สบตา #4
สบตา #4
ซ่านเสวี่ยอิ๋งไม่ได้สนใจท่าทีของคนทั้งสอง นางก้มหน้าลงใกล้ศพในระยะเพียงไม่กี่ชุ่น ใช้ปลายมีดสั้นเขี่ยไปตามมัดกล้ามเนื้อบริเวณลำคอและหัวไหล่ของหวังเจิ้งอย่างแผ่วเบา
“อู่จั้วของจิ่นอีเว่ยเรียนท่านซื่อจื่อว่าใต้เท้าหวังถูกสังหารจากที่อื่นแล้วจึงนำศพกลับมาจัดฉากที่เรือนพัก เพราะในห้องที่พบศพมีคราบเลือดน้อยเกินไปใช่หรือไม่” นางเอ่ยขึ้นโดยไม่เงยหน้า
อวี้เหวินหลิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายความประหลาดใจครู่หนึ่ง “เจ้ารู้ได้อย่างไร”
“เพราะพวกเขามองแต่คราบเลือดบนพื้น แต่ไม่ได้มองดูเนื้อของศพ”
ซ่านเสวี่ยอิ๋งใช้ปลายมีดชี้ไปที่ขอบแผลบริเวณลำคอและข้อมือ ซึ่งมัดกล้ามเนื้อมีการหดเกร็งและมีจุดเลือดออกสีม่วงคล้ำกระจายตัวอยู่หนาแน่น
“ดูนี่สิเจ้าคะ ขอบเนื้อที่ถูกกรีดมีการหดตัวและมีก้อนเลือดจับตัวเป็นก้อนเล็ก ๆ แทรกอยู่ตามเส้นใยเนื้อ นี่คือปฏิกิริยาของร่างกายที่ยังมีชีวิต คนร้ายไม่ได้ฆ่าเขาก่อนแล้วค่อยถลกหนัง แต่ถลกหนังเขาทั้งเป็นในขณะที่เขายังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนต่างหาก”
โม่เฟิงที่ถือตะเกียงอยู่ถึงกับลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ถลกหนังทั้งเป็นโดยที่ยังมีสติครบถ้วน ต้องเป็นความแค้นระดับใดกันจึงทำเรื่องวิปริตเช่นนี้ได้
“แล้วเหตุใดในห้องถึงมีเลือดน้อยนัก และไม่มีใครในจวนได้ยินเสียงร้องของเขา” อวี้เหวินหลิงถามเสียงขรึม ก้าวเท้าเข้ามาใกล้แท่นหินมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“เรื่องเสียงร้อง คำตอบอยู่ที่ลำคอ” ซ่านเสวี่ยอิ๋งใช้มีดกรีดเปิดหลอดลมของศพออกอย่างแม่นยำ เผยให้เห็นกระดูกอ่อนบริเวณคอหอยที่แตกละเอียดเป็นเสี่ยง ๆ “ก่อนลงมือ คนร้ายใช้ของแข็งขนาดเล็กกระแทกเข้าที่ลูกกระเดือกอย่างแรงเพียงครั้งเดียว ทำให้คอหอยพังทลาย ใต้เท้าหวังจึงทำได้เพียงอ้าปากพะงาบ ๆ แต่ไม่อาจเปล่งเสียงร้องออกมาได้แม้แต่แอะเดียว”
พูดจบนางก็ขยับไปที่ช่วงท้องของศพ ใช้คีมเหล็กคีบเอาฟางแห้งที่ยัดอยู่ภายในออกมาวางเรียงกันบนถาดไม้ นางก้มลงดมกลิ่นฟางเหล่านั้นครู่หนึ่ง ก่อนจะบี้ฟางเส้นหนึ่งด้วยปลายนิ้ว
“ส่วนเรื่องที่เลือดไหลออกมาน้อย ท่านซื่อจื่อลองดูที่ปลายเส้นเลือดใหญ่บริเวณขาหนีบและใต้รักแร้ของศพสิเจ้าคะ”
อวี้เหวินหลิงปรายตามองตามปลายมีดของนาง เห็นว่าตามจุดเส้นเลือดใหญ่มีรอยไหม้เกรียมสีดำขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวปรากฏอยู่หลายจุด
“นี่คือรอยจี้ด้วยเหล็กเผา” ซื่อจื่อขมวดคิ้ว
“ผิดแล้วเจ้าค่ะ นี่คือรอยของเข็มกักโลหิตที่ชุบด้วยยางสนผสมผงชะมดเชียง” น้ำเสียงของซ่านเสวี่ยอิ๋งเรียบเรื่อยแต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ “คนร้ายมีความรู้เรื่องเส้นลมปราณและเรือนร่างเป็นอย่างดี เขาใช้เข็มร้อนสกัดจุดเส้นเลือดใหญ่ทั้งหมดเพื่อลดการไหลเวียนของโลหิต ทำให้เลือดส่วนใหญ่คั่งอยู่ในอวัยวะภายใน ไม่พุ่งกระฉูดออกมาเลอะเทอะขณะทำการถลกหนัง และเมื่อถลกหนังเสร็จ คนร้ายก็ควักอวัยวะภายในที่อุ้มเลือดเหล่านั้นออกไปทั้งหมด นั่นคือเหตุผลที่ในห้องจึงแทบไม่มีคราบเลือด”
ความเงียบเข้าปกคลุมเลี่ยนฝาง มีเพียงเสียงน้ำมันในตะเกียงที่ปะทุเบา ๆ
อวี้เหวินหลิงจ้องมองใบหน้าด้านข้างของซ่านเสวี่ยอิ๋งด้วยแววตาซับซ้อน ยามที่นางจับมีดผ่าศพ ความอ่อนแอซูบเซียวราวกับคนอมโรคพลันมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความเด็ดขาด แม่นยำ และเยือกเย็นจนน่าขนลุก วิชาความรู้เหล่านี้ ล้วนเป็นศาสตร์ชั้นสูงของตระกูลซ่านที่ผสมผสานวิชาแพทย์เข้ากับการตรวจศพ
ยิ่งเห็นนางเก่งกาจเพียงใด ภาพของซ่านโหรวที่ต้องตายอย่างอนาถในกองเพลิงก็ยิ่งฉายชัดขึ้นมาในหัวของอวี้เหวินหลิง ความเคียดแค้นในอกยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเป็นหลายเท่า
สตรีผู้นี้ขโมยวิชาของตระกูลซ่านมาใช้เอาตัวรอด แต่กลับส่งคนตระกูลซ่านลงนรก
“เวลาตายเล่า” อวี้เหวินหลิงเค้นเสียงถาม กดข่มอารมณ์คุกรุ่นในอก “ศพถูกแช่น้ำแข็งไว้ก่อนที่พวกเราจะไปพบ ทำให้ความเย็นของศพผิดเพี้ยนไป อู่จั้วจึงระบุเวลาตายไม่ได้ เจ้าจะใช้วิธีใดดู”
ซ่านเสวี่ยอิ๋งไม่ตอบคำถามในทันที นางวางมีดลง แล้วหยิบเข็มเงินยาวสามชุ่นออกมาจากกระบอกหนัง นางสอดเข็มเงินเข้าไปในรูจมูกของศพ ล้วงลึกเข้าไปจนถึงโพรงกะโหลกด้านใน ก่อนจะค่อย ๆ เขี่ยเอาสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กสีขาวขุ่นตัวหนึ่งออกมาวางบนแผ่นหยกสีดำ
มันคือ ตัวอ่อนของหนอนแมลงวันที่มีขนาดเล็กยิ่งกว่าเมล็ดงา
“คนร้ายฉลาดมากที่ใช้น้ำแข็งหลอกตาเรื่องความเย็นของศพ และใช้กลิ่นฉุนของฟางแห้งกลบกลิ่นคาวเลือดเพื่อไม่ให้แมลงวันตอม”
ซ่านเสวี่ยอิ๋งเอ่ยพลางใช้แว่นขยายที่ทำจากผลึกแก้วใสส่องดูตัวอ่อนนั้น
“แต่คนร้ายลืมไปว่า ในเรือนพักของใต้เท้าหวังมีการจุดกำยานหอมชนิดหนึ่งที่ทำจากเกสรดอกมู่หลาน ซึ่งกลิ่นของมันจะดึงดูดแมลงวันปีกทองที่มีขนาดเล็กเท่าไรฝุ่นให้บินเข้ามาวางไข่ในโพรงจมูกของผู้ที่เพิ่งสิ้นใจทันที”
นางเงยหน้าขึ้นสบตากับอวี้เหวินหลิงเป็นครั้งแรกในรอบชั่วยาม
“ไข่ของแมลงวันปีกทองต้องใช้เวลาฟักตัวหกชั่วยามจึงจะมีขนาดเท่านี้ และเมื่อถูกความเย็นจากน้ำแข็งการเจริญเติบโตของมันจะชะงักลงครึ่งหนึ่ง คำนวณจากเวลาที่พบศพ ใต้เท้าหวังถูกสังหารตั้งแต่เมื่อคืนวาน ในช่วงปลายยามไฮ่ ไม่ใช่เพิ่งตายเมื่อตอนเย็นวันนี้ตามที่คนในจวนเข้าใจเจ้าค่ะ”