บทนำ #1
บทนำ #1
บทนำ
ลมหนาวพัดกระโชกผ่านเนินดินรกร้างทางทิศเหนือของเมืองหลวง หอบเอาเกล็ดหิมะขาวโพลนลงมาปกคลุมหล่วนจั้งกั่ง หรือสุสานไร้ญาติให้ดูราวกับผืนผ้าขาวห่อศพผืนมหึมา
กลิ่นคาวเลือดเก่าและกลิ่นเน่าเปื่อยของซากเนื้อที่ยังย่อยสลายไม่หมดถูกความเย็นยะเยือกกดทับเอาไว้ใต้ชั้นน้ำแข็ง ทว่าสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่ในสถานที่แห่งนี้มานานถึงห้าปี กลิ่นเหล่านั้นกลับคุ้นเคยยิ่งกว่ากลิ่นหอมของกำยานในวัดหลวงเสียอีก
ท่ามกลางความมืดมิดยามวิกาล มีเพียงแสงไฟสลัวจากตะเกียงน้ำมันในกระท่อมไม้ผุพังหลังเดียวที่ยังคงส่องสว่าง
เสียงโลหะกระทบกันดังกังวานท่ามกลางความเงียบงัน ภายในกระท่อมที่อบอวลไปด้วยกลิ่นฉุนของไห่ต้มเดือดและกลิ่นสมุนไพรขมปร่า เด็กสาววัยสิบห้าปีกำลังยืนก้มหน้าอยู่เหนือโต๊ะไม้ตัวเก่า
ร่างกายของนางผอมบางจนแทบจะปลิวไปตามลม สวมเพียงเสื้อผ้าป่านเนื้อหยาบสีหม่นที่ปะชุนแล้วปะชุนเล่า หากแต่ดวงตากลมโตที่ซ่อนอยู่ใต้แพขนตางอนยาวกลับนิ่งสนิทไร้ซึ่งคลื่นอารมณ์ใด ๆ
มือเรียวเล็กขาวซีดเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจาง ๆ กำลังคีบโครงกระดูกท่อนแขนท่อนหนึ่งขึ้นมาจากหม้อต้มไห่อย่างคล่องแคล่ว
นางคือ ซ่านเสวี่ยอิ๋ง บุตรสาวบุญธรรมเพียงคนเดียวผู้เหลือรอดของตระกูลซ่าน อดีตตระกูลหมอหลวงผู้เลื่องชื่อซึ่งถูกตัดสินประหารเก้าชั่วโคตรเมื่อห้าปีก่อนด้วยข้อหาลอบปลงพระชนม์สนมเอก
ซ่านเสวี่ยอิ๋งวางกระดูกท่อนแขนที่ผ่านการต้มจนเนื้อหลุดล่อนลงบนถาดไม้ ก่อนจะหยิบร่มกระดาษน้ำมันสีแดงชาดที่วางอยู่มุมโต๊ะมากางออก นางยกตะเกียงน้ำมันขึ้นส่องให้แสงไฟลอดผ่านผืนร่มกระดาษสีแดง ทอดเงาทาบลงบนผิวกระดูกสีขาวขุ่น
ภายใต้แสงสีแดงกรองผ่านกระดาษน้ำมัน รอยร้าวขนาดเล็กเท่าเส้นด้ายและคราบสีคล้ำอมม่วงที่ฝังลึกอยู่ในเนื้อกระดูกพลันปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน
“กระดูกต้นแขนซ้ายร้าวจากการถูกของแข็งไม่มีคมกระแทกก่อนสิ้นใจ ส่วนคราบสีคล้ำที่ซึมลึกถึงโพรงกระดูก คือพิษหญ้าไส้ขาดผสมผงเชียนเฝิน”
เสียงพึมพำของนางแหบแห้ง ปลายนิ้วเรียวลูบไล้ไปตามรอยร้าวบนกระดูกอย่างแผ่วเบา ราวกับกำลังอ่านอักษรที่คนตายทิ้งไว้สั่งเสีย สำหรับผู้อื่น ศพไร้ญาติที่ถูกโยนทิ้งลงมาจากรถเข็นของทางการคือสิ่งอัปมงคลชวนคลื่นเหียน แต่สำหรับซ่านเสวี่ยอิ๋ง คนตายคือผู้ที่ซื่อสัตย์ที่สุดในใต้หล้า
คนเป็นพูดปดได้ สร้างหลักฐานเท็จได้ และใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่นได้อย่างหน้าตาเฉย แต่ศพไม่เคยโกหก
ตลอดห้าปีในนรกบนดินแห่งนี้ นางเลี้ยงชีพด้วยการรับจ้างล้างศพ เก็บกระดูก และตรวจหาต้นเหตุการตายให้แก่พวกตระกูลขุนนางที่ต้องการปิดบังเรื่องฉาวโฉ่ แลกกับเศษเงินเพียงน้อยนิดและข้าวสารขึ้นราเพื่อประทังชีวิต
ซ่านเสวี่ยอิ๋งเพิ่งจะสำรวจกระดูกแขนข้างนั้นเสร็จ ยังไม่ทันจะได้เก็บเครื่องมือลงหีบ เสียงฝีเท้าม้าศึกนับสิบตัวก็ควบตะบึงแหวกม่านหิมะเข้ามาใกล้ แรงสั่นสะเทือนของพื้นดินทำให้ถ้วยไห่บนโต๊ะกระเพื่อมไหว
ซ่านเสวี่ยอิ๋งหรี่ตาลงเล็กน้อย มือข้างหนึ่งสอดเข้าไปในสาบเสื้อ แตะลงบนกระบอกหนังที่บรรจุเข็มเงินอาบยาพิษอย่างเงียบเชียบ
โครม!
บานประตูไม้ผุพังถูกถีบจนหลุดออกจากกรอบปลิวเข้ามาตกกลางห้อง ลมหนาวและหิมะพัดกรูเข้ามาจนเปลวไฟในตะเกียงวูบไหว เงาร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะอ่อนสีดำสนิทปักลายพยัคฆ์คำรามด้วยดิ้นเงินก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา กลิ่นอายสังหารอันดุดันและกลิ่นคาวเลือดสด ๆ แผ่กระจายออกมาจนอากาศในกระท่อมแทบจับตัวเป็นน้ำแข็ง
องครักษ์ชุดดำสิบกว่านายกระจายกำลังล้อมกระท่อมไว้ทุกทิศทาง ก่อนจะแหวกทางให้บุรุษผู้เป็นนายก้าวเข้ามาด้านใน
บุรุษผู้นั้นมีเรือนร่างสูงโปร่งสง่างาม สวมเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีดำขลับทับชุดขุนนางจิ่นอีเว่ย ใบหน้าหล่อเหลาราวกับเทพเซียนสลักเสลาจากหยกขาว ทว่าสันกรามคมกริบและคิ้วกระบี่ที่พาดเฉียงขึ้นกลับขับเน้นให้ดูโหดเหี้ยมและไร้ความปรานี โดยเฉพาะดวงตาดุดันคู่นั้นที่กำลังจ้องมองมาที่นาง เต็มไปด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์และความเคียดแค้นชิงชังอย่างถึงที่สุด
อวี้เหวินหลิงซื่อจื่อแห่งจวนจิ้งอันอ๋อง ผู้บัญชาการจิ่นอีเว่ย
ซ่านเสวี่ยอิ๋งชะงักปลายนิ้วที่แตะเข็มเงิน เพียงแค่เห็นใบหน้าของบุรุษผู้นี้ รอยแผลเป็นขนาดใหญ่ที่แผ่นหลังของนางก็พลันร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ ภาพกองเพลิงสีแดงฉานที่เผาผลาญจวนตระกูลซ่านเมื่อห้าปีก่อนซ้อนทับขึ้นมาในห้วงคำนึง
อวี้เหวินหลิงกวาดตามองสภาพอันน่าสังเวชภายในกระท่อม มองผ่านโครงกระดูกขาวโพลนบนโต๊ะ ก่อนจะหยุดสายตาลงที่ใบหน้าซูบตอบเปื้อนเขม่าควันของดรุณีตรงหน้า มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันที่เย็นชาไปถึงขั้วหัวใจ
“ห้าปีผ่านไป ข้านึกว่าหนอนแมลงในสุสานไร้ญาติจะแทะกินเนื้อของสตรีทรยศอย่างเจ้าจนเหลือแต่กระดูกไปแล้วเสียอีก ไม่นึกเลยว่าซ่านเสวี่ยอิ๋งผู้ยอมขายตระกูลตัวเองเพื่อแลกกับชีวิต จะยังคงดิ้นรนมีลมหายใจอยู่อย่างน่าสมเพชถึงเพียงนี้”
น้ำเสียงทุ้มต่ำของเขาเรียบสนิท ทว่าทุกถ้อยคำกลับบาดลึกลงบนบาดแผลเก่าของนาง
ซ่านเสวี่ยอิ๋งไม่สะทกสะท้าน นางเพียงแค่ลดมือลงข้างลำตัว ใบหน้าเรียบเฉยไม่ปรากฏแม้แต่เงาของความโกรธหรือความเสียใจ นางคุ้นชินกับสายตาเช่นนี้มานานแล้ว