สายตาที่เขาเกลียด #9
สายตาที่เขาเกลียด #9
ตอนที่ 4 สายตาที่เขาเกลียด
น้ำเสียงของนางแหบแห้งและแผ่วเบา ทว่ากลับเรียบสนิทไร้ซึ่งความสำนึกผิดหรือความอับอายใด ๆ
เพล้ง!
ราวกับมีเส้นฟางเส้นสุดท้ายขาดผึงในหัวของอวี้เหวินหลิง
การที่นางยอมรับออกมาอย่างหน้าตาเฉยด้วยสายตาที่ว่างเปล่าราวกับคนไร้หัวใจเช่นนี้ ยิ่งทำให้เพลิงโทสะในอกของซื่อจื่อปะทุขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง เขาเกลียดสายตาคู่นี้ของนางที่สุด สายตาที่ไม่เคยเห็นเขาอยู่ในสายตา ไม่เคยมีความเจ็บปวด ไม่เคยมีความสำนึกผิดต่อสิ่งที่ทำลงไปเมื่อห้าปีก่อน
อวี้เหวินหลิงสะบัดพัดเหล็กออกอย่างแรงจนหน้าของซ่านเสวี่ยอิ๋งหันไปตามแรงปะทะ ก่อนที่ร่างสูงจะผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง มองลงมาที่นางราวกับมองสิ่งปฏิกูล
“เรียกร้องความเมตตาจากข้าอย่างนั้นหรือ?” อวี้เหวินหลิงเค้นเสียงต่ำ เย็นยะเยือกไปถึงขั้วกระดูก “เมื่อห้าปีก่อน ตอนที่โหรวเอ๋อถูกไฟคลอกตายในกองเพลิงเพราะความเห็นแก่ตัวของเจ้า นางเคยได้รับความเมตตาจากเจ้าหรือไม่! แผลแค่นี้มันยังน้อยเกินไปสำหรับสตรีจิตใจอำมหิตอย่างเจ้าด้วยซ้ำ!”
เขาหันไปตวาดสั่งโม่เฟิงด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด
“ไม่ต้องการหมอ และไม่ต้องทายาใด ๆ ให้กับนางทั้งสิ้น! ในเมื่อนางมีแรงกรีดเนื้อตัวเองเพื่อเล่นละคร ก็ให้นางนอนจมกองเลือดของตัวเองอยู่ในห้องนี้ต่อไป ทิ้งซากศพที่คว่ำอยู่ไว้แบบนั้นแหละ ไม่ต้องเก็บกวาด ข้าอยากจะรู้เหมือนกันว่า ระหว่างความหนาวเหน็บกับเลือดที่ไหลออกจากตัว สิ่งใดจะสั่งสอนให้นางรู้จักคำว่าสำนึกผิดได้ก่อนกัน!”
“ทะ... ท่านซื่อจื่อ...” โม่เฟิงอ้าปากค้าง มองดูเลือดที่ยังคงไหลซึมออกจากแขนของเด็กสาวอย่างไม่หยุดหย่อน หากปล่อยไว้เช่นนี้ในห้องที่หนาวจัด นางอาจจะเสียเลือดมากจนตายได้จริง ๆ
“ข้าสั่งไม่ได้ยินหรืออย่างไร! ออกไปให้หมด!”
อวี้เหวินหลิงตวาดลั่น ก่อนจะสะบัดชายเสื้อคลุมเดินปึงปังออกจากห้องเก็บศพไปโดยไม่หันกลับมาเหลียวแลอีกเลย โม่เฟิงทำได้เพียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความเวทนา ก่อนจะจำใจถอยออกมาและดึงประตูเหล็กปิดลงพร้อมกับลั่นดาลตามคำสั่ง
ปัง! แกร๊ก!
ความมืดมิดและความเงียบงันหวนกลับมาปกคลุมห้องเก็บศพอีกครั้ง
ซ่านเสวี่ยอิ๋งยังคงนั่งนิ่งอยู่ในท่าเดิม ใบหน้าเล็กที่หันไปตามแรงกระแทกของพัดเหล็กค่อย ๆ หันกลับมาตรง ๆ อย่างช้า ๆ เลือดสีแดงสดหยดลงจากปลายคางกระทบพื้น
ความหนาวเย็นและอาการเสียเลือดทำให้ริมฝีปากของนางกลายเป็นสีม่วงคล้ำ ร่างกายสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุมได้ ทว่าดวงตากลมโตที่จ้องมองไปยังบานประตูเหล็กที่ปิดสนิท กลับทอประกายวาวโรจน์และเย็นเยียบยิ่งกว่าน้ำแข็งพันปี
นางยกมือซ้ายที่เปื้อนเลือดของตนเองขึ้นมากดลงบนบาดแผลฉกรรจ์ที่ต้นแขนขวาอย่างแรงเพื่อห้ามเลือด แม้ความเจ็บปวดจะแล่นปราดจนหน้ามืดวิงเวียน แต่นางกลับไม่ส่งเสียงร้องออกมาแม้แต่คำเดียว
“อวี้เหวินหลิง...”
ซ่านเสวี่ยอิ๋งเอ่ยชื่อของบุรุษผู้นั้นออกมาด้วยน้ำเสียงกระซิบที่แหบแห้ง
“แผลที่แขนขวาหนึ่งแผล เลือดที่เสียไปในคืนนี้ ข้าจดจำไว้ทั้งหมดแล้ว”
นางล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อ สัมผัสกับเศษกระดูกซี่โครงของหวังเจิ้งที่เย็นเฉียบ
“รอให้ข้าใช้ดาบของเจ้าตัดหัวพวกเดรัจฉานนั่นครบทุกคนเมื่อใด หนี้แค้นที่เจ้าเหยียบย่ำข้าในวันนี้ ข้าจะทวงคืนจากเจ้าแบบทบต้นทบดอก จนเจ้าต้องคลานเข่ามาอ้อนวอนขอความตายจากข้าเลยทีเดียว!”
ความมืดมิดในห้องเก็บศพชั้นในสุดดูจะทึบหนายิ่งกว่าเดิมเมื่อน้ำมันในตะเกียงดวงเล็กเริ่มร่อยหรอ เปลวไฟสีส้มริบหรี่เต้นระริกตามแรงลมเย็นที่รั่วซึมผ่านรอยต่อของแผ่นศิลา ทอดเงาตะคุ่มของซากศพที่นอนระเกะระกะบนพื้นให้ดูราวกับฝูงภูตผีที่กำลังจ้องมองผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวในห้อง
ซ่านเสวี่ยอิ๋งนั่งพิงผนังหิน ลมหายใจของนางแผ่วเบาและขาดห้วง
เลือดจากบาดแผลฉกรรจ์ที่ต้นแขนขวาไหลซึมผ่านง่ามนิ้วมือซ้ายที่กดทับไว้ หยดลงบนพื้นหินจนกลายเป็นแอ่งสีแดงคล้ำ ความเย็นยะเยือกของห้องน้ำแข็งที่อยู่ติดกันทำให้ความอุ่นในร่างกายของนางลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว ริมฝีปากเล็กซีดขาวจนกลายเป็นสีม่วงช้ำ อาการวิงเวียนศีรษะจากการเสียเลือดและพิษเหมันต์ที่กำเริบเริ่มกัดกินสติสัมปชัญญะของนางทีละน้อย
หากนางหลับตาลงในตอนนี้ พรุ่งนี้เช้าสิ่งที่อวี้เหวินหลิงจะได้พบคงมีเพียงศพที่หกในห้องนี้
“ข้ายังตายไม่ได้...”
เสียงแหบแห้งพึมพำลอดไรฟันที่ขบกันแน่น ซ่านเสวี่ยอิ๋งใช้แรงเฮือกสุดท้ายยันกายลุกขึ้นคลานเข่าไปที่หีบเครื่องมือตรวจศพของตนเองที่ตกอยู่ข้างแท่นหิน
มือซ้ายที่สั่นเทาเปิดฝาหีบออก หยิบเอาเข็มเย็บศพปลายโค้งที่มีขนาดใหญ่กว่าเข็มเย็บผ้าทั่วไปออกมาเล่มหนึ่ง พร้อมกับเส้นไหมที่แช่อยู่ในขวดเหล้ากลั่นชั้นดีสำหรับล้างแผล นางไม่มีผงยาสมานแผล ไม่มีผ้าพันแผลสะอาด และไม่มีแม้แต่น้ำอุ่นสักหยด สิ่งเดียวที่จะหยุดเลือดไม่ให้ไหลจนหมดตัวได้ คือการเย็บปากแผลสด ๆ ด้วยตนเอง
ซ่านเสวี่ยอิ๋งใช้ฟันขบปลายเส้นไหมข้างหนึ่งไว้แน่น มือซ้ายจับเข็มปลายโค้งจ่อลงที่ขอบเนื้อบริเวณต้นแขนขวาที่ถูกคมกริชบาดจนเปิดอ้า
ฉึก!
ปลายเข็มแหลมคมแทงทะลุผิวหนังสด ๆ ที่ไร้ยาชา ความเจ็บปวดแสบสันแล่นปราดขึ้นไปถึงขั้วสมอง ร่างผอมบางกระตุกเกร็งอย่างรุนแรง เหงื่อเย็นยะเยือกไหลอาบแก้มที่ขาวซีดราวกับคนจมน้ำ ทว่าดวงตากลมโตกลับเบิกกว้าง จ้องมองฝีเข็มของตนเองอย่างแน่วแน่โดยไม่กะพริบตา