สบตา #3 (e-book ออกแล้ว)
สบตา #3 (e-book ออกแล้ว)
ตอนที่ 1 สบตา
เสียงโซ่ตรวนเหล็กเสียดสีกับพื้นหินสีดำดังสะท้อนก้องไปตามระเบียงทางเดินใต้ดินของจิ่นอีเว่ย
สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่ลึกสุดในเขตพระราชฐานชั้นนอก สร้างขึ้นจากหินภูเขาไฟที่เก็บกักความเย็นและดูดซับเสียงร้องโหยหวนของนักโทษได้อย่างมิดชิด สองข้างทางมีเพียงคบเพลิงน้ำมันสนที่ส่งกลิ่นฉุนกึก ผสมปนเปไปกับกลิ่นคาวเลือดสนิมเหล็กและกลิ่นอับชื้นของคุกใต้ดิน
ซ่านเสวี่ยอิ๋งก้าวเดินตามแรงฉุดกระชากขององครักษ์เสื้อดำด้วยฝีเท้าสม่ำเสมอ แม้ข้อมือทั้งสองข้างจะถูกตรวนเหล็กบาดจนผิวเนื้อปริแตกและมีเลือดซึมออกมาอาบผิวขาวซีด ทว่าสีหน้าของนางกลับยังคงเรียบสนิท นางก้มหน้ามองพื้นหิน สองหูฟังเสียงฝีเท้าหนักแน่นของอวี้เหวินหลิงที่เดินนำอยู่เบื้องหน้าห่างออกไปสามก้าว
แผ่นหลังกว้างภายใต้เสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีดำของซื่อจื่อตั้งตรงดุจทวนศึก ทุกย่างก้าวของเขาแฝงไว้ด้วยความกดดันอันน่าสะพรึงกลัว จนเหล่าผู้คุมที่ยืนเฝ้าอยู่ตามจุดต่าง ๆ ต้องรีบก้มศีรษะลงต่ำแทบชิดอก
ไม่นานนัก ซ่านเสวี่ยอิ๋งก็ถูกคุมตัวมาหยุดอยู่หน้าประตูบานใหญ่ที่มีป้ายไม้สลักอักษรสีแดงเข้มแขวนไว้ว่าเลี่ยนฝาง ห้องตั้งศพสำหรับตรวจศพของจิ่นอีเว่ย
เมื่อบานประตูถูกผลักเปิดออก กลิ่นเหม็นคาวคลุ้งของเนื้อสดที่ถูกชำแหละก็พุ่งเข้าปะทะจมูกอย่างจัง
ภายในห้องโถงกว้างขวางที่จุดตะเกียงสว่างไสว มีอู่จั้วชราสามคนในชุดผ้าป่านสีเทากำลังยืนล้อมแท่นหินหยกเย็นอยู่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด เมื่อเห็นอวี้เหวินหลิงก้าวเข้ามา ทั้งสามก็รีบทรุดตัวลงคุกเข่าทำความเคารพทันที
“คารวะท่านซื่อจื่อ!”
อวี้เหวินหลิงไม่แม้แต่จะปรายตามองคนเหล่านั้น เขาสะบัดมือสั่งให้องครักษ์ไขกุญแจโซ่ตรวนที่ข้อมือของซ่านเสวี่ยอิ๋งออก ก่อนจะคว้าต้นแขนผอมบางของนางแล้วเหวี่ยงร่างเล็กไปข้างหน้าอย่างแรง
ร่างของซ่านเสวี่ยอิ๋งเซถลาไปปะทะกับขอบแท่นหินหยกเย็นจนเกิดเสียงดังปึก กระดูกซี่โครงของนางกระแทกเข้ากับเหลี่ยมหินจนจุกเสียดไปทั้งทรวงอก เลือดลมภายในปั่นป่วนจากการที่เส้นลมปราณเคยถูกทำลายเมื่อห้าปีก่อน นางต้องใช้มือยันขอบแท่นหินเอาไว้แน่น กล้ำกลืนรสคาวเลือดที่ตีตื้นขึ้นมาในลำคอลงไปอย่างเงียบเชียบ
“ไสหัวออกไปให้หมด” อวี้เหวินหลิงสั่งอู่จั้วทั้งสามด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก “ของไร้ประโยชน์ที่แม้แต่เวลาตายยังดูไม่ออก ข้าไม่ต้องการให้มายืนเกะกะสายตา”
อู่จั้วชราทั้งสามหน้าซีดเผือด รีบคลานเข่าถอยร่นออกไปจากห้องอย่างรวดเร็ว แต่ก่อนจะพ้นธรณีประตู หนึ่งในนั้นยังอดไม่ได้ที่จะลอบมองเด็กสาวตัวเล็กผอมโซในชุดผ้าป่านขาดวิ่นด้วยสายตาดูแคลน พวกเขาที่สั่งสมประสบการณ์มาค่อนชีวิตยังจนปัญญา แล้วนังเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมที่ดูเหมือนขอทานจากสุสานไร้ญาติผู้นี้จะไปทำสิ่งใดได้
เมื่อในห้องเหลือเพียงอวี้เหวินหลิง องครักษ์คนสนิทนามว่าโม่เฟิงและซ่านเสวี่ยอิ๋ง บุรุษผู้สูงศักดิ์ก็ก้าวเข้ามายืนกอดอกพิงเสาหิน ดวงตาเย็นชาจ้องมองแผ่นหลังบางของสตรีตรงหน้าอย่างกดดัน
“ข้าให้เวลาเจ้าหนึ่งชั่วยาม” อวี้เหวินหลิงเอ่ยเสียงเรียบ “บอกข้ามาว่าหวังเจิ้งตายเมื่อใด ตายด้วยวิธีใด และคนร้ายทิ้งร่องรอยใดไว้บ้าง หากคำตอบของเจ้าไร้สาระเหมือนพวกสวะสามคนเมื่อครู่ ข้าจะให้โม่เฟิงถลกหนังบนแผ่นหลังของเจ้าออกมาเปรียบเทียบกับศพบนเตียงเดี๋ยวนี้”
ซ่านเสวี่ยอิ๋งค่อย ๆ ยืดตัวขึ้นตรง นางไม่ได้หันไปต่อปากต่อคำกับเขา แต่กลับหันไปเปิดหีบไม้เก่าคร่ำคร่าของตนเองที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียง
ดวงตาที่เคยมืดมนพลันเปลี่ยนเป็นแน่วแน่และสงบนิ่งทันทีที่หันไปเผชิญหน้ากับซากศพ
บนแท่นหินหยกเย็น คือร่างของรองเสนาบดีกรมอาญาหวังเจิ้งขุนนางวัยสี่สิบเศษที่ครั้งหนึ่งเคยมีรูปร่างอ้วนท้วนสมบูรณ์ หากแต่บัดนี้ ร่างกายของเขากลับไร้ซึ่งผิวหนังห่อหุ้มโดยสิ้นเชิง
ตั้งแต่กระหม่อมจรดปลายเท้ามีเพียงมัดกล้ามเนื้อสีแดงสดสลับกับเส้นเอ็นสีขาวขุ่นที่ถูกกรีดเปิดออก บริเวณช่องท้องและทรวงอกถูกควักเอาอวัยวะภายในออกไปจนหมดสิ้น แล้วถูกยัดแทนที่ด้วยฟางข้าวแห้ง ๆ จนพองโต ตามข้อต่อหัวไหล่ ข้อศอก และหัวเข่า ถูกร้อยรัดด้วยเส้นเอ็นสัตว์สีใสโยงใยเข้ากับท่อนไม้ไผ่สองท่อน ราวกับหุ่นกระบอกที่ใช้เชิดในโรงงิ้ว
ที่น่าสยดสยองที่สุดคือ ใบหน้าไร้ผิวหนังมีลูกตาโปนถลนทั้งสองข้าง และริมฝีปากที่ถูกกรีดฉีกไปจนถึงใบหู ดูคล้ายกับว่าศพกำลังแสยะยิ้มให้กับผู้ที่จ้องมองอยู่
ต่อให้เป็นมือปราบที่ผ่านสนามรบมาโชกโชน เห็นภาพนี้เข้าก็ยังต้องผะอืดผะอม แต่ซ่านเสวี่ยอิ๋งกลับเพียงแค่หยิบผ้าขาวบางขึ้นมาผูกปิดจมูกและปาก ก่อนจะสวมถุงมือที่ทำจากกระเพาะหมูตากแห้งจนบางใส แล้วหยิบมีดสั้นเล่มหนึ่งขึ้นมาจากหีบ
“โม่เฟิง ยกตะเกียงเข้ามาใกล้ ๆ”
นางเอ่ยสั่งองครักษ์คนสนิทของอวี้เหวินหลิงอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับตนเองเป็นผู้บัญชาการเสียเอง โม่เฟิงชะงักไปครู่หนึ่ง หันไปมองเจ้านายของตน เมื่อเห็นว่าอวี้เหวินหลิงเพียงแค่หรี่ตามองดูอยู่อย่างเงียบ ๆ ไม่มีทีท่าว่าจะคัดค้าน โม่เฟิงจึงยอมถือตะเกียงน้ำมันก้าวเข้าไปยืนข้างแท่นหิน