เขียนจดหมาย
เขียนจดหมาย
หลังจากที่เสิ่นอวิ๋นซิ่วและเมิ่งเจวี๋ยจากไป เสิ่นอวิ๋นซูก็กลับมาทำงานของเธอต่อ
เจ้าหน้าที่ประจำจุดจดทะเบียนสมรสมีเพียงสองคนเท่านั้น และเธอคือหนึ่งในนั้น
หลังจากเสิ่นอวิ๋นซูทำภารกิจแรก นั่นคือการจดทะเบียนสมรส 1 คู่สำเร็จ ระบบก็ปล่อยภารกิจที่สองออกมาทันที
[ ติ๊ง! กรุณาทำภารกิจจดทะเบียนสมรสให้สำเร็จ 10 รายการ เมื่อทำภารกิจสำเร็จจะได้รับรางวัล : ค่าความรู้สึกดีจากบุคคลที่กำหนด +30 / 2 ครั้ง ]
ภารกิจจดทะเบียนสมรสอีกแล้วเหรอ หรือว่าหลังจากนี้ภารกิจของเธอจะมีแต่เรื่องจดทะเบียนสมรสเนี่ย?!
โชคดีที่พอเธอลองถามระบบ ระบบก็ตอบกลับมาว่าไม่ใช่
ภารกิจนี้จะเปลี่ยนแปลงไปตามตำแหน่งหน้าที่การงานของเธอ ส่วนรางวัลภารกิจก็จะเป็นการสุ่มเช่นกัน
นั่นก็หมายความว่า ในอนาคตหากเสิ่นอวิ๋นซูเปลี่ยนงาน ภารกิจที่ระบบมอบหมายก็จะเกี่ยวข้องกับตำแหน่งงานของเธอในขณะนั้น
เมื่อได้ยินดังนี้ เสิ่นอวิ๋นซูก็เบาใจลง
ไม่อย่างนั้น หากจะให้เธอเป็นแค่เจ้าหน้าที่จดทะเบียนสมรสในสำนักงานเขตแห่งนี้ไปตลอด เธอคงไม่ยินยอมแน่ๆ
จากชาติก่อนที่เคยเป็นเพียงเด็กกำพร้าที่ไม่มีอะไรเลย แต่กลับมุมานะฝ่าฟันจนได้โควตาเรียนต่อปริญญาโท ได้เข้าไปฝึกงานในแผนกแปลภาษาของกระทรวงการต่างประเทศ แถมยังหาเงินซื้อคอนโดหรูขนาดใหญ่ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองได้ แค่นี้ก็รู้แล้วว่าเสิ่นอวิ๋นซูเป็นคนที่ไม่ยอมพ่ายแพ้ต่อความธรรมดา
ต่อให้จะทะลุมิติมา เธอก็ไม่มีทางอยากหมกตัวทำงานอยู่ในสำนักงานเขตเล็กๆ แห่งนี้ไปตลอดหรอก
เสิ่นอวิ๋นซูคิดว่า เธอต้องหาเวลาและโอกาสที่เหมาะสม เพื่อเปลี่ยนงานนี้เสีย
ในชาติก่อน เสิ่นอวิ๋นซูเรียนจบมาทางด้านการแปลภาษาต่างประเทศ เธอจึงรู้สึกว่า ต่อให้ทะลุมิติมาแล้ว ทิศทางในอนาคตของเธอก็ควรจะเกี่ยวข้องกับสายงานนี้อยู่ดี
แต่ตอนนี้ยังไม่ต้องรีบร้อน รอดูสถานการณ์ไปก่อนได้
เสิ่นอวิ๋นซูหาจังหวะว่าง นำยาหนึ่งในสองเม็ดที่อยู่ใน 'ลิ้นชักมิติ' ออกมา
มันเป็นเพียงยาเม็ดกลมสีน้ำตาลที่ดูธรรมดาสามัญ ทว่าวินาทีที่นำออกมา กลับมีกลิ่นหอมประหลาดโชยแตะจมูก
เสิ่นอวิ๋นซูไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย เธอกลืนยาเม็ดนั้นลงคอไปทันที
วินาทีที่ยาตกถึงท้อง เธอสัมผัสได้ถึงกระแสความอบอุ่นอ่อนโยนที่ไหลเวียนไปตามแขนขา เลือดลม และแน่นอนว่าจุดศูนย์รวมของมันคือหัวใจ เธอถึงขั้นรู้สึกได้เลยว่าหัวใจที่เคยมีปัญหากำลังถูกซ่อมแซมทีละนิดๆ
เมื่อกินยาเข้าไป เสิ่นอวิ๋นซูก็รู้สึกได้ว่าร่างกายและหัวใจที่เคยหนักอึ้ง กลับเบาสบายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ระบบบอกไว้ว่า ยารักษาได้ร้อยโรคนี้ จะไม่ได้ทำให้คนป่วยหายขาดในพริบตา แต่จะค่อยๆ ฟื้นฟูสภาพร่างกาย
ถึงจะบอกว่าค่อยๆ ฟื้นฟู แต่ระบบก็ยืนยันว่า ขอเพียงเวลาแค่หนึ่งสัปดาห์ อาการโรคหัวใจของเธอก็จะหายเป็นปลิดทิ้ง และหลังจากนั้นเธอก็จะกลายเป็นคนที่มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์อย่างแท้จริง
หลังจากกินยา เสิ่นอวิ๋นซูก็กลับมาประจำการที่โต๊ะทำงานของตัวเองอีกครั้ง
อันที่จริง การเป็นเจ้าหน้าที่จดทะเบียนสมรสในสำนักงานเขต ถือเป็นงานที่ค่อนข้างสบายและมีเวลาว่างเยอะ
ดังนั้นในช่วงที่ไม่มีคน เสิ่นอวิ๋นซูจึงหยิบกระดาษและปากกาออกมาเริ่มเขียนจดหมาย
จดหมายฉบับนี้ เธอตั้งใจจะเขียนถึงผู้อำนวยการเซียวแห่งโรงงานเหล็กกล้า ซึ่งเป็นที่ทำงานเดิมของพ่อแม่เธอ
ย้อนกลับไปตอนนั้น เกิดอุบัติเหตุไฟไหม้โรงงานเหล็กกล้าในตอนกลางคืน พ่อแม่ของเธอที่กำลังเข้าเวรอยู่ได้เสี่ยงชีวิตเข้าไปปกป้องทรัพย์สินของโรงงาน จนทำให้โรงงานเหล็กกล้าในตอนนั้นรอดพ้นจากความเสียหายครั้งใหญ่มาได้
แต่แน่นอนว่า ไฟไหม้ครั้งนั้นก็พรากชีวิตพ่อกับแม่ของเสิ่นอวิ๋นซูไปเช่นกัน
หลังจากนั้น พวกท่านก็ได้รับการยกย่องให้เป็นฮีโร่นักดับเพลิง เป็นวีรชนผู้สละชีพ ส่วนเสิ่นอวิ๋นซูก็กลายเป็นทายาทวีรชน และกลายเป็นเด็กกำพร้าที่ไร้พ่อขาดแม่ในเวลาเดียวกัน
ตอนนั้น เป็นผู้อำนวยการเซียวที่เข้ามาดูแลปลอบขวัญเสิ่นอวิ๋นซูซึ่งยังเป็นเพียงเด็กน้อย เขานำเงินชดเชยมามอบให้ถึงมือ และยังให้คำมั่นสัญญาว่า รอให้เสิ่นอวิ๋นซูอายุครบสิบหกปีเมื่อไหร่ ก็จะได้รับสิทธิ์เข้าทำงานเป็นพนักงานขายในห้างสรรพสินค้าทันที
ปัจจุบัน เสิ่นอวิ๋นซูอายุสิบเจ็ดปีแล้ว
การจากไปอย่างกะทันหันของพ่อแม่ ถือเป็นความโศกเศร้าแสนสาหัสสำหรับเจ้าของร่างเดิมที่เคยเป็นที่รักและพึ่งพาพ่อแม่มาโดยตลอด
ตอนนั้นเธอถึงขั้นโรคหัวใจกำเริบเกือบเอาชีวิตไม่รอด โชคดีที่หมอช่วยยื้อชีวิตกลับมาได้
นับแต่นั้นเป็นต้นมา เจ้าของร่างเดิมก็อาศัยอยู่กับคุณปู่มาตลอด
ด้วยความที่กลัวว่าครอบครัวของลูกชายคนเล็กจะมาคอยจ้องตาเป็นมันกับเงินชดเชยของหลานสาวคนโต ปู่เสิ่นจึงนำเงินชดเชยจำนวน 8,000 หยวนนี้ไปฝากประจำไว้ที่ธนาคารแบบเบิกถอนไม่ได้ โดยกำหนดเงื่อนไขว่า ต้องรอให้เจ้าของร่างเดิมอายุครบสิบแปดปีบริบูรณ์เสียก่อน จึงจะสามารถถอนเงินออกมาได้
นี่ถือเป็นการปกป้องหลานสาวคนโตในรูปแบบของปู่เสิ่น
และข้อเท็จจริงก็พิสูจน์แล้วว่า ปู่เสิ่นนั้นมองการณ์ไกลอย่างยิ่ง
หลังจากที่ปู่เสิ่นจากโลกนี้ไปเมื่อหลายปีก่อน ครอบครัวของอาเล็ก หรือก็คือพ่อแม่ของเสิ่นอวิ๋นซิ่ว ก็พยายามพูดจาหว่านล้อมทั้งทางตรงและทางอ้อมให้เจ้าของร่างเดิมนำเงินก้อนนั้นออกมา โดยอ้างว่าจะช่วยเก็บรักษาไว้ให้
โชคดีที่เงินก้อนนั้นถูกฝากประจำแบบตายตัวไว้ ต่อให้ครอบครัวอาเล็กจะอยากได้เงินก้อนนี้จนตัวสั่นแค่ไหนก็ไม่มีทางเอาไปได้
แม้แต่ตัวเสิ่นอวิ๋นซูเอง หากอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ก็ไม่สามารถถอนออกมาได้เช่นกัน
ส่วนเรื่องหน้าที่การงาน สิทธิ์ในการเข้าทำงานที่ห้างสรรพสินค้าถูกส่งมอบถึงมือเธอตั้งแต่หนึ่งปีก่อน ตอนที่เสิ่นอวิ๋นซูอายุครบสิบหกปีบริบูรณ์
แต่น่าเสียดายที่มันกลับถูกครอบครัวของเสิ่นอวิ๋นซิ่วหลอกล่อและต้มตุ๋นแย่งชิงไปเสียได้
ผลก็คืองานชั้นดีอย่างการเป็นพนักงานขายในห้างสรรพสินค้า จึงตกไปอยู่ในมือของเสิ่นอวิ๋นซิ่วผู้เข้ามาสวมรอยแทน
ส่วนเจ้าของร่างเดิมน่ะหรือ ทำได้เพียงมาสอบสัมภาษณ์เพื่อเป็นเจ้าหน้าที่จดทะเบียนสมรสที่สำนักงานเขตด้วยตัวเอง
แต่งานสองตำแหน่งนี้ มันเทียบกันไม่ติดเลยสักนิด
แน่นอนว่า ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะเจ้าของร่างเดิมนั้นหัวอ่อนและให้ความสำคัญกับคำว่า 'สายเลือด' มากจนเกินไป
แต่ตอนนี้ เมื่อเปลี่ยนมาเป็นเธอ เสิ่นอวิ๋นซูคนนี้แล้วล่ะก็... ไม่มีทางยอมให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นอีกแน่!
เสิ่นอวิ๋นซูจับปากกาจรดลงบนกระดาษ ตั้งใจจะเขียนจดหมายถึงผู้อำนวยการเซียว โดยเริ่มจากการแนะนำตัวตน รำลึกถึงความดีความชอบของพ่อแม่ จากนั้นก็บรรยายถึงสภาพชีวิตความเป็นอยู่ในปัจจุบัน และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ พฤติกรรมกลั่นแกล้งรังแกเธอของครอบครัวเสิ่นอวิ๋นซิ่ว รวมถึงเรื่องที่ตำแหน่งงานถูกหลอกลวงแย่งชิงไป
ฝีมือการเขียนของเสิ่นอวิ๋นซูถือว่าไม่เลวเลยทีเดียว อย่างน้อยตอนที่เธอกลับมาอ่านทบทวนจดหมายของตัวเอง เธอยังรู้สึกสะเทือนอารมณ์ตามไปด้วย
จุดประสงค์ที่เธอเขียนจดหมายฉบับนี้ ก็เพื่อหาเวลาไปมอบให้กับผู้อำนวยการเซียวด้วยตัวเอง เพื่อขอยืมอำนาจของเขาในการทวงคืนตำแหน่งพนักงานขายห้างสรรพสินค้ากลับมา
ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ได้คิดจะไปเป็นพนักงานขายเอง แต่เธอก็จะไม่ยอมให้เสิ่นอวิ๋นซิ่วได้เสวยสุขกับงานนี้ไปฟรีๆ อย่างเด็ดขาด!
"อวิ๋นซูจ๊ะ ให้พี่ลงชื่อเป็นพยานด้วยคนสิ" เมื่อบรรดาพี่ๆ ในสำนักงานเขตได้รู้ว่าเสิ่นอวิ๋นซูกำลังเขียนจดหมายถึงผู้อำนวยการโรงงานเหล็กกล้าเพื่อร้องเรียนพฤติกรรมอันเลวทรามของครอบครัวเสิ่นอวิ๋นซิ่ว ทุกคนก็พากันเสนอตัวขอร่วมลงนาม เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าสิ่งที่เสิ่นอวิ๋นซูเขียนนั้นเป็นความจริง และเป็นการแสดงจุดยืนว่าสำนักงานเขตแห่งนี้พร้อมอยู่เคียงข้างเธอ
"ได้เลยค่ะพี่ ขอบคุณทุกคนมากเลยนะคะ"
"ฉันโชคดีจริงๆ ค่ะที่ได้มาทำงานที่สำนักงานเขต ได้รู้จักและร่วมงานกับพี่ๆ ทุกคน"
เสิ่นอวิ๋นซูกล่าวขอบคุณพวกเขาจากใจจริง อาจเป็นเพราะในชาติก่อน เธอใช้ชีวิตอยู่ในสังคมที่นับวันยิ่งเต็มไปด้วยความเย็นชาและเห็นแก่ตัว พอตอนนี้ได้มาสัมผัสถึงความกระตือรือร้นและน้ำใจของผู้คนในยุคนี้ ชั่วขณะหนึ่งเธอจึงรู้สึกทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง และรู้สึกตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูก
แน่นอนว่า สำหรับความช่วยเหลือและความหวังดีที่ทุกคนหยิบยื่นให้ เธอจะไม่มีวันปฏิเสธมัน
เสิ่นอวิ๋นซูเป็นคนประเภทที่มีบุญคุณต้องทดแทน มีความแค้นต้องชำระมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว
ดังนั้น ใครที่เคยช่วยเหลือเธอ เธอจะจดจำไว้ในใจ และจะหาโอกาสตอบแทนในวันข้างหน้าอย่างแน่นอน
เธอจดจำชื่อของคนที่ร่วมลงนามในจดหมายไว้ทีละคน
แน่นอนว่าไม่เพียงแต่คนในสำนักงานเขตเท่านั้น เสิ่นอวิ๋นซูยังตั้งใจไว้ว่า หลังเลิกงานและกลับไปที่ลานบ้านรวมแล้ว เธอจะหาทางให้เพื่อนบ้านคนอื่นๆ ร่วมลงนามท้ายจดหมายฉบับนี้ด้วย
ผู้คนในลานบ้านรวมใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับเธอมานานหลายปี
หากได้ลายเซ็นของพวกเขามาด้วย จดหมายฉบับนี้ย่อมต้องมีน้ำหนักและน่าเชื่อถือมากขึ้นไปอีกขั้น
ช่วงพักเที่ยง เสิ่นอวิ๋นซูไม่ได้กลับไปกินข้าวที่บ้าน แต่เลือกกินเกี๊ยวที่ร้านอาหารของรัฐแทน
ตลอดทั้งช่วงเช้า นอกเหนือจากคู่ของเสิ่นอวิ๋นซิ่วและเมิ่งเจวี๋ยแล้ว เธอก็ทำภารกิจจดทะเบียนสมรสให้คู่รักคู่อื่นสำเร็จไปได้เพียงแค่สองคู่เท่านั้น
ส่วนในช่วงบ่าย เธอก็ขอลาหยุดงานไปเป็นที่เรียบร้อย เพราะเธอมีธุระต้องไปที่ฝั่งตะวันตกของเมือง เพื่อดูตัวกับผู้ชายที่ชื่อ จี้หวยหนาน!