จริงหรือเท็จ
จริงหรือเท็จ
ทันทีที่จางจื้อเผิงเอ่ยจบ ดวงตาของจี้หวยหนานก็หรี่ลงอย่างน่าเกรงขามในทันที
"ใช่ครับ!"
"ทางสถานีตำรวจมีข่าวคราวของน้องสาวผมแล้วเหรอครับ"
ตอนนั้น หลังจากน้องสาวถูกลักพาตัวไป ครอบครัวตระกูลจี้ก็รีบไปแจ้งความกับสถานีตำรวจทันที เพียงแต่จนถึงตอนนี้ก็ยังหาไม่พบ และไม่มีเบาะแสใดๆ เลย
จี้หวยหนานค่อนข้างคาดหวังกับการเปลี่ยนสายงานไปประจำที่สถานีตำรวจของตัวเอง และหวังว่าตอนที่เข้ารับตำแหน่งแล้ว จะสามารถตามหาเจินเจินได้สะดวกมากยิ่งขึ้น
"จะว่าใช่ก็ใช่ จะว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่ครับ" จางจื้อเผิงกล่าว จากนั้นก็หยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากกระเป๋า แล้วยื่นส่งให้จี้หวยหนาน "วันนี้ตอนที่เราจัดการตู้ไปรษณีย์ ก็พบจดหมายไม่ระบุชื่อผู้ส่งฉบับนี้อยู่ข้างในครับ เนื้อหาเขียนเกี่ยวกับเรื่องน้องสาวของคุณ จริงหรือเท็จก็ยังไม่แน่ชัด แต่พวกเราคิดว่า จำเป็นต้องมอบจดหมายฉบับนี้ให้กับคุณครับ"
จี้หวยหนานไม่ได้ลังเลเลยแม้แต่น้อย เขารับจดหมายมา แล้วเปิดอ่านทันที
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือลายมือแบบเหยียนตี่ที่สวยงามและเป็นระเบียบเรียบร้อยมาก
ลายมือแบบนี้ จี้หวยหนานเคยเห็นแต่ในสมุดคัดลายมือเท่านั้น ตัวเขาเองเขียนไม่เป็นหรอก
ตอนที่เพิ่งอ่านประโยคแรกๆ รูม่านตาของจี้หวยหนานก็หดเกร็ง เมื่ออ่านต่อไปเรื่อยๆ สีหน้าของจี้หวยหนานก็พลันเคร่งเครียดขึ้นมา จนกระทั่งอ่านจดหมายจบทั้งฉบับ อารมณ์ในใจของจี้หวยหนานก็พวยพุ่งขึ้นมาจนไม่อาจสงบสติอารมณ์ลงได้อีก
จดหมายฉบับนี้ เขียนข้อมูลเกี่ยวกับน้องสาวของเขาไว้มากมาย
คนเขียนจดหมายฉบับนี้ รู้ว่าน้องสาวของเขาชื่อเจินเจิน และรู้ว่าเธอถูกลักพาตัวไปตอนอายุสามขวบ
หากมีเพียงข้อมูลแค่นี้ จี้หวยหนานก็คงยังไม่รู้สึกอะไรเท่าไหร่นัก
แต่ทว่า…
ช่วงท้ายของจดหมายฉบับนี้กลับเขียนไว้ว่า หลังจากน้องสาวของเขาถูกลักพาตัวไปแล้วต้องเผชิญกับอะไรบ้าง อย่างเช่น ถูกขายให้กับครอบครัวแบบไหน กระทั่งที่อยู่อย่างละเอียดก็ยังเขียนระบุไว้หมด ทั้งยังเขียนเล่าว่าชีวิตสิบกว่าปีมานี้ของน้องสาวเขาเป็นอย่างไร และท้ายที่สุดยังเขียนอีกว่า พ่อแม่บุญธรรมของน้องสาวในตอนนี้ ตั้งใจจะให้เธอแต่งงานออกไปในราคาสูง ซึ่งแท้จริงแล้วก็คือการขายเธอให้กับอันธพาลเฒ่าตาบอดข้างหนึ่งและชอบทุบตีคน ถึงขั้นที่ยังทำนายไว้อีกว่า หากไม่มีใครไปช่วย หูเจาตี้ หรือก็คือจี้เจินเจินที่ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นชื่อนี้ในปัจจุบัน ก็อาจจะตายในปลายปีนี้
หลังจากอ่านจดหมายฉบับนี้จบ ในใจของจี้หวยหนานก็เกิดคลื่นลมถาโถมขึ้นมาอย่างแท้จริง
ด้วยเหตุผลด้านอาชีพ จี้หวยหนานจึงสงสัยถึงความจริงแท้ของจดหมายฉบับนี้เป็นอันดับแรก
เพราะจดหมายฉบับนี้มันประหลาดเกินไปจริงๆ
คนคนนี้ทำไมถึงรู้ว่าตอนนี้เจินเจินถูกลักพาตัวไปขายที่ไหน นอกเสียจากว่าคนคนนี้ก็คือแก๊งลักพาตัว
ทว่าความรู้สึกที่เปิดเผยออกมาอย่างไม่ตั้งใจผ่านทางสำนวนการเขียนของคนคนนี้ กลับทำให้จี้หวยหนานตัดความเป็นไปได้ข้อนี้ทิ้งไป
คนคนนี้ไม่ใช่แก๊งลักพาตัว แต่บังเอิญรู้เรื่องของเจินเจินพอดี
แต่ว่า ถ้าเธอแค่บังเอิญรู้เรื่องของเจินเจิน แล้วเธอรู้ได้อย่างไรว่าหูเจาตี้ ก็คือจี้เจินเจิน ซึ่งเป็นน้องสาวของเขาล่ะ แล้วคนที่เขียนจดหมายฉบับนี้อยู่ที่ไหนกันแน่
เมืองเจียงหมิงที่เธอเขียนไว้ในจดหมาย กับเมืองเซิน ระยะทางไม่ได้ไกลแบบธรรมดาเลยนะ ต่อให้นั่งรถไฟก็ต้องใช้เวลาถึงหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็มๆ
ใช่แล้ว คำสรรพนามที่จี้หวยหนานใช้ก็คือคำว่า ‘เธอ’
เพราะพิจารณาจากลายมือและสำนวนการเขียนแล้ว จี้หวยหนานคาดเดาว่าคนที่เขียนจดหมายฉบับนี้น่าจะเป็นผู้หญิง และอาจจะเป็นหญิงสาวผู้มีความรู้สูงที่ได้รับการศึกษาระดับสูงมาด้วย
หากเวลานี้เสิ่นอวิ๋นซูอยู่ที่นี่ และได้รับรู้ถึงข้อสันนิษฐานในใจของจี้หวยหนาน จะต้องตกตะลึงอย่างแน่นอน
เพื่อที่จะปกปิดตัวตน เธอถึงกับจงใจดัดลายมือ แต่จี้หวยหนานก็ยังคาดเดาออกมาได้มากมายขนาดนี้ แถมที่เดามายังถูกต้องทั้งหมดอีกด้วย
บอกได้คำเดียวว่าสมแล้วที่จี้หวยหนานมาจากหน่วยทหารสอดแนม
แน่นอนว่าสิ่งที่ทำให้จี้หวยหนานรู้สึกไม่เข้าใจยิ่งกว่าก็คือ คนที่เขียนจดหมายฉบับนี้ เธอรู้ได้อย่างไรว่าเจินเจินกำลังจะถูกพ่อแม่บุญธรรมในตอนนี้จับแต่งงานกับอันธพาลเฒ่าตาบอดวัย 50 ปีคนนั้น
หรือว่าคนคนนี้จะอยู่ที่เมืองเจียงหมิง อยู่ในหมู่บ้านชนบทที่เจินเจินอาศัยอยู่ แล้วเธอก็บังเอิญได้ยินเข้า
แต่สัญชาตญาณของจี้หวยหนานบอกเขาว่า คนเขียนจดหมายฉบับนี้น่าจะอยู่ที่เมืองเซินต่างหาก
ถ้าอย่างนั้นเธอรู้เรื่องพวกนี้มาได้อย่างไรกัน
สิ่งที่ทำให้จี้หวยหนานรู้สึกสะพรึงกลัวยิ่งกว่าก็คือ คนคนนี้ยังทำนายเอาไว้อีกว่า หากเขาไม่ไปช่วย เจินเจินจะผูกคอตายในวันที่ 23 ธันวาคม
คนคนนี้ สามารถทำนายเวลาตายของเจินเจินได้อย่างไรกัน แถมยังระบุชัดเจนขนาดนั้นด้วย น้ำเสียงในจดหมายก็ดูหนักแน่นมั่นใจ ราวกับว่าเธอมีพลังในการทำนายอนาคตจริงๆ อย่างนั้นแหละ
ทว่า แทนที่จะให้จี้หวยหนานเชื่อว่าคนคนนี้มีพลังทำนายอนาคต มิสู้บอกว่านี่คือกับดักที่คนอื่นวางไว้เล่นงานเขาเสียยังจะน่าเชื่อกว่า
กับดักที่ต้องการให้เขาเดินไปติดกับด้วยตัวเอง
เขารู้ดีว่า ช่วงหลายปีมานี้ มีกองกำลังจากต่างแดนไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ที่ต้องการจะจับตัวเขา ฆ่าเขา กับดักสารพัดรูปแบบ ใช่ว่าเขาจะไม่เคยเจอมาก่อนเสียที่ไหน
แต่ทว่าตอนนี้…
จี้หวยหนานคิดว่า หากจดหมายฉบับนี้เป็นกับดักล่ะก็ เขาคงต้องยอมรับเลยว่า คนคนนี้จี้ถูกจุดตายของเขาเข้าอย่างจัง
เพราะเรื่องที่เกี่ยวกับน้องสาวของเขานั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ เขาก็จะต้องไปพิสูจน์ให้รู้ดำรู้แดงกันไป เกิดมันเป็นเรื่องจริงขึ้นมาล่ะ?
แต่ในความเป็นจริงแล้ว ข้อสงสัยที่ว่านี่คือกับดักนั้น จี้หวยหนานไม่ได้สงสัยมากนัก สัญชาตญาณบอกเขาว่า นี่น่าจะเป็นความจริงมากกว่า น่าจะเป็นการที่คนคนนี้มาบอกข่าวคราวของเจินเจินให้เขารู้ และต้องการให้เขาไปช่วยเจินเจินจากใจจริง
ยิ่งไปกว่านั้น
ต่อให้เป็นกับดัก จี้หวยหนานก็จะไปอยู่ดี
เพราะว่า…
สายตาของจี้หวยหนานตกลงบนจดหมายฉบับนี้อีกครั้ง ตรงคำว่าปิดกั้นตัวเอง
ในจดหมายเขียนไว้ว่า หูเจาตี้ถูกทารุณกรรมและถูกทุบตีมาโดยตลอด จนสุดท้ายถูกทุบตีจนมีอาการปิดกั้นตัวเอง ซ้ำยังถูกคนในหมู่บ้านเรียกขานว่าเป็นคนกึ่งบ้ากึ่งบออีกด้วย
ไม่เพียงเท่านั้น คนคนนี้ยังบอกอีกว่า พ่อบุญธรรมคนนั้นคิดไม่ซื่อกับหูเจาตี้มาตลอด!
เมื่อเห็นตัวอักษรเหล่านี้ แววตาของจี้หวยหนานก็มืดมนลง
หากนี่ไม่ใช่เรื่องจริงก็แล้วไปเถอะ แต่ถ้าเป็นเรื่องจริงล่ะก็…
จี้หวยหนานแทบไม่อยากจะจินตนาการเลยว่า ตอนนี้สถานการณ์ของเจินเจินจะยากลำบากสักแค่ไหน และช่วงเวลาสิบกว่าปีมานี้ เธอผ่านความยากลำบากเหล่านั้นมาได้อย่างไร
เพียงแค่คิดว่าเรื่องนี้อาจจะเป็นเรื่องจริง เขาก็แทบอยากจะสับพวกคนที่ทำร้ายเจินเจินให้ตายคามือไปเสียให้หมด!
"สหายเสี่ยวจาง คุณช่วยเล่าขั้นตอนอย่างละเอียดตอนที่คุณได้จดหมายฉบับนี้มาให้ผมฟังหน่อยสิครับ" จี้หวยหนานเอ่ยถามหลังจากอ่านจบ
"ได้ครับ"
ความจริงแล้วมันก็ง่ายมาก ตู้ไปรษณีย์ที่อยู่ด้านนอกสถานีตำรวจนั้น เปิดไว้ให้ประชาชนทั่วไปมาหย่อนจดหมายโดยเฉพาะ หากประชาชนคนไหนมีเรื่องร้องเรียนที่ไม่สะดวกจะออกหน้า ก็สามารถส่งจดหมายแบบไม่ระบุชื่อผู้ส่งลงในตู้ไปรษณีย์ได้ และพวกเขาก็จะไปเปิดดูเป็นประจำ เพื่อคัดกรองเรื่องที่จำเป็นต้องจัดการออกมา
และวันนี้ ก็คือวันที่จางจื้อเผิงรับหน้าที่จัดการกับจดหมายในตู้ไปรษณีย์พอดี
ตอนแรกที่เห็นจดหมายฉบับนี้ จางจื้อเผิงยังคิดว่าเป็นใครบางคนที่ต้องการให้พวกเขาส่งคนไปช่วยเหลือเด็กผู้หญิงที่ถูกลักพาตัว
จดหมายฉบับนี้ แม้จะไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ แต่พวกเขาก็ยังคงต้องไปสืบสวนและแยกแยะข้อเท็จจริงอยู่ดี
ทว่าเมื่อมองเห็นตัวอักษรสามตัวที่เขียนว่า จี้หวยหนาน จางจื้อเผิงก็นึกถึงหัวหน้าคนใหม่ที่กำลังจะมารับตำแหน่งในเร็วๆ นี้ขึ้นมาทันที
พอมาดูว่าคนที่ถูกลักพาตัวไป กลับกลายเป็นน้องสาวของจี้หวยหนานเสียอย่างนั้น ดังนั้นหลังจากปรึกษาหารือกับสหายตำรวจอีกสองสามคน พวกเขาจึงเห็นพ้องต้องกันว่าจำเป็นต้องรีบแจ้งให้จี้หวยหนานทราบเรื่องนี้โดยด่วน เพื่อให้เขาเป็นคนตัดสินใจ
ดังนั้น จางจื้อเผิงจึงถือจดหมายและรีบรุดมายังลานบ้านรวมที่จี้หวยหนานอาศัยอยู่ทันที
"สหายจี้ คุณคิดว่าจดหมายฉบับนี้เป็นเรื่องจริงหรือเท็จครับ" จางจื้อเผิงเอ่ยถาม
จดหมายไม่ระบุตัวตนแบบนี้ สิ่งเดียวที่ต้องแยกแยะก็คือความจริงเท็จ เพราะไม่รู้ว่าใครเป็นคนหย่อนจดหมายฉบับนี้ลงไป ดังนั้นการจะแยกแยะความจริงเท็จ ก็มีแต่ต้องให้พวกเขาไปตรวจสอบคัดกรองกันเอาเองแล้ว
"จะจริงหรือไม่ ลองไปสืบดูเดี๋ยวก็รู้ครับ" จี้หวยหนานกล่าวอย่างเนิบนาบ
จากนั้นก็หันไปมองจางจื้อเผิง "สหายเสี่ยวจาง เรื่องที่ผมจะไปรับตำแหน่งที่สถานีตำรวจของพวกคุณ พวกคุณน่าจะได้รับแจ้งกันหมดแล้วใช่ไหมครับ"
"ใช่ครับ"
"ในเมื่อเป็นเช่นนั้น งั้นคุณก็กลับไปก่อนเถอะครับ แล้วฝากบอกเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ด้วยว่า พรุ่งนี้ ผมจะไปรับตำแหน่ง และเรื่องนี้ พรุ่งนี้ผมก็จะจัดการวางแผนไว้ให้เรียบร้อยด้วยครับ"
"ครับ"
จี้หวยหนานจ้องมองจดหมายในมือ ความจริงแล้วเขาค่อนข้างจะเชื่อมั่นว่า จดหมายฉบับนี้ไม่ใช่กับดักอะไรทั้งนั้น แต่เป็นความตั้งใจจริงของใครบางคนที่ต้องการให้เขาไปช่วยเหลือน้องสาวจริงๆ
แนะนำนิยาย

ทะลุเวลามาปราบพยศสามีตัวร้ายกับลูกสุดเพี้ยน
" กลับมาเกิดใหม่ในอีก 13 ปีต่อมา เจียงทิงเซี่ยช็อกหนัก! อยู่ดีๆ สามีก็เละเทะ ลูกทั้งสามเสียคน บ้านพังจนต้องดัดนิสัยยกครัว จากที่เคยเกลียดกัน ตอนนี้พ่อลูกกลับเปิดศึกแย่งกันเอาใจ เป็นตัวแม่นี่เหนื่อยจริงๆ "
------------------------------------------