เสิ่นอวิ๋นซูอาการกำเริบ
เสิ่นอวิ๋นซูอาการกำเริบ
สภาพของเสิ่นอวิ๋นซูตอนนี้ ดูยังไงก็เหมือนคนอาการกำเริบ ทำให้เพื่อนร่วมงานตกใจกันไปตามๆ กัน
แน่นอนว่าเสิ่นถิงอวี้และสวี่ชางซุ่นก็ตกใจเช่นกัน
นี่มันเกิดอะไรขึ้น
เพื่อนร่วมงานหลายคนรีบเข้ามาประคองเสิ่นอวิ๋นซูที่ดูอ่อนแรงไว้
"อวิ๋นซู เธอเป็นอะไรไป ตกใจจนอาการกำเริบเหรอ อย่าทำให้พวกเราตกใจสิ"
"พวกคุณสองคนเป็นบ้าอะไร มาจดทะเบียนก็จดไปสิ จะตบโต๊ะเสียงดังทำไม มาระเบิดอารมณ์ที่สำนักงานเขตของเราทำไม พวกคุณรู้ไหมว่าอวิ๋นซูเป็นโรคหัวใจ ถ้าเธอเป็นอะไรขึ้นมา พวกคุณรับผิดชอบไหวไหม?!"
"คิดว่าที่นี่เป็นบ้านตัวเองหรือไง คิดว่าพวกเราเป็นพ่อเป็นแม่พวกคุณหรือไงฮะ"
"..."
เพื่อนร่วมงานหลายคนรุมต่อว่าทั้งสองคนเป็นชุด พร้อมกับรีบหายาให้เสิ่นอวิ๋นซูกินอย่างร้อนรน
เมื่อเห็นเพื่อนร่วมงานร้อนรนและเป็นห่วงขนาดนี้ เสิ่นอวิ๋นซูก็รู้สึกผิดอยู่ในใจ แต่ในเมื่อเริ่มเล่นละครแล้ว ก็ต้องเล่นให้จบ
เสิ่นอวิ๋นซูคิดว่า หลังจากนี้คงต้องหาของมาตอบแทนเพื่อนร่วมงานเพื่อปลอบขวัญพวกเขาสักหน่อยแล้ว
"ฉัน... ฉันไม่เป็นไรค่ะ พักสักหน่อยก็คงดีขึ้น ฉันแค่ตกใจเขาเท่านั้นเอง" เสิ่นอวิ๋นซูซบลงในอ้อมแขนเพื่อนร่วมงานอย่างอ่อนแรง พลางชี้นิ้วไปที่สวี่ชางซุ่น
สภาพของเสิ่นอวิ๋นซู ประกอบกับการปกป้องจากเพื่อนร่วมงาน ทำให้สวี่ชางซุ่นอึ้งไปชั่วขณะ ไม่รู้จะพูดอะไรดี
แม้แต่เสิ่นถิงอวี้เองก็ยังตกใจ
"พี่ชางซุ่น ทำไมพี่ถึงตบโต๊ะแบบนั้นล่ะคะ!"
เสิ่นถิงอวี้หันไปต่อว่าสวี่ชางซุ่น
"ก็พี่ไม่รู้นี่ว่าเขาป่วย"
เสิ่นอวิ๋นซู : แกนั่นแหละที่ป่วย!
เสิ่นอวิ๋นซูพูดไม่ผิดหรอก สวี่ชางซุ่นคนนี้ป่วยจริงๆ แม้ในนิยายจะไม่ได้บอกตรงๆ แต่นักเขียนก็เขียนบอกไว้ในตอนท้ายว่า สวี่ชางซุ่นเป็นโรคไบโพลาร์
"ขอโทษค่ะ พวกเราไม่ทราบจริงๆ ว่าเธอเป็นโรคหัวใจ"
"พี่ชางซุ่นไม่ได้ตั้งใจหรอกค่ะ"
"พวกเราแค่มาจดทะเบียนสมรสเท่านั้นเอง"
"ไม่ต้องจดทะเบียนอะไรทั้งนั้นแหละ รีบออกไปเลย พวกเราไม่รับเรื่องของพวกคุณแล้ว"
ถ้าไม่ใช่เพราะเสิ่นอวิ๋นซูคอยห้ามปรามเพื่อนร่วมงานด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง ไม่แน่ว่าเพื่อนร่วมงานอาจจะรั้งสองคนนี้ไว้ แล้วเรียกเก็บค่าทำขวัญแล้วก็ได้
สุดท้าย เสิ่นถิงอวี้และสวี่ชางซุ่นก็ถูกไล่ตะเพิดออกมา
"ขอโทษค่ะ ขอโทษจริงๆ ค่ะ พวกเราจะไปเดี๋ยวนี้แหละ"
เสิ่นถิงอวี้จะกล้าชักช้าได้ยังไง เธอรีบลากสวี่ชางซุ่นออกไปทันที
หลังจากทั้งสองคนจากไป เสิ่นอวิ๋นซูก็ค่อยๆ อาการดีขึ้น
"อวิ๋นซู เธอไม่เป็นไรแล้วจริงๆ นะ เมื่อกี้ทำเอาพวกเราใจหายใจคว่ำหมดเลย"
"ไอ้ผู้ชายคนนั้นมันเลวชาติจริงๆ มาขอร้องให้พวกเราช่วยแท้ๆ ยังกล้าตบโต๊ะถลึงตาใส่อีก"
"อวิ๋นซูจ๊ะ วันหลังถ้าสองคนนี้มาอีก ดึงเรื่องให้ช้าๆ เลยนะ ให้มันรู้สำนึกซะบ้าง"
"ใช่ ต้องทำแบบนั้นแหละ ทุกคนจำหน้าไอ้ผู้ชายคนเมื่อกี้ไว้ให้ดีนะ ถ้าพวกมันมาอีก ดึงเรื่องให้ช้าๆ หลายๆ รอบเลย"
"ใช่ ต้องแก้แค้นให้อวิ๋นซู"
พวกเขาทำงานที่สำนักงานเขตนะ มีแต่คนมาขอร้องให้ช่วย ไม่เคยเจอใครกล้าระเบิดอารมณ์ใส่แบบนี้เลย
จะดึงเรื่องให้ช้าๆ ก็สมเหตุสมผลดี
การกระทำของเพื่อนร่วมงานเข้าทางเสิ่นอวิ๋นซูพอดี
เธอรู้ดีว่าในยุคนี้ อย่าว่าแต่เจ้าหน้าที่รัฐเลย แม้แต่พนักงานขายในร้านสหกรณ์ หรือพนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารของรัฐ ก็ยังทำตัวหยิ่งยโสโอหัง ถึงขนาดด่าทอลูกค้าให้เห็นอยู่บ่อยๆ
ในยุคนี้ ไม่มีคำว่าจิตบริการหรอกนะ
และแน่นอนว่าทุกคนก็มองว่าเป็นเรื่องปกติ
ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ใหญ่คับฟ้าเชียวล่ะ
ถ้าไม่พอใจขึ้นมา ก็สามารถสร้างอุปสรรคให้คุณได้สารพัด จนคุณต้องยอมแพ้ไปเอง
ดังนั้น ตอนที่เพื่อนร่วมงานสำนักงานเขตพูดว่าจะดึงเรื่องของเสิ่นถิงอวี้และสวี่ชางซุ่น จึงพูดได้อย่างเป็นธรรมชาติมาก
เสิ่นอวิ๋นซูรู้สึกว่าเพื่อนร่วมงานของเธอน่ากลัวเหมือนกันนะ แต่ก็ปกป้องเธอดีเหลือเกิน
"เออใช่ อวิ๋นซู เมื่อกี้ทำไมเธอถึงขอใบรับรองจากผู้อำนวยการโรงเรียนกับผู้หญิงคนนั้นล่ะ เดี๋ยวนี้มีกฎแบบนี้ด้วยเหรอ" เพื่อนร่วมงานถามอย่างไม่เข้าใจ
เสิ่นอวิ๋นซูส่ายหน้า
"ฉันแกล้งพูดไปงั้นแหละค่ะ"
"ผู้ชายคนนั้นไม่ใช่คนดีอะไรเลย ฉันไม่อยากให้พวกเขาแต่งงานกัน กลัวผู้หญิงคนนั้นจะโดนหลอกค่ะ"
"ที่จริงฉันรู้จักทั้งสองคนนั้นนะคะ แต่พวกเขาไม่รู้จักฉันหรอก"
"ฉันตั้งใจว่าจะหาเวลาไปคุยกับผู้หญิงคนนั้น เล่าให้เธอฟังว่าผู้ชายคนนั้นเลวร้ายแค่ไหน เธอจะได้เลิกล้มความคิดที่จะแต่งงานกับผู้ชายคนนี้ไงคะ"
"อ้อ อย่างนี้นี่เอง" เพื่อนร่วมงานร้องอ๋อ
เสิ่นอวิ๋นซูถอนหายใจ "ฉันคิดว่า การแต่งงานสำหรับผู้หญิงเป็นเรื่องสำคัญมาก เหมือนได้เกิดใหม่อีกครั้งเลยนะคะ ฉันก็เลยไม่อยากให้ผู้หญิงคนนี้เลือกผิดพลาด อยากให้เธอเบิกตากว้างๆ แล้วดูให้ชัดๆ ค่ะ"
คำพูดของเสิ่นอวิ๋นซูทำให้เพื่อนร่วมงานรู้สึกเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง
"ใช่เลย การได้แต่งงานเข้าบ้านสามีที่ดี มีสามีที่ดี เป็นเรื่องสำคัญมากจริงๆ"
"แถวบ้านฉันนะ มีผู้หญิงคนหนึ่ง เดิมทีครอบครัวก็มีฐานะดี ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข แต่พอมองคนผิด แต่งงานไป กลับโดนแม่สามีใจร้ายกลั่นแกล้งสารพัด ส่วนสามีก็เป็นพวกขี้ขลาด ไม่กล้าปริปากพูดอะไรเลย สุดท้ายรู้ไหมเกิดอะไรขึ้น ผู้หญิงคนนั้นโดนแม่สามีตีจนตายเลยนะ"
"ตายจริง เป็นไปได้ไง"
"..."
บางทีอาจเป็นเพราะสะเทือนใจกับเรื่องราวที่เล่า เพื่อนร่วมงานต่างก็พากันเล่าเรื่องที่ตัวเองเคยเจอ หรือเคยได้ยินมาให้ฟังกันอย่างออกรส
เสิ่นอวิ๋นซูก็ยินดีรับบทเป็นผู้ฟังที่ดี นั่งฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ
ทว่า ระบบกลับไม่แจ้งว่าเธอทำภารกิจสำเร็จ
นั่นหมายความว่า ภารกิจนี้ยังไม่เสร็จสิ้น
เสิ่นถิงอวี้และสวี่ชางซุ่นอาจจะกลับมาจดทะเบียนอีกก็ได้
เธอสามารถขัดขวางได้ครั้ง สองครั้ง สามครั้ง แต่จะขัดขวางไปตลอดไม่ได้
ดังนั้น ต้องรีบหาทางทำให้เสิ่นถิงอวี้เห็นธาตุแท้ของสวี่ชางซุ่น และสองแม่ลูกจ้าวลี่ผิงให้ได้โดยเร็วที่สุด
สำหรับเสิ่นถิงอวี้ เสิ่นอวิ๋นซูที่เคยอ่านนิยายมาแล้ว ค่อนข้างยอมรับในตัวผู้หญิงคนนี้ทีเดียว
เธอไม่ใช่พวกคลั่งรัก แต่มีสติและมีเหตุผลมากทีเดียว
แต่สวี่ชางซุ่นก็เสแสร้งได้เก่งเกินไป
แถมการพบกันครั้งแรกของพวกเขาก็เป็นแค่แผนการสร้างสถานการณ์วีรบุรุษช่วยหญิงงามที่สวี่ชางซุ่นจัดฉากขึ้นมาเอง
ถึงแม้เสิ่นถิงอวี้จะมีสติ แต่เธอก็ยังเป็นแค่นักเรียน ม.6 อายุ 18 ปี ด้วยความซาบซึ้งใจ บวกกับการเสแสร้งของสวี่ชางซุ่น เธอจึงไม่ได้คิดอะไรมาก
และนั่นก็ทำให้เธอถูกสวี่ชางซุ่นหลอกได้อย่างง่ายดาย
แต่ในเมื่อระบบมอบภารกิจให้ เธอต้องหาทางขัดขวางให้ได้
แน่นอนว่า ต่อให้ไม่มีภารกิจจากระบบ ถ้าเธอรู้เรื่องของสวี่ชางซุ่น เธอก็จะหาทางเตือนเสิ่นถิงอวี้อยู่ดี
ส่วนหลังจากที่เตือนแล้ว เสิ่นถิงอวี้จะเลือกทางไหน นั่นก็เป็นเรื่องของเธอแล้ว
ถึงเสิ่นอวิ๋นซูจะชอบช่วยเหลือคน แต่ก็ไม่ได้เป็นแม่พระที่แบกรับปัญหาของทุกคนไว้
"พี่ชางซุ่น เมื่อกี้ทำไมจู่ๆ พี่ถึงระเบิดอารมณ์แบบนั้นล่ะคะ ตกใจหมดเลย"
"โชคดีนะที่สหายผู้หญิงคนนั้นไม่เป็นอะไร ไม่งั้นละก็..."
เสิ่นถิงอวี้และสวี่ชางซุ่นที่ถูกไล่ตะเพิดออกมา กำลังเดินอยู่บนถนน ในแววตาของเสิ่นถิงอวี้ยังคงมีความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่
เธอไม่ได้พูดปดเลย ท่าทีเกรี้ยวกราดที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันของสวี่ชางซุ่นเมื่อกี้ ทำให้เธอตกใจจริงๆ
ก็แหม จากที่เคยเจอกันก่อนหน้านี้ สวี่ชางซุ่นมักจะแสดงความอ่อนโยนออกมาเสมอ เขาเป็นคนอารมณ์ดีและมีนิสัยดีมาก
สวี่ชางซุ่นไม่เคยโมโหใส่เธอเลยสักครั้ง
คำพูดของเสิ่นถิงอวี้ ทำให้แววตาของสวี่ชางซุ่นที่กำลังเงียบขรึม มีประกายหม่นหมองพาดผ่านไป แต่ก็เพียงแค่แวบเดียวเท่านั้น