สายตาที่เขาเกลียด #10
สายตาที่เขาเกลียด #10
หนึ่งเข็ม สองเข็ม สามเข็ม
ทุกครั้งที่ลากเส้นไหมชุบเหล้ากลั่นผ่านเนื้อสด ความแสบราวกับถูกเหล็กร้อนนาบจะแผดเผานางจนแทบคลั่ง แต่ซ่านเสวี่ยอิ๋งกลับไม่หลุดเสียงร้องครวญครางออกมาแม้แต่ครึ่งคำ มีเพียงเสียงลมหายใจหอบหนักและเสียงฟันที่ขบกันจนได้ยินเสียงกรอด
เมื่อเย็บปิดปากแผลยาวสี่ชุ่นจนเสร็จสิ้นและขมวดปมไหมด้วยมือซ้ายเพียงข้างเดียวเสร็จ ดรุณีน้อยก็ทิ้งตัวลงพิงฐานแท่นหินอย่างหมดแรง นางฉีกชายเสื้อผ้าป่านส่วนที่สะอาดที่สุดออกมาพันทับปากแผลไว้ลวก ๆ
แต่ยังไม่ทันที่นางจะได้พักหายใจ ดวงตาช่างสังเกตของนางก็พลันเหลือบไปเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่างบนพื้นศิลา ห่างจากซากศพไร้ญาติที่ถูกฟันไปเพียงไม่กี่ชุ่น
มันคือคราบโคลนสีขาวนวลขนาดเท่าเล็บก้อยที่หลุดร่วงลงมาจากพื้นรองเท้าของมือสังหารในจังหวะที่ปะทะกับนางเมื่อครู่
ซ่านเสวี่ยอิ๋งฝืนความเจ็บปวด ขยับตัวเข้าไปใกล้แล้วใช้ปลายนิ้วแตะคราบโคลนนั้นขึ้นมาดมกลิ่น
กลิ่นหอมเย็น ๆ ของผงแร่หินสบู่ขาวผสมกับกลิ่นกำยานเฉินเซียงชั้นเลิศ
ดินโคลนที่มีส่วนผสมของผงแร่หินสบู่ขาวเช่นนี้ ไม่ใช่ดินที่มีอยู่ตามธรรมชาติในแถบเขาซีซาน และไม่ใช่ดินตามตรอกซอกซอยทั่วไปในเมืองหลวง แต่มันคือดินที่ใช้ถมพื้นสวนหินจำลองในเขตศาลาพิธีการหลวงซึ่งอยู่ในความดูแลของกรมพิธีการ
มือสังหารผู้นั้นไม่ได้กบดานอยู่ที่เขาซีซาน และไม่ได้มาจากหอคณิกาไร้เงาอย่างที่สัญลักษณ์บนก้อนขี้ผึ้งพยายามหลอกล่อ แต่คนผู้นั้นเพิ่งจะเดินออกมาจากกรมพิธีการก่อนจะลอบเข้ามาในจิ่นอีเว่ยโดยตรง
“ถานไถจิ้ง...”
ซ่านเสวี่ยอิ๋งเค้นชื่อของรองเสนาบดีกรมพิธีการออกมาด้วยแววตาที่ลุกโชนไปด้วยเพลิงแค้น
เมื่อห้าปีก่อน ถานไถจิ้งในวัยสิบเก้าปีเพิ่งจะสอบได้ตำแหน่งทั่นฮวาและเข้ารับราชการในกรมพิธีการ เขามักจะแวะเวียนมาที่จวนตระกูลซ่านพร้อมกับรอยยิ้มอ่อนโยนดั่งหยกฤดูใบไม้ผลิ นำขนมและตำราหายากมามอบให้ซ่านโหรวพี่สาวบุญธรรมของนางอยู่เสมอ ผู้คนต่างชื่นชมว่าเขาเป็นบัณฑิตผู้เปี่ยมไปด้วยคุณธรรมและเมตตา
ซ่านเสวี่ยอิ๋งรีบใช้ปลายนิ้วปาดคราบโคลนสีขาวบนพื้นขึ้นมาเก็บใส่ตลับไม้เล็ก ๆ ในสาบเสื้อ ก่อนจะใช้ฝ่ามือเปื้อนเลือดของตนเองถูทับร่องรอยบนพื้นจนกลืนไปกับคราบเลือดจนหมดสิ้น
หลังจากจัดการซ่อนเบาะแสทุกอย่างเรียบร้อย ความเหนื่อยล้าและพิษไข้จากบาดแผลก็ถาโถมเข้าใส่จนนางไม่อาจฝืนทนได้อีกต่อไป เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อย ๆ ปิดลง ร่างเล็กขดตัวเข้าหากันบนพื้นหินที่เย็นเฉียบและเจิ่งนองไปด้วยเลือด
รุ่งสางมาเยือนพร้อมกับสายลมหนาวที่พัดพาเอาหิมะระลอกใหม่โปรยปรายลงมาปกคลุมหลังคากระเบื้องสีดำของจิ่นอีเว่ย
ภายในห้องโถงใหญ่ชั้นบน อวี้เหวินหลิงนั่งอยู่หลังโต๊ะไม้ ใบหน้าหล่อเหลาคมคายดูอิดโรยเล็กน้อยจากการไม่ได้พักผ่อนมาทั้งคืน รอบกายของเขาแผ่กลิ่นอายเย็นชาและหงุดหงิดจนเหล่าองครักษ์ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้
ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา แม้เขาจะนั่งอ่านสำนวนคดีอยู่ที่ห้องทำงาน แต่ในหัวของเขากลับมีภาพใบหน้าซีดขาวที่เปื้อนเลือดและรอยยิ้มเย้ยหยันของซ่านเสวี่ยอิ๋งผุดขึ้นมาหลอกหลอนอยู่ตลอดเวลา
ข้าน้อยเพียงแค่หนาวจนทนไม่ไหว จึงคิดตื้น ๆ อยากจะเรียกร้องความเมตตาจากท่านซื่อจื่อ
ปัง!
อวี้เหวินหลิงตบฝ่ามือลงบนโต๊ะไม้จนถ้วยชาสั่นสะเทือน ความรำคาญใจที่หาสาเหตุไม่ได้ทำให้เขาเพิ่มความเกลียดชังในตัวดรุณีผู้นั้นมากขึ้นไปอีก
จังหวะนั้นเอง โม่เฟิงก็ก้าวเข้ามาในห้องด้วยสภาพเนื้อตัวมอมแมมและมีเกล็ดหิมะเกาะตามเสื้อเกราะ
“เรียนท่านซื่อจื่อ! ข้าน้อยนำกำลังคนไปตรวจค้นหมู่บ้านและบ่อน้ำพุร้อนแถบเขาซีซานตลอดทั้งคืนแล้ว พบกระท่อมร้างหลังหนึ่งที่มีเศษฟางข้าวเหนียวแดงและคราบเลือดตกอยู่จริงขอรับ แต่ดูเหมือนคนร้ายจะไหวตัวทันและหลบหนีไปก่อนที่พวกเราจะไปถึงเพียงไม่นาน!”
อวี้เหวินหลิงขมวดคิ้วแน่น “หนีไปได้?”
“ขอรับ แต่จากร่องรอยที่พบ ยืนยันได้ว่าการตรวจศพของแม่นางซ่านแม่นยำไร้ที่ติจริง ๆ ขอรับ เอ่อ ท่านซื่อจื่อ นี่ก็ผ่านไปหนึ่งคืนเต็ม ๆ แล้ว ข้าน้อยเกรงว่าหากปล่อยแม่นางซ่านไว้ในห้องเก็บศพโดยไม่รักษาแผล นางอาจจะ...”
ยังไม่ทันที่โม่เฟิงจะพูดจบ เสียงขันทีหน้าประตูก็ขานชื่อผู้มาเยือนขึ้นเสียก่อน
“รองเสนาบดีกรมพิธีการใต้เท้าถานมาขอพบท่านซื่อจื่อขอรับ!”
อวี้เหวินหลิงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะปรับสีหน้าให้เรียบนิ่ง “เชิญเข้ามา”
บานประตูห้องโถงเปิดออก บุรุษในชุดขุนนางสีครามอ่อนปักลายเมฆาคล้อย ก้าวเข้ามาอย่างเชื่องช้า สวมทับด้วยเสื้อคลุมขนจิ้งจอกขาวบริสุทธิ์ไร้รอยเปื้อน ใบหน้าของเขาขาวผ่องเกลี้ยงเกลาดั่งหยกเนื้อดี คิ้วเรียวดั่งกิ่งหลิว ดวงตาโค้งมนทอประกายอบอุ่นอ่อนโยนอยู่เป็นนิจ ในมือถือเตาอุ่นมือทองเหลืองสลักลายดอกบัวที่ส่งกลิ่นหอมของกำยานเฉินเซียงจาง ๆ ออกมา
เพียงแค่ก้าวเข้ามา กลิ่นอายอันสง่างามและเปี่ยมเมตตาของถานไถจิ้งก็ดูเหมือนจะช่วยขับไล่ความมืดมนโหดเหี้ยมของจิ่นอีเว่ยให้จางหายไปในพริบตา
“คารวะท่านซื่อจื่อ ยามเช้าอากาศหนาวเหน็บนัก ข้าเห็นว่าท่านซื่อจื่อต้องตรากตรำสืบคดีของใต้เท้าหวังมาทั้งคืน จึงได้นำชาโสมตังกุยจากกรมพิธีการมาฝากเพื่อบำรุงกำลังพ่ะย่ะค่ะ”