LNCrawler

มองข้ามไหล่ #12

ข้าไม่ได้ติดค้างท่าน — novel.dek d.com · All chapters

มองข้ามไหล่ #12

อวี้เหวินหลิงเองก็จ้องมองรอยเย็บที่น่าหวาดเสียวบนท่อนแขนผอมบางของนางด้วยความตกตะลึง อกข้างซ้ายของเขากระตุกวูบขึ้นมาอย่างประหลาด หากนางกรีดแขนตัวเองเพื่อเรียกร้องความเห็นใจจริง เหตุใดนางจึงต้องทนทรมานเย็บแผลสด ๆ ด้วยตัวเองอย่างเงียบเชียบเช่นนี้?

ซ่านเสวี่ยอิ๋งค่อย ๆ หันใบหน้ามาทางประตู สายตาของนางมองข้ามร่างสูงใหญ่ของอวี้เหวินหลิงไปหยุดอยู่ที่บุรุษในชุดสีครามอ่อนที่ยืนอยู่ด้านหลัง

เมื่อกลิ่นหอมเย็นของผงแร่หินสบู่ขาวและกำยานเฉินเซียงจากชายเสื้อของถานไถจิ้งลอยมากระทบจมูก กลิ่นเดียวกับคราบโคลนที่ติดมาจากรองเท้าของมือสังหารเมื่อคืนไม่มีผิดเพี้ยน

ดวงตาของซ่านเสวี่ยอิ๋งและถานไถจิ้งสบประสานกันกลางอากาศ

“เสวี่ยอิ๋ง...” ถานไถจิ้งก้าวออกมาข้างหน้า แสร้งทำสีหน้าปวดร้าวใจอย่างถึงที่สุดเมื่อเห็นสภาพของนาง “เจ้าบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้เชียวหรือ? โถ เด็กโง่ เหตุใดจึงต้องทำร้ายตัวเองเช่นนี้ มาเถิด ให้พี่ถานไถดูแผลให้เจ้าหน่อย”

ถานไถจิ้งย่อตัวลงทำท่าจะยื่นมือที่ซ่อนผงพิษไว้ใต้เล็บเข้าไปจับต้นแขนของซ่านเสวี่ยอิ๋ง

ทว่าซ่านเสวี่ยอิ๋งกลับขยับตัวถอยหลังชิดกำแพงหิน หลบเลี่ยงฝ่ามือของเขาอย่างแนบเนียน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองถานไถจิ้งด้วยสายตาที่ใสซื่อบริสุทธิ์ แต่แฝงไว้ด้วยรอยยิ้มเย็นยะเยือกที่มุมปากซึ่งมีเพียงถานไถจิ้งเท่านั้นที่มองเห็น

“ขอบคุณใต้เท้าถานที่เมตตาเจ้าค่ะ” ซ่านเสวี่ยอิ๋งเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบแห้งแต่ชัดเจนกังวาน “เพียงแต่ร่างกายของข้าน้อยสกปรกโสมม เปื้อนทั้งเลือดของตัวเองและเลือดของศพ เกรงว่าจะทำให้เสื้อคลุมขนจิ้งจอกขาวและรองเท้าที่เพิ่งเหยียบย่ำดินหินสบู่ขาวจากกรมพิธีการของใต้เท้าต้องแปดเปื้อนเอาได้”

กึก!

มือของถานไถจิ้งที่ยื่นค้างอยู่กลางอากาศชะงักกึกทันที

คำว่าดินหินสบู่ขาวที่หลุดออกมาจากปากของเด็กสาว เปรียบเสมือนคมมีดที่กรีดผ่านหน้ากากหยกของเขา นางรู้ นางรู้ตัวตนของมือสังหารเมื่อคืนแล้วจริง ๆ

ซ่านเสวี่ยอิ๋งไม่เปิดโอกาสให้ถานไถจิ้งได้ลงมือสังหารนาง นางเบนสายตากลับไปหาอวี้เหวินหลิงที่ยืนขมวดคิ้วมองดูคนทั้งสองอยู่ แล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง

“ท่านซื่อจื่อ เมื่อคืนนี้ข้าน้อยนอนหนาวอยู่ในห้องเก็บศพทั้งคืน จึงมีเวลาใคร่ครวญถึงเรื่องศพของใต้เท้าหวังอย่างละเอียด ตอนนี้ข้าน้อยรู้แล้วว่าคนร้ายใช้วิธีใดในการขนย้ายอวัยวะภายในของใต้เท้าหวังออกไปจากจวนโดยไม่มีใครสังเกตเห็น และรู้แล้วว่าควรจะไปตามหาอวัยวะเหล่านั้นได้ที่ใดเจ้าค่ะ”

อวี้เหวินหลิงหรี่ตาลงทันที ความสนใจของเขาถูกดึงกลับไปที่คดีในพริบตา “อยู่ที่ใด?”

ซ่านเสวี่ยอิ๋งปรายตามองถานไถจิ้งแวบหนึ่ง ก่อนจะตอบกลับอวี้เหวินหลิงว่า

“หากท่านซื่อจื่อต้องการหลักฐานมัดตัวคนร้าย ข้าน้อยสามารถพาท่านไปเอาอวัยวะเหล่านั้นออกมาได้เดี๋ยวนี้ แต่มีข้อแม้ว่า ท่านต้องให้ข้าน้อยเป็นผู้ลงมือผ่าพิสูจน์อวัยวะเหล่านั้นด้วยตัวเองต่อหน้าท่านเพียงลำพังเท่านั้นเจ้าค่ะ”

ภายในห้องเก็บศพที่อับชื้นและหนาวเหน็บ ความเงียบงันเข้าครอบคลุมชั่วขณะหลังจากสิ้นเสียงของซ่านเสวี่ยอิ๋ง

ถานไถจิ้งค่อย ๆ ดึงมือที่ซ่อนผงพิษไว้ใต้เล็บกลับคืนมาซุกไว้ในแขนเสื้อกว้างอย่างแนบเนียน ใบหน้าหล่อเหลาดั่งหยกสลักยังคงประดับด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนไร้พิษภัย ทว่าแววตาที่จ้องมองดรุณีในชุดผ้าป่านขาดวิ่นกลับลึกล้ำและเย็นเยียบลงหลายส่วน

นางไม่เพียงแต่ รอดชีวิตจากการลอบสังหารขององครักษ์เงาเมื่อคืนนี้ได้ แต่ยังกล้าใช้คำพูดเรื่องดินหินสบู่ขาวมาข่มขู่เขาต่อหน้าอวี้เหวินหลิงอย่างอ้อม ๆ เพื่อบีบไม่ให้เขาลงมือสังหารปิดปากนางในตอนนี้ เด็กสาววัยสิบห้าปีที่เติบโตมาในสุสานไร้ญาติผู้นี้ ช่างมีจิตใจที่อำมหิตและเลือดเย็นเกินวัยยิ่งนัก

“เจ้าบอกว่าเจ้ารู้ที่ซ่อนอวัยวะภายในของหวังเจิ้งหรือ?”

อวี้เหวินหลิงก้าวเข้ามาหยุดยืนค้ำศีรษะของซ่านเสวี่ยอิ๋ง สายตาคมเข้มจ้องมองนางอย่างจับผิด “เมื่อคืนเจ้าอยู่ในห้องเก็บศพนี้ตลอดเวลา ไม่ได้ออกไปตรวจสอบที่เกิดเหตุด้วยซ้ำ แล้วเจ้าจะรู้ได้อย่างไรว่าคนร้ายนำสิ่งเหล่านั้นไปซ่อนไว้ที่ใด หรือนี่เป็นเพียงอุบายตื้น ๆ ที่เจ้าคิดขึ้นมาเพื่อหาเรื่องออกจากคุกใต้ดินแห่งนี้?”

ซ่านเสวี่ยอิ๋งค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นยืนโดยอาศัยผนังหินเป็นที่พยุงตัว แผลที่ต้นแขนขวาซึ่งเพิ่งเย็บสด ๆ ตึงรั้งจนเลือดซึมออกมาตามรูเข็มอีกครั้ง แต่นางกลับทำราวกับว่าแขนข้างนั้นไม่ใช่ของตนเอง

“หากข้าน้อยโกหก ท่านซื่อจื่อก็เพียงแค่สั่งตัดหัวข้าน้อยเสียที่หน้าจวนสกุลหวัง ย่อมง่ายดายกว่าการปล่อยให้ข้าน้อยนอนถ่วงเวลาอยู่ในห้องนี้ไม่ใช่หรือเจ้าคะ”

นางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ก่อนจะอธิบายต่อโดยไม่รอให้อวี้เหวินหลิงได้ตวาดใส่

“เมื่อวานตอนที่ข้าน้อยตรวจดูฟางแห้งที่ยัดอยู่ในช่องท้องของใต้เท้าหวัง นอกจากกลิ่นกำมะถันจากบ่อน้ำพุร้อนแล้ว ที่ปลายเส้นฟางส่วนที่ติดกับกระดูกสันหลังยังมีกลิ่นของน้ำด่างลูกสะบ้าและผงปูนขาวเจือปนอยู่อีกเล็กน้อย ตอนแรกข้าน้อยเข้าใจว่าเป็นสิ่งตกค้างจากการทำความสะอาดศพของคนร้าย แต่เมื่อคืนนี้ข้าน้อยลองทบทวนดูใหม่ คนร้ายต้องการถลกหนังและควักอวัยวะออกไปให้เงียบเชียบที่สุด เหตุใดจึงต้องใช้น้ำด่างลูกสะบ้าและผงปูนขาวในห้องนอนของผู้ตายด้วย?”