย่างนั้น เธอจะแย่งเมิ่งเจวี๋ยมาทำไมกันล่ะ?!

ยิ่งคิด ภายในใจของเสิ่นอวิ๋นซิ่วก็ยิ่งหวาดผวา เธอเริ่มลนลานจนทำอะไรไม่ถูก

ถึงขั้นรู้สึกปวดท้องขึ้นมาตงิดๆ ด้วยซ้ำ

"ซิ่วซิ่ว เธอเป็นอะไรไป ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า" ท่าทีที่ผิดปกติของเสิ่นอวิ๋นซิ่วนั้นชัดเจนมาก จนแม้แต่เมิ่งเจวี๋ยที่ปกติไม่ค่อยใส่ใจเธอยังต้องสังเกตเห็น

เสิ่นอวิ๋นซิ่วคว้ามือของเมิ่งเจวี๋ยเอาไว้แน่น อ้าปากเตรียมจะพูดอะไรบางอย่าง แต่สุดท้ายก็กลืนคำพูดเหล่านั้นลงคอไป

ไม่หรอก ไม่หรอก

เธอไม่ควรคิดฟุ้งซ่านไปเอง

แค่มีเรื่องราวคลาดเคลื่อนไม่ตรงกับชาติก่อนสักเรื่องสองเรื่อง ก็ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไร

เพราะส่วนใหญ่แล้ว เหตุการณ์ต่างๆ ก็ยังคงดำเนินไปเหมือนกับในชาติก่อนนั่นแหละ

ยกตัวอย่างเช่น คดีลักพาตัวเด็กและสตรีที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในช่วงนี้ ก็เหมือนกับชาติก่อนไม่ใช่หรือไง

ในชาติก่อน แก๊งค้ามนุษย์กลุ่มนี้หลบหนีไปได้อย่างลอยนวล ส่วนบรรดาเด็กและสตรีที่ถูกลักพาตัวไปก็ไม่มีวันได้กลับมาอีกเลย

จริงสิ ยังมีคดีขโมยต้นกล้าข้าวสาลีที่โด่งดังไปทั่วประเทศอีกคดีหนึ่ง ข้าวสาลีนั้นไม่ใช่ข้าวสาลีธรรมดาทั่วไป เพราะท้ายที่สุดแล้วก็ไม่สามารถจับตัวคนร้ายได้ ศาสตราจารย์ผู้เพาะพันธุ์ข้าวสาลีพันธุ์ดีชนิดนั้น ถึงกับล้มป่วยหนักและเสียชีวิตลงในปีนี้ เพราะไม่สามารถจับกุมคนร้ายได้ อีกทั้งต้นกล้าข้าวสาลีและข้อมูลการทดลองก็สูญหายไปทั้งหมด

จนกระทั่งผ่านไปหลายสิบปี ทางการถึงได้สืบทราบว่าใครคือหัวขโมยที่แท้จริง

แต่คนคนนั้นก็ได้หลบหนีออกนอกประเทศไปใช้ชีวิตอย่างสุขสบายราวกับเป็นราชาไปตั้งนานแล้ว

ใช่แล้ว ยังมีอีกหลายเรื่องที่ยังคงเหมือนกับชาติก่อน

เสิ่นอวิ๋นซิ่ว อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้เลย

ต้องเชื่อมั่นสิว่า เมิ่งเจวี๋ยจะต้องกลายเป็นมหาเศรษฐีอย่างแน่นอน และเธอก็จะต้องได้เป็นคุณนายมหาเศรษฐีอย่างแน่นอน!

เสิ่นอวิ๋นซิ่วเพิ่งจะเงยหน้าขึ้นเตรียมจะบอกเมิ่งเจวี๋ยว่าเธอไม่ได้เป็นอะไร

แต่จู่ๆ อาการปวดแปลบก็แล่นริ้วขึ้นมาที่ท้องของเธอ