สินสอดมหาศาล
สินสอดมหาศาล
เสิ่นอวิ๋นซิ่วฝืนกล้ำกลืนความโกรธเดินกลับบ้าน
เธอกระซิบบอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าไม่เป็นไร
พวกเขาอยากจะพูดอะไรก็ปล่อยให้พูดไปเถอะ ถึงจะพูดให้ปากฉีก เธอก็ไม่ได้เนื้อหลุดไปสักชิ้นหรอก
รอให้เธอแต่งงานกับเมิ่งเจวี๋ยและกลายเป็นภรรยามหาเศรษฐีอันดับหนึ่งเมื่อไหร่ พวกนี้ก็ต้องคลานเข่ามาเลียรองเท้าเธออยู่ดี
ถึงตอนนั้น ค่อยรอดูแล้วกันว่าเธอจะจัดการกับคนพวกนี้ยังไง!
แต่ว่า…
เสิ่นอวิ๋นซูไปดูตัวกับจี้หวยหนานแล้วงั้นเหรอ แถมดูเหมือนการดูตัวจะราบรื่นดีจนตกลงคบกันแล้วด้วย? จี้หวยหนานถึงขั้นมาส่งเสิ่นอวิ๋นซูด้วยตัวเองเลยงั้นสิ
แบบนี้แปลว่าเสิ่นอวิ๋นซูตั้งใจจะแต่งงานกับจี้หวยหนานจริงๆ น่ะสิ
นี่เสิ่นอวิ๋นซูหลงใหลในรูปร่างหน้าตาของจี้หวยหนานงั้นเหรอ
ความจริงแล้ว ในชาติก่อน การที่จี้หวยหนานมีแม่เป็นเจ้าหญิงนิทรา แถมยังแต่งงานเพื่อแก้เคล็ด เขาจึงไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีสำหรับการแต่งงานเลยแม้แต่น้อย
แต่เสิ่นอวิ๋นซิ่วในตอนนั้นกลับหลงใหลในรูปร่างหน้าตาของเขา
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า จี้หวยหนานคือผู้ชายที่หล่อเหลาและมีเสน่ห์ดึงดูดใจที่สุดเท่าที่เธอเคยพบมา
เพียงแค่ไปยืนอยู่ข้างๆ เขา ก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกปลอดภัยอย่างเต็มเปี่ยม แค่มองตาเขาแวบเดียว เธอก็รู้ได้ทันทีว่าจี้หวยหนานคือลูกผู้ชายตัวจริงที่พึ่งพาได้
ผู้ชายแบบนี้ มีหรือที่จะไม่ดึงดูดใจคน
ต่อให้เป็นผู้ชายที่ดูสุขุมนุ่มลึกและสุภาพเรียบร้อยอย่างเมิ่งเจวี๋ย ก็ยังเทียบไม่ติดเลยสักนิด
ดังนั้น ในชาติก่อน ต่อให้พ่อแม่ของเธอจะรังเกียจจี้หวยหนานแค่ไหน เธอก็ดึงดันที่จะแต่งงานกับเขาให้ได้
แต่ใครจะไปคิดว่า การแต่งงานครั้งนั้น จะนำพามาซึ่งชีวิตอันแสนรันทดของเธอ
ยิ่งเมื่อได้กลับชาติมาเกิดใหม่ เธอก็ตระหนักได้ว่า แม้จี้หวยหนานจะดีเลิศแค่ไหน แต่ก็แต่งงานด้วยไม่ได้เด็ดขาด
แน่นอนว่า ตอนนี้เธอแย่งเมิ่งเจวี๋ยมาได้แล้ว ถ้าเสิ่นอวิ๋นซูได้แต่งงานกับจี้หวยหนานก็คงจะดีไม่น้อย
เธอไม่ได้อยากเห็นเสิ่นอวิ๋นซูกับจี้หวยหนานมีความสุข หรือรักใคร่กลมเกลียวกันหรอกนะ
เธออยากจะเห็นเสิ่นอวิ๋นซูแต่งงานกับจี้หวยหนาน แล้วคืนนั้นแม่จี้ผู้เป็นแม่สามีก็มาด่วนจากไป เธออยากจะเห็นจี้หวยหนานต้องมาตายในหน้าที่เหมือนในชาติก่อน
แบบนี้ เสิ่นอวิ๋นซูก็จะไม่ใช่แค่ตัวกาลกิณีที่กินพ่อกินแม่ แต่จะกลายเป็นตัวซวยที่กินสามีและครอบครัวฝั่งสามีด้วย
หากเป็นเสิ่นอวิ๋นซูในสภาพนั้น ต่อให้เมิ่งเจวี๋ยจะรักมากแค่ไหน ครอบครัวเมิ่ง โดยเฉพาะคุณนายเมิ่ง ก็จะไม่มีวันยอมให้เธอแต่งเข้าบ้านเด็ดขาด
เธอต้องการให้เสิ่นอวิ๋นซูที่เคยมีความสุขและสูงส่งอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ในชาติก่อน ต้องร่วงหล่นลงมาคลุกฝุ่น และถูกผู้คนรังเกียจเดียดฉันท์และรุมสาปแช่ง
ดังนั้น เสิ่นอวิ๋นซู แต่งเลยสิ แกต้องแต่งงานกับจี้หวยหนานให้ได้นะ!
เสิ่นอวิ๋นซิ่วเดินกลับบ้านด้วยใบหน้าบึ้งตึง
ภายในบ้าน น้องชายคนเล็กของเธอที่กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมต้นกำลังตักลูกพีชกระป๋องกินอย่างเอร็ดอร่อย พอเห็นพี่สาวเดินเข้ามา เขาก็แค่ปรายตามองแวบเดียว แล้วก็หันกลับไปสนใจของกินตรงหน้าต่อ โดยไม่เอ่ยปากถามไถ่อะไรสักคำ
แม่ของเธอ เหยาชุ่ยอวี้ กำลังง่วนอยู่กับการทำอาหารในครัว จึงยังไม่ทันสังเกตเห็นว่าเธอกลับมาแล้ว
ส่วนพ่อของเธอ เสิ่นเหลาเยา กำลังนั่งฟังเรื่องเล่าจากวิทยุพลางสูบบุหรี่ไปด้วย พอเห็นเสิ่นอวิ๋นซิ่วเดินเข้ามา เขาก็ไม่ได้แม้แต่จะเหลือบตามอง
ในห้องข้างๆ มีเสียงความเคลื่อนไหวดังแว่วมา เสิ่นอวิ๋นซิ่วรู้ดีว่านั่นคือพี่ชายคนโตและพี่สะใภ้ของเธอ
ตอนนั้นเอง เหยาชุ่ยอวี้ก็ได้ยินเสียงฝีเท้า พอเห็นว่าเป็นเสิ่นอวิ๋นซิ่ว หล่อนก็รีบกวักมือเรียก "ซิ่วซิ่วกลับมาแล้วเหรอลูก รีบเข้ามาช่วยแม่ในครัวเร็วเข้า"
เสิ่นอวิ๋นซิ่วอยากจะกลับเข้าห้องตัวเองใจจะขาด แต่สุดท้ายเธอก็ยังคงทำตามความเคยชินในชาติก่อน ยอมเดินเข้าไปในครัวเพื่อเป็นลูกมือให้แม่ ดูจากท่าทางของหล่อนแล้ว คงมีเรื่องจะพูดกับเธอสินะ เธอเองก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าหล่อนจะพูดเรื่องอะไร
ตั้งแต่เล็กจนโต ในฐานะลูกสาวคนเดียวของบ้าน เธอต้องคอยช่วยแม่ทำงานบ้านมาโดยตลอด
ในชาติก่อน เธอถูกแม่เป่าหูจนหลงเชื่อและทำจนชิน แต่เมื่อได้รู้ธาตุแท้ของคนในครอบครัวจากชาติก่อนแล้ว หลังจากเกิดใหม่ เสิ่นอวิ๋นซิ่วก็ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่า จะไม่มีวันยอมให้ครอบครัวฝั่งตัวเองสูบเลือดสูบเนื้ออีกต่อไป
"ซิ่วซิ่วเอ๊ย ได้ยินว่าวันนี้ลูกไปจดทะเบียนสมรสกับเมิ่งเจวี๋ยแล้วเหรอ แล้วเรื่องสินสอดล่ะว่ายังไง พ่อของเมิ่งเจวี๋ยเป็นถึงผู้อำนวยการโรงงานอาหาร บ้านนั้นรวยจะตายไป สินสอดต้องไม่ใช่น้อยๆ แน่ แถมยังต้องมีของสี่อย่างด้วย ทางที่ดีนะ ฝากฝังให้พี่ชายลูกเข้าไปทำงานในโรงงานอาหาร เป็นหัวหน้าแผนกอะไรสักอย่างก็คงจะดีไม่น้อย"
"แม่ว่าเรียกสินสอดสัก 5,000 หยวนก็ยังได้ ในเมื่อในท้องลูกมีหลานชายของตระกูลเมิ่งอยู่นี่นา ตระกูลเมิ่งมีทายาทสืบสกุลแค่คนเดียวมาสามรุ่นแล้ว ถ้าพวกเขาอยากได้หลานคนนี้จริงๆ ยังไงก็ต้องยอมจ่ายแน่ๆ"
ทันทีที่เสิ่นอวิ๋นซิ่วก้าวเท้าเข้าครัว เหยาชุ่ยอวี้ก็รีบซักไซ้ไล่เลียง แถมยังออกความคิดเห็นให้เสร็จสรรพ แววตาของหล่อนเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและละโมบ
แม้ว่าคำพูดเหล่านี้ จะเป็นคำพูดที่เธอเคยได้ยินมาแล้วในชาติก่อน แต่เมื่อได้ฟังอีกครั้ง เสิ่นอวิ๋นซิ่วก็ยังรู้สึกโกรธแค้นอยู่ดี
ในชาติก่อน ตอนที่เธอจะแต่งงานกับจี้หวยหนาน แม่ของเธอเรียกสินสอดจากจี้หวยหนาน 3,000 หยวน พร้อมกับของสี่อย่าง และยังบังคับให้จี้หวยหนานใช้เส้นสายหาตำแหน่งงานให้พี่ชายไม่เอาถ่านของเธอด้วย
มาคราวนี้ พอเธอจะแต่งงานกับเมิ่งเจวี๋ย แม่เธอกลับโก่งราคาขึ้นไปอีก
5,000 หยวนงั้นเหรอ ในยุคสมัยนี้ ต่อให้จะรวยล้นฟ้าแค่ไหน จะมีบ้านไหนบ้าจี้เอาเงิน 5,000 หยวนมาเป็นสินสอดบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเธอรู้ดีว่า ในชาติก่อน เงินสินสอดทั้งหมดตกไปอยู่ในกระเป๋าของแม่ แล้วสุดท้ายก็ถูกเอาไปปรนเปรอพี่ชายไม่เอาถ่าน ไม่ก็เอาไปให้น้องชายจอมขี้เกียจและเห็นแก่ตัวจนหมด
โดยไม่เคยนึกถึงเธอเลยสักนิด
ไม่มีแม้แต่เงินก้นถุงติดตัวให้เธอไว้ป้องกันตัว
ราวกับหล่อนขายลูกสาวกินก็ไม่ปาน
แถมยังจะให้เธอเอาเด็กในท้องไปข่มขู่ตระกูลเมิ่งอีก หล่อนไม่กลัวบ้างเลยหรือไง ว่าถ้าตระกูลเมิ่งเห็นว่าครอบครัวของเธอโลภมากจนเกินงาม แล้วเกิดไม่สนใจเด็กในท้อง และทิ้งเธอไปขึ้นมา เธอจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน เธอไม่กลายเป็นผู้หญิงท้องไม่มีพ่อที่ถูกชาวบ้านรุมสาปแช่งหรอกหรือ
ไหนจะพี่ชายไม่เอาถ่านของเธออีก ยังกล้าหวังจะไปเป็นหัวหน้าแผนก
ไม่ดูสารรูปตัวเองเลยว่าเป็นพวกอันธพาลข้างถนน มีปัญญาอะไรถึงกล้าฝันอยากจะเป็นหัวหน้าแผนกในโรงงานอาหาร ช่างน่าขันสิ้นดี
เสิ่นอวิ๋นซิ่วอดไม่ได้ที่จะนึกถึงเรื่องราวในชาติก่อน
ในชาติก่อน หลังจากที่เธอติดโรคสกปรก เธอซมซานกลับมาที่เมืองเซิน หวังจะพึ่งพาครอบครัวฝั่งตัวเอง
แต่คนพวกนี้ทำยังไงกับเธอล่ะ
ทุกคนทำเหมือนเธอเป็นตัวเชื้อโรค รังเกียจเดียดฉันท์และตีตัวออกห่าง ไม่มีใครยอมยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเธอแม้แต่น้อย ซ้ำยังไม่ยอมรับเธอเป็นคนในครอบครัวด้วยซ้ำ ขนาดเธอป่วย พวกเขาก็ยังไม่ยอมให้เธอยืมเงินไปรักษาตัวเลย
เสิ่นอวิ๋นซิ่วยังจำได้ดีว่า ในชาติก่อน ตอนที่เธอไปหาพวกเขาถึงที่บ้าน ท่ามกลางพายุฝนที่ตกกระหน่ำ เธอถูกไล่ตะเพิดออกมา เธอต้องยืนตากฝนอยู่ตรงนั้นนานแค่ไหนก็ไม่อาจรู้ได้ หยาดฝนที่เย็นเฉียบสาดกระเซ็นใส่ร่างของเธอ มันช่างหนาวเหน็บเหลือเกิน แต่หัวใจของเธอกลับหนาวเหน็บยิ่งกว่าหยาดฝนพวกนั้นเสียอีก
เป็นเพราะถูกไล่ตะเพิดออกมาตากฝน ร่างกายที่อ่อนแอเพราะอาการป่วยอยู่แล้วจึงยิ่งทรุดหนัก เธอทนรับความเจ็บปวดไม่ไหว และตรอมใจตายข้างถนนในอีกไม่กี่วันต่อมา
ในเมื่อชาติก่อนคนพวกนี้ใจร้ายกับเธอได้ถึงเพียงนั้น ชาตินี้ ก็อย่าหวังว่าเธอจะยอมช่วยเหลืออะไรพวกเขาอีก
รอให้เธอแต่งงานกับเมิ่งเจวี๋ยก่อนเถอะ เธอจะคอยดูพวกเขากราบกรานขอร้อง คอยเลียแข้งเลียขาเธอ แต่ก็ไม่มีวันได้ในสิ่งที่ต้องการ
"ซิ่วซิ่ว แม่คุยกับลูกอยู่นะ ทำไมไม่ตอบล่ะ"
เสิ่นอวิ๋นซิ่วเงยหน้ามองแม่แวบหนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าก้มตาเด็ดผักในมือต่อ แล้วถามกลับไปว่า "เรื่องของฉันกับเมิ่งเจวี๋ย แม่รู้ได้ยังไง"
"จะไม่รู้ได้ยังไงล่ะ ก็คนเขาลือกันให้แซ่ดไปทั้งลานบ้านรวมแล้วน่ะสิ"
มือที่กำลังเด็ดผักของเสิ่นอวิ๋นซิ่วชะงักงัน
ลือกันไปทั่วลานบ้านรวมแล้ว ในเมื่อแม่ของเธอรู้เรื่อง ข่าวลือแย่ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อตัวเธอ แม่ก็ต้องรู้ด้วยแน่ๆ แต่ทำไมแม่ถึงไม่ออกไปแก้ต่างให้เธอเลยล่ะ หรือเป็นเพราะเธอไม่มีค่าพอให้ต้องออกตัวปกป้องงั้นเหรอ
เมื่อคิดมาถึงจุดนี้ หัวใจของเสิ่นอวิ๋นซิ่วก็เย็นเฉียบลง
"ที่แม่พูดไปเมื่อกี้ ลูกได้ยินหรือเปล่า"
"ได้ยินแล้วค่ะ ถ้าตระกูลเมิ่งยอมให้สินสอดมา 5,000 หยวน พร้อมกับของสี่อย่างจริงๆ สินสอดทั้งหมดนี่ก็ต้องให้แม่ ส่วนของสี่อย่างก็ต้องเอาไว้ที่บ้านใช่ไหมคะ" เสิ่นอวิ๋นซิ่วถามเสียงเรียบ แม้จะรู้คำตอบอยู่เต็มอก แต่ก็ยังดึงดันที่จะถามออกไป บางที เธออาจจะแค่อยากพิสูจน์อะไรบางอย่างก็ได้ พิสูจน์ว่าในใจของคนในครอบครัว เธอก็ยังพอมีความสำคัญอยู่บ้าง
แต่ความคาดหวังของเสิ่นอวิ๋นซิ่ว ก็ถูกกำหนดไว้แล้วว่าต้องพังทลายลง