LNCrawler

สะกดรอยตาม

ขอบคุณน้องสาวที่ยกสามีสุดประเสริฐคนนี้ให้! ยุค 70 — novel.dek d.com · All chapters

สะกดรอยตาม

จี้หวยหนานพบว่า ความเข้าใจที่เขามีต่อเสิ่นอวิ๋นซูก่อนหน้านี้ยังตื้นเขินเกินไปนัก

ซูซูของเขาน่ะ เป็นหญิงสาวที่มีความคิดลึกซึ้ง มีความรู้ความสามารถและมีพรสวรรค์

เขาช่างโชคดีเหลือเกินที่ได้พบกับซูซู และที่โชคดีไปกว่านั้นคือ หญิงสาวที่แสนดีเช่นนี้กำลังจะกลายมาเป็นภรรยาของเขาในอีกไม่ช้า

สิ่งที่เสิ่นอวิ๋นซูพูดออกมา ล้วนเป็นความรู้สึกของเธอหลังจากที่ได้ดูหนังจบ

และเป็นความในใจของเธอด้วย

เพียงแต่…

เมื่อต้องเผชิญกับเสียงปรบมือและสายตาชื่นชมจากผู้คนมากมาย เธอที่ไม่ค่อยชอบทำตัวโดดเด่นก็รู้สึกเขินอายขึ้นมาบ้างแล้ว

"พวกเราไปกันเถอะค่ะ" เธอรีบเร่งให้จี้หวยหนานเดินออกไป

ในจังหวะที่ทั้งสองคนเดินจากไป ก็มีคนผู้หนึ่งเดินออกมาจากฝูงชน เอาแต่มองตามแผ่นหลังของพวกเขาไป

หากเสิ่นอวิ๋นซูยังอยู่ตรงนี้ ก็คงจะจำได้ทันทีว่าคนตรงหน้าก็คือเมิ่งเจวี๋ย

ช่วงนี้เมิ่งเจวี๋ยอารมณ์ไม่ดี ก็เลยไม่ได้ไปทำงาน

เพราะสถานที่ทำงานคือโรงงานอาหารที่พ่อของเขาเป็นผู้บริหาร เมิ่งเจวี๋ยจึงมีฐานะเทียบเท่ากับลูกชายเจ้าของโรงงานอาหาร

ดังนั้นต่อให้เขาไม่ไปทำงาน ก็ไม่มีใครกล้าว่าอะไร

และตั้งแต่เมิ่งเจวี๋ยได้รู้จากเสิ่นอวิ๋นซิ่วในวันนั้นว่า เสิ่นอวิ๋นซูอาจจะถูกจี้หวยหนานหลอก อาการของแม่จี้ไม่สู้ดีนัก และเสิ่นอวิ๋นซูอาจจะแต่งงานเข้าไปปุ๊บ แม่จี้ก็อาจจะเป็นอะไรไปปั๊บ

เขาก็เอาแต่อยากจะไปหาเสิ่นอวิ๋นซูมาตลอด อยากหาโอกาสคุยกับเสิ่นอวิ๋นซู เพื่อให้เธอล้มเลิกความคิดที่จะแต่งงานกับจี้หวยหนาน

บ่ายวันนี้ เขาไปที่สำนักงานเขตเพื่อจะหาเสิ่นอวิ๋นซู แต่น่าเสียดายที่ถูกเพื่อนร่วมงานของเสี่ยวซูจำหน้าได้ แถมยังโดนพูดจาเยาะเย้ยใส่อีก

"นายคือเมิ่งเจวี๋ยที่แต่งงานกับลูกพี่ลูกน้องของอวิ๋นซูไม่ใช่เหรอ"

"นายทิ้งอวิ๋นซูไปแล้ว จะมาหาอวิ๋นซูทำไมอีก?!"

"อะไรกัน อยากจะจับปลาสองมือหรือไง"

"แต่น่าเสียดายนะ อวิ๋นซูของเราหาคนรักที่ดีกว่าได้แล้ว คนรักของเธอน่ะ ทั้งแสนดีทั้งหล่อเหลา วันนี้อวิ๋นซูก็ไปเดตกับแฟนของเธอ เพราะงั้นนายอย่ามาเสียเวลาเปล่าเลย อวิ๋นซูของเราไม่ชอบนายแล้วล่ะ"

"นายรีบไปเถอะ วันหลังก็อย่ามาหาอวิ๋นซูอีก"

เมิ่งเจวี๋ยอยากจะอธิบาย แต่ก็ไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ

สุดท้ายก็ทำได้เพียงเดินคอตกออกมาจากสำนักงานเขตอย่างคนหมดอาลัยตายอยาก

เมื่อนึกถึงเรื่องที่อวิ๋นซูไปเดตกับผู้ชายคนอื่นในวันนี้ เมิ่งเจวี๋ยก็รู้สึกเจ็บปวดใจ

เมิ่งเจวี๋ยรู้ดีว่า เป็นตัวเองที่หักหลังและทอดทิ้งเสิ่นอวิ๋นซูก่อน

เป็นความผิดของเขาเอง

แต่ทว่า วันนี้เขาก็ยังอยากจะหาเสิ่นอวิ๋นซูให้เจอ

อยากจะบอกเสี่ยวซูว่า ต่อให้เธออยากจะแก้แค้นเขา จะทุบตีเขา จะด่าทอเขาก็ได้ แต่ขออย่าได้สุ่มสี่สุ่มห้าหาผู้ชายคนไหนมาทำลายความสุขทั้งชีวิตของตัวเองเลย

ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ยังหวังว่าอนาคตของเสี่ยวซูจะมีความสุข

ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากเห็นเสี่ยวซูไปคบกับคนอื่น เขาเพียงแค่หวังว่าเสี่ยวซูจะเลือกให้ดี จะได้ไม่ถูกผู้ชายเลวๆ หลอกเอา

ดังนั้น เมิ่งเจวี๋ยจึงตั้งใจแน่วแน่ว่า วันนี้จะต้องหาเสิ่นอวิ๋นซูให้เจอและคุยกับเธอให้ได้

เมื่อนึกถึงที่เจ้าหน้าที่ของสำนักงานเขตบอกว่า เสี่ยวซูไปเดตกับผู้ชายคนนั้น

สิ่งแรกที่เมิ่งเจวี๋ยนึกถึงก็คือการไปดูหนัง

เพราะเมื่อก่อน ตอนที่เขากับเสี่ยวซูเดตกันครั้งแรก ก็มาดูหนังนี่แหละ

แต่ตอนนี้ เสี่ยวซูกลับมาดูหนังกับผู้ชายคนอื่น

นี่คือความคิดที่ผุดขึ้นมาในหัวของเมิ่งเจวี๋ย ตอนที่เห็นเสิ่นอวิ๋นซูกับจี้หวยหนานยืนคุยหัวเราะต่อกระซิกกันอยู่หน้าโรงหนัง

เสิ่นอวิ๋นซูและจี้หวยหนานที่ยืนอยู่ตรงนั้น ฝ่ายชายก็หล่อเหลาดูดี ฝ่ายหญิงก็งดงามราวกับภาพวาด เรียกได้ว่าทั้งสองคนที่ยืนอยู่ด้วยกันนั้นช่างเหมาะสมกันราวกับกิ่งทองใบหยก

แต่เมิ่งเจวี๋ยมองยังไงก็รู้สึกขัดหูขัดตา

ทั้งๆ ที่คนที่ควรจะยืนอยู่ข้างกายเสี่ยวซู ควรจะเป็นเขาต่างหากล่ะ

เมิ่งเจวี๋ยรู้สึกเพียงแค่ว่าหัวใจของเขาเจ็บปวดเหลือเกิน ราวกับมีเข็มทิ่มแทง เลือดไหลรินและปวดหนึบอยู่ทุกวินาที

และตอนที่เห็นเสิ่นอวิ๋นซูกับจี้หวยหนานเดินเข้าโรงหนังไปด้วยกัน เขาก็เหมือนผีผลัก ยอมจ่ายเงินราคาแพงเพื่อซื้อตั๋วหนังรอบเดียวกับพวกเขา แล้วเดินตามเข้าไป

เสิ่นอวิ๋นซูกับจี้หวยหนานนั่งดูหนังอยู่แถวหน้า ส่วนเขานั่งอยู่ข้างหลัง ไม่มีกะจิตกะใจจะดูหนังเลย เอาแต่นั่งจ้องพวกเขาทั้งเรื่อง

จนกระทั่งพวกเขาดูหนังจบแล้วเดินออกมา

คำพูดที่เสิ่นอวิ๋นซูเอ่ยออกมาเมื่อครู่นี้ เขาก็ได้ยินเช่นกัน และเขาก็เป็นหนึ่งในคนที่ร่วมปรบมือด้วย

เขารู้สึกว่าเสี่ยวซูพูดได้ดีมากจริงๆ ทำเอาหัวใจของเขาพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที

เขารู้มาตลอดว่าเสี่ยวซูของเขามีความสามารถ

เขาถึงขั้นคิดไปว่า ถ้าการสอบเกาเข่ากลับมาจัดอีกครั้ง หากเสี่ยวซูไปสอบเกาเข่า จะต้องสอบติดมหาวิทยาลัยและได้เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยที่น่าภาคภูมิใจอย่างแน่นอน

เมื่อได้ยินคำพูดของเสิ่นอวิ๋นซูได้รับการยอมรับและเห็นด้วยจากผู้คนมากมาย ได้เห็นผู้คนมากมายชื่นชมเสี่ยวซูถึงเพียงนั้น

ตอนนั้นเมิ่งเจวี๋ยรู้สึกเพียงแค่ความอิ่มเอมใจล้นปรี่อยู่ในอก เพราะเสี่ยวซูที่แสนดีคนนั้น เป็นของเขาไงล่ะ

อ้อ ไม่ใช่สิ เมื่อก่อนน่ะเคยเป็นของเขา แต่ตอนนี้ไม่ใช่แล้ว

เสี่ยวซูในตอนนี้ กำลังยืนอยู่ข้างผู้ชายคนอื่น และยิ้มอย่างมีความสุขเหลือเกิน

เมิ่งเจวี๋ยรู้สึกเจ็บปวดหัวใจเหลือเกิน ราวกับหัวใจถูกควักหายไปส่วนหนึ่ง ทำให้รู้สึกว่างเปล่าอีกครั้ง

แต่เสี่ยวซู ผู้ชายที่ชื่อจี้หวยหนานคนนั้น เขาไม่ได้หวังดีนะ

เขาแต่งงานกับคุณก็เพื่อแก้เคล็ด แต่แม่ของเขาใกล้จะไม่รอดแล้ว

ถ้าคุณแต่งงานเข้าไป ก็มีแต่จะต้องทนรับฟังคำนินทาว่าร้าย

เมื่อนึกถึงจุดประสงค์ของตัวเองในวันนี้ เมิ่งเจวี๋ยก็ยังคงเดินตามไป เขาต้องหาโอกาสคุยกับเสี่ยวซูให้ได้ และบอกความประสงค์ร้ายที่แอบแฝงของผู้ชายคนนั้นให้เสี่ยวซูรู้

เสิ่นอวิ๋นซูไม่รู้เลยว่ามีหางจุกตูดแอบตามหลังมาด้วย

ตอนนี้เธอถูกจี้หวยหนานพามาถึงห้างสรรพสินค้าแล้ว

เพราะก่อนหน้านี้จี้หวยหนานบอกว่าจะซื้อนาฬิกาให้เธอ

เมื่อรู้ว่านาฬิกาข้อมือเป็นส่วนหนึ่งของสินสอด เสิ่นอวิ๋นซูก็ไม่ได้คิดจะปฏิเสธ

เดี๋ยวถ้าเห็นเรือนไหนที่เหมาะสม เธอก็ตั้งใจจะซื้อนาฬิกาให้จี้หวยหนานเรือนหนึ่ง ถือซะว่าเป็นของแทนใจ

ทว่า…

เสิ่นอวิ๋นซูมองห้างสรรพสินค้าตรงหน้า ถ้าเธอจำไม่ผิด ตำแหน่งงานที่โรงงานเหล็กกล้าชดเชยให้เจ้าของร่างเดิมก็คือที่นี่นี่แหละ

และตอนนี้ ตำแหน่งงานนั้น ก็เป็นเสิ่นอวิ๋นซิ่วที่ทำอยู่

เพียงแต่ไม่รู้ว่า ผู้อำนวยการเซียวจะลงมือจัดการเมื่อไหร่ เพื่อทวงตำแหน่งงานนี้คืนมาให้เธอ

อย่าบอกนะว่าจะต้องรอให้เธอแปลเสร็จ แล้วเอาไปให้เขา รอเขาแก้ปัญหาเรื่องเครื่องจักรเสร็จก่อน ถึงจะยอมช่วยเธอจัดการ

ถึงแบบนั้นก็ไม่เป็นไรหรอก แต่ถ้าเป็นแบบนั้น ผู้อำนวยการเซียวก็ดูจะใจจืดใจดำไปหน่อย

เสิ่นอวิ๋นซูอย่างเธอไม่ถึงขั้นต้องไปหลอกลวงใครหรอก

"ซูซู พวกเราเข้าไปกันเถอะ" จี้หวยหนานพูดขึ้น

"ค่ะ"

ทั้งสองคนเดินเข้าไปในห้างสรรพสินค้า จุดหมายชัดเจน ตรงดิ่งไปที่เคาน์เตอร์ขายนาฬิกาทันที

เมื่อเห็นว่าพนักงานขายที่ยืนอยู่ตรงเคาน์เตอร์ขายนาฬิกาไม่ใช่เสิ่นอวิ๋นซิ่ว เสิ่นอวิ๋นซูก็โล่งใจ

เธอไม่ได้กลัวเสิ่นอวิ๋นซิ่วหรอกนะ แค่ไม่อยากให้บรรยากาศดีๆ ในการเดตวันนี้ต้องพังทลายลงเพราะเสิ่นอวิ๋นซิ่วต่างหาก

"ทั้งสองท่านมาดูนาฬิกาหรือคะ"

อาจจะเป็นเพราะเห็นว่าการแต่งกายและรูปร่างหน้าตาของเสิ่นอวิ๋นซูกับจี้หวยหนานดูดีมาก พนักงานขายหญิงคนนั้นจึงทักทายทั้งสองคนอย่างกระตือรือร้น

ในยุคนี้ ไม่มีหรอกนะคำว่าลูกค้าคือพระเจ้า และก็ไม่มีจิตบริการอะไรด้วย

ถ้าเป็นคนที่แต่งตัวดูซอมซ่อหน่อย หากเอ่ยปากถาม พนักงานขายพวกนั้นก็คงจะไม่สนใจเลยด้วยซ้ำ

เผลอๆ อาจจะตอกกลับมาว่า : ถามทำไม มีปัญญาซื้อหรือไง?!