LNCrawler

บทที่ 98 ระบบทำงานผิดพลาดหรือเปล่า

ขอบคุณน้องสาวที่ยกสามีสุดประเสริฐคนนี้ให้! ยุค 70 — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 98 ระบบทำงานผิดพลาดหรือเปล่า

ถึงแม้ว่าเธอจะเป็นคนช่วยชีวิตโจวชูเฟินเอาไว้ แต่เสิ่นอวิ๋นซูก็รู้ดีว่า โจวชูเฟินไม่มีทางรู้เรื่องนี้อย่างแน่นอน

นี่คือแม่สามีของเธอนะ ปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างแม่สามีกับลูกสะใภ้นั้นมีมาตั้งแต่โบราณกาลแล้ว

เธอไม่อยากให้ชีวิตในวันข้างหน้าต้องมาวุ่นวายอยู่กับความขัดแย้งระหว่างแม่สามีกับลูกสะใภ้

ดังนั้น การรู้ระดับความรู้สึกดีๆ ที่แม่สามีมีต่อเธอเสียก่อน จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

แบบนี้ เธอจะได้มีแนวทางในการปฏิบัติตัวในวันข้างหน้าได้ถูกต้อง

[ เริ่มทำการสแกน... ติ๊ง ระดับความรู้สึกดีๆ ที่โจวชูเฟินมีต่อโฮสต์ในปัจจุบันคือ 100%]

เสิ่นอวิ๋นซู : !!!

เสิ่นอวิ๋นซูถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ

[ระบบ คุณทำงานผิดพลาดหรือเปล่า ]

จะเป็นไปได้ยังไงตั้งหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์

แม้แต่จี้หวยหนานที่รักเธอ เธอยังไม่คิดว่าเขามีระดับความรู้สึกดีๆ ต่อเธอถึงหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์เลย

นับประสาอะไรกับแม่สามีที่เพิ่งจะเคยเจอหน้ากันเป็นครั้งแรกในวันนี้

แน่นอนว่า ก่อนหน้านี้เธอก็เคยเจอแม่สามีมาแล้ว แต่ตอนนั้นแม่สามียังเป็นเจ้าหญิงนิทราอยู่ ก็ถือว่ายังไม่เคยเห็นหน้าเธอสิ

[ โฮสต์ ระบบไม่เคยทำงานผิดพลาดหรอกครับ ]

[ งั้นคุณอธิบายมาซิว่าระดับความรู้สึกดีๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์นี่มันหมายความว่ายังไง ]

แล้วระบบก็อธิบายให้เสิ่นอวิ๋นซูฟังจริงๆ

ระดับความรู้สึกดีๆ ร้อยเปอร์เซ็นต์นี้ คล้ายกับความรู้สึกที่เกิดจากความศรัทธา หรือก็คือ โจวชูเฟินยกย่องให้เสิ่นอวิ๋นซูเป็นเหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เธอยึดเหนี่ยวจิตใจ

ความศรัทธาของมนุษย์นั้นแน่วแน่มาก ถึงขั้นสามารถคงอยู่ไปได้ตลอดชีวิต

ก็เหมือนกับความศรัทธาที่มนุษย์มีต่อเทพเจ้านั่นแหละ

เสิ่นอวิ๋นซูถึงกับอึ้งกิมกี่ไปเลย

นั่นก็หมายความว่า แม่สามีแทบจะบูชาเธอเป็นเทพเจ้าไปแล้วอย่างนั้นเหรอ?!

เสิ่นอวิ๋นซูอดไม่ได้ที่จะหันไปมองแม่สามี เมื่อโจวชูเฟินสังเกตเห็นว่าเสิ่นอวิ๋นซูกำลังมองมา เธอก็เผยรอยยิ้มออกมาทันที

พูดก็พูดเถอะ เสิ่นอวิ๋นซูรู้สึกว่าสายตาที่แม่สามีมองมาที่เธอนั้น ราวกับมีประกายระยิบระยับเปล่งออกมา

แน่นอนว่าในสายตานั้นยังเปี่ยมไปด้วยความรักใคร่เอ็นดูและความปิติยินดีด้วย

ความจริงแล้ว ก่อนที่จะให้ระบบวัดระดับความรู้สึกดีๆ ตอนที่ได้เห็นแม่สามีแวบแรก เธอก็รู้สึกได้ว่าแม่สามีเป็นคนที่อ่อนโยนและดูเป็นมิตรมาก

เสิ่นอวิ๋นซูค่อนข้างเชื่อมั่นในสัญชาตญาณของตัวเอง

แต่คิดไม่ถึงเลยว่า แม่สามีจะยกย่องบูชาเธอถึงขนาดนี้ ถึงขั้นระดับความรู้สึกดีๆ ทะลุปรอทเต็มร้อยไปเลย

เป็นเพราะอะไรกันนะ

เสิ่นอวิ๋นซูรู้สึกไม่ค่อยเข้าใจนัก

พอถามระบบ ระบบก็ให้คำตอบเธอไม่ได้

[ งั้นฉันยังจำเป็นต้องใช้ยาเพิ่มระดับความรู้สึกดีๆ ให้แม่สามีอีกไหมเนี่ย ]

[ โฮสต์คิดว่ายังไงล่ะครับ ]

เสิ่นอวิ๋นซู : ......

ก็จริงแฮะ ระดับความรู้สึกดีๆ ตั้งร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว ก็คงไม่ต้องใช้แล้วล่ะ

ขืนเพิ่มระดับความรู้สึกดีๆ เข้าไปอีก จากร้อยเปอร์เซ็นต์นี้ล่ะก็ ต่อไปแม่สามีคงได้เอาเธอขึ้นหิ้งบูชาประหนึ่งบรรพบุรุษแน่ๆ

เสิ่นอวิ๋นซูบอกเลยว่าไม่ต้องการแบบนั้น

งั้นเก็บยาเพิ่มระดับความรู้สึกดีๆ สามสิบเปอร์เซ็นต์นี้เอาไว้ไม่ให้เสียของดีกว่า เผื่อวันข้างหน้ามีโอกาสจำเป็นต้องใช้ค่อยงัดออกมา

แต่ถึงอย่างไร เมื่อได้รู้ว่าแม่สามีมีความรู้สึกดีๆ ต่อเธอมากขนาดนี้ เสิ่นอวิ๋นซูก็หมดกังวลเรื่องปัญหาแม่สามีลูกสะใภ้ไปได้เลย

ในยุคสมัยนี้ การจัดงานเลี้ยงแต่งงาน คู่บ่าวสาวจำเป็นต้องกล่าวคำปฏิญาณตนต่อหน้ารูปเหมือนของท่านผู้นำ

เสิ่นอวิ๋นซูกล่าวคำปฏิญาณตนอย่างตั้งใจทุกถ้อยคำ

จี้หวยหนานที่ยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามก็เช่นเดียวกัน

ในเวลานี้ ทั่วทั้งบริเวณงานเงียบกริบ มีเพียงเสียงกล่าวคำปฏิญาณของพวกเขาสองคนดังก้องกังวาน

พูดตามตรง การแต่งงานครั้งนี้ ถือเป็นครั้งแรกในชีวิตของเสิ่นอวิ๋นซูทั้งสองชาติภพ และแน่นอนว่า การมายืนกล่าวคำปฏิญาณต่อหน้าผู้คนมากมาย และได้แต่งงานท่ามกลางสักขีพยานนับร้อยเช่นนี้ ก็เป็นครั้งแรกเช่นกัน

ถึงแม้จะเป็นครั้งแรก และรู้สึกแปลกใหม่ไปเสียหมด

แต่เสิ่นอวิ๋นซูก็รู้สึกว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมไปเลย!

เมื่อกล่าวคำปฏิญาณตนเสร็จสิ้น ก็เท่ากับว่าพวกเขาได้แต่งงานกันอย่างสมบูรณ์แล้ว

ขาดก็เพียงแค่ขั้นตอนสุดท้าย นั่นคือการไปจดทะเบียนสมรสเท่านั้น

พวกเขาแต่งงานกันแล้ว และงานเลี้ยงฉลองมงคลสมรสก็เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ

แขกเหรื่อที่มาร่วมงานต่างพากันนั่งประจำที่ อาหารที่ปรุงเสร็จแล้วก็ทยอยถูกนำมาเสิร์ฟทีละจาน แม้เมนูอาหารจะไม่ได้มีหลากหลายนัก แต่ก็มีทั้งเนื้อ ทั้งผัก ทั้งน้ำแกง แถมปริมาณก็ยังให้มาอย่างจุใจ

แขกทุกคนที่ได้เห็นอาหารเหล่านี้ ต่างก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ

คู่บ่าวสาวอย่างจี้หวยหนานและเสิ่นอวิ๋นซูก็นั่งรับประทานอาหารร่วมกับทุกคนที่โต๊ะประธาน

โจวชูเฟินนั่งอยู่ข้างๆ เสิ่นอวิ๋นซู ด้วยความกลัวว่าเสิ่นอวิ๋นซูจะรู้สึกประหม่า เธอจึงคอยชวนคุยอยู่เป็นระยะๆ และทุกครั้งที่พูดคุย บนใบหน้าของเธอก็จะประดับไปด้วยรอยยิ้ม แววตาเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนและรักใคร่เอ็นดู

บอกได้คำเดียวว่า ในสายตาของป้าฮวาที่นั่งอยู่ข้างๆ ท่าทางของชูเฟินตอนนี้ ดูเหมือนจะตั้งใจเลี้ยงดูปูเสื่ออวิ๋นซูราวกับเป็นลูกสาวแท้ๆ ของตัวเองเลยทีเดียว

แต่แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน

หนูอวิ๋นซู คู่ควรกับความรักความเอ็นดูเหล่านี้แล้วล่ะ!

งานเลี้ยงแต่งงานดำเนินไปอย่างยาวนานกว่าหนึ่งชั่วโมงจึงเสร็จสิ้น

ในฐานะบ่าวสาวป้ายแดง หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ จี้หวยหนานและเสิ่นอวิ๋นซูก็ขอตัวกลับเข้าห้องหอก่อนเวลา ส่วนปัญหาอื่นๆ ที่เหลือหลังจากนั้น ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของโจวชูเฟินและป้าฮวากับคนอื่นๆ จัดการไป

แต่ถึงอย่างนั้น หลังจากงานเลี้ยงเลิกรา จี้หวยหนานก็ยังคงเดินไปส่งสหายร่วมรบกลับทีละคนๆ

เขารู้ดีว่า ตารางการฝึกของบรรดาสหายร่วมรบนั้นแน่นขนัดและยุ่งเหยิงมากเพียงใด การที่พวกเขาสามารถลางานมาร่วมงานแต่งงานของเขาได้นั้น ถือเป็นเรื่องที่ยากลำบากมาก

นี่ไง เพิ่งจะกินเลี้ยงเสร็จ พวกเขาก็ต้องรีบร้อนกลับไปกันแล้ว

จี้หวยหนานสวมกอดพวกเขาเรียงตัวทีละคน พร้อมกับทอดสายตามองส่งพวกเขากลับไป

ภายในใจของจี้หวยหนานรู้สึกสะท้อนใจอย่างบอกไม่ถูก

ตอนนี้เขาได้โอนย้ายสายงานมาทำงานที่สถานีตำรวจแล้ว การจากลากันในครั้งนี้ ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะได้กลับมาพบกันอีก

แต่ว่าไม่ว่าวันข้างหน้าจะได้กลับมาพบกันอีกเมื่อไหร่ มิตรภาพระหว่างสหายร่วมรบของพวกเขาก็จะไม่มีวันจืดจางหายไปไหนอย่างแน่นอน

…

ทางด้านเสิ่นอวิ๋นซู งานเลี้ยงแต่งงานดำเนินไปอย่างราบรื่น บรรยากาศอบอวลไปด้วยความสุขและความชื่นมื่น

ส่วนทางด้านเสิ่นอวิ๋นซิ่วนั้น

มีเพียงคำว่า 'พังพินาศ' คำเดียวเท่านั้นที่สามารถนำมาอธิบายได้

หลังจากที่เมิ่งเจวี๋ยปั่นจักรยานพาเสิ่นอวิ๋นซิ่วมาถึงบ้านตระกูลเมิ่ง

หลี่อวิ๋นเสวี่ย แม่ของเมิ่งเจวี๋ยก็ต่อว่าทั้งคู่ทันทีที่มาสาย และหลังจากที่ได้พิจารณาเสื้อผ้าหน้าผมของเสิ่นอวิ๋นซิ่วแล้ว เธอก็รู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก ถึงแม้จะฟังคำอธิบายจากเมิ่งเจวี๋ยแล้ว แต่ใบหน้าของหลี่อวิ๋นเสวี่ยก็ยังคงบึ้งตึงอยู่ดี

อย่างไรก็ตาม เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว ต่อให้แม่ของเมิ่งเจวี๋ยจะโกรธหรือรู้สึกไม่พอใจมากแค่ไหน แต่ในเมื่อแขกเหรื่อก็มารอกันเต็มงานแล้ว งานเลี้ยงแต่งงานก็ต้องดำเนินต่อไปอยู่ดี

เพียงแต่…

สิ่งที่เสิ่นอวิ๋นซิ่วคาดไม่ถึงก็คือ ภายในงานเลี้ยงแต่งงานครั้งนี้ จะมีบรรดาหญิงสาวที่แอบปลื้มเมิ่งเจวี๋ยเข้ามาร่วมงานด้วย

โดยมีกวนจูจู ลูกพี่ลูกน้องของเมิ่งเจวี๋ยเป็นแกนนำ

แม่ของกวนจูจูคือน้องสาวของแม่เมิ่งเจวี๋ย สองพี่น้องสนิทสนมกันมาตั้งแต่เด็ก แม้ว่าในภายหลังต่างคนต่างแต่งงานมีครอบครัวไปแล้ว แต่ความสัมพันธ์ก็ยังคงแนบแน่นเหมือนเดิม

กวนจูจูคนนี้ ก็คือลูกสาวที่เกิดจากน้องสาวของแม่เมิ่งเจวี๋ยนั่นเอง

ฐานะทางบ้านก็ถือว่ามีอันจะกิน และกวนจูจูก็แอบชอบเมิ่งเจวี๋ยผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว

ในยุคสมัยนี้ กฎหมายยังไม่ได้มีการห้ามการแต่งงานในหมู่เครือญาติ

ดังนั้น การที่ลูกพี่ลูกน้องจะแต่งงานกันก็ยังมีให้เห็นอยู่บ้างประปราย

ด้วยเหตุนี้ กวนจูจูจึงตั้งหน้าตั้งตารอคอยที่จะได้แต่งงานกับเมิ่งเจวี๋ยมาโดยตลอด

แต่ช่างน่าเสียดาย ที่เมิ่งเจวี๋ยกลับมองเธอเป็นแค่น้องสาวคนหนึ่งเท่านั้น

และในเวลาต่อมา กวนจูจูก็ได้ข่าวว่า เมิ่งเจวี๋ยไปสารภาพรักกับผู้หญิงคนหนึ่งในโรงเรียนเดียวกัน และในที่สุดทั้งสองคนก็ตกลงคบหากัน

ตอนนั้น กวนจูจูรู้สึกประหลาดใจและอยากรู้อยากเห็นเป็นอย่างมาก

เธอจึงหาโอกาสแอบไปดูหน้าผู้หญิงที่ชื่อเสิ่นอวิ๋นซูคนนั้น

พูดก็พูดเถอะ ในแวบแรกที่ได้เห็นเสิ่นอวิ๋นซู ถึงแม้กวนจูจูจะไม่อยากยอมรับ แต่เสิ่นอวิ๋นซูก็สวยและมีเสน่ห์มากกว่าเธอจริงๆ

และหลังจากนั้น เธอก็ได้มีโอกาสพูดคุยกับเสิ่นอวิ๋นซูอยู่บ้าง ซึ่งเสิ่นอวิ๋นซูก็ทำให้เธอรู้สึกประทับใจไม่น้อย

ถึงแม้กวนจูจูจะยังตัดใจจากเมิ่งเจวี๋ยไม่ได้

แต่เธอก็รู้สึกว่า ถ้าต้องมาแข่งกับเสิ่นอวิ๋นซู เธอก็คงสู้ไม่ได้หรอก โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นสายตาของเมิ่งเจวี๋ยที่มีแต่เสิ่นอวิ๋นซูเพียงคนเดียว

เธอจึงยอมถอดใจไปเกือบหมดแล้ว

เธอยอมรับว่าเมิ่งเจวี๋ยกับเสิ่นอวิ๋นซูเป็นคู่รักกัน และเธอคิดว่า หากทั้งสองคนได้ครองคู่กันจริงๆ เธอก็ยินดีที่จะอวยพรให้

แต่เมื่อไม่นานมานี้ จู่ๆ ก็มีข่าวลือแพร่สะพัดออกมาว่า เมิ่งเจวี๋ยลูกพี่ลูกน้องของเธอ ไปมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้หญิงคนอื่นเสียแล้ว!