LNCrawler

กระชากผ้าคลุม #5

ข้าไม่ได้ติดค้างท่าน — novel.dek d.com · All chapters

กระชากผ้าคลุม #5

ตอนที่ 2 กระชากผ้าคลุม

โม่เฟิงเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง “ปลายยามไฮ่เมื่อคืนวานหรือ? แต่คนรับใช้ในจวนหวังยืนยันว่า เมื่อเช้านี้พวกเขายังเห็นเงาของใต้เท้าหวังนั่งอ่านตำราอยู่หลังม่านในห้องหนังสือ และยังมีเสียงเคาะโต๊ะสั่งให้นำอาหารไปวางไว้หน้าห้องอยู่เลยนะ”

“นั่นเป็นเหตุผลที่คนร้ายต้องทำศพให้เป็นหุ่นเชิดอย่างไรเล่า” ซ่านเสวี่ยอิ๋งชี้ไปที่เส้นเอ็นสัตว์ที่ผูกอยู่ตามข้อกระดูกของศพ “เพียงแค่ใช้เส้นเอ็นโยงเข้ากับกลไกถ่วงน้ำหนักด้วยน้ำแข็งที่ค่อย ๆ ละลาย พอถึงเวลาเช้า น้ำแข็งละลายหมด ถ่วงให้ท่อนไม้ขยับ แขนของศพก็จะเคาะลงบนโต๊ะเกิดเป็นเสียงดังขึ้นเอง ส่วนเงาหลังม่าน ก็เป็นเพียงเงาของศพไร้หนังที่ถูกจัดท่าให้นั่งอยู่ตั้งแต่ช่วงค่ำแล้ว”

ทุกถ้อยคำของนางร้อยเรียงกันอย่างเป็นเหตุเป็นผล ทลายปริศนาที่ทำให้จิ่นอีเว่ยมืดแปดด้านลงในพริบตา

ซ่านเสวี่ยอิ๋งก้มลงมองกองฟางแห้งที่นางคีบออกมาจากท้องศพอีกครั้ง มือเรียวเล็กภายใต้ถุงมือกระเพาะหมูแสร้งทำเป็นจัดเรียงฟางเหล่านั้น ทว่าปลายนิ้วกลับสัมผัสได้ถึงก้อนขี้ผึ้งขนาดเล็กเท่าเมล็ดถั่วที่ซ่อนอยู่ในปล้องฟางเส้นหนึ่งอย่างแนบเนียน

บนก้อนขี้ผึ้งนั้น มีรอยสลักรูปพระจันทร์เสี้ยวซ้อนเมฆาอันเป็นตราประทับลับของหอคณิกาไร้เงา แหล่งกบดานของหนึ่งในมือสังหารที่ร่วมมือกับหวังเจิ้งเมื่อห้าปีก่อน

นัยน์ตาของซ่านเสวี่ยอิ๋งหรี่ลงวูบหนึ่ง อู่จั้วของจิ่นอีเว่ยตรวจศพนี้มาสามคนแต่กลับไม่มีผู้ใดผ่าปล้องฟางออกดู เหตุใดคนร้ายถึงนำตราประทับลับมาซ่อนไว้ในจุดที่มีเพียงนางเท่านั้นที่จะตรวจพบ หรือคนผู้นั้นรู้อยู่แล้วว่าอวี้เหวินหลิงจะต้องไปลากตัวนางมาจากสุสานไร้ญาติเพื่อผ่าศพนี้?

มุมปากภายใต้ผ้าปิดหน้าของซ่านเสวี่ยอิ๋งกระตุกขึ้นเล็กน้อย นางใช้นิ้วหัวแม่มือบี้ก้อนขี้ผึ้งนั้นจนแบนราบไปกับคราบเลือดอย่างแนบเนียน เพื่อทำลายสัญลักษณ์รูปพระจันทร์เสี้ยวทิ้ง ไม่ให้อวี้เหวินหลิงเห็นเบาะแสที่แท้จริง ก่อนจะหยิบฟางอีกเส้นหนึ่งที่มีคราบดินโคลนสีแดงติดอยู่ชูขึ้นให้ซื่อจื่อดู

“และนี่คือร่องรอยสุดท้ายเจ้าค่ะ ฟางพวกนี้ไม่ใช่ฟางที่ใช้เลี้ยงม้าในเมืองหลวง แต่เป็นฟางข้าวเหนียวแดงที่มีปลูกเฉพาะในแถบหมู่บ้านชานเมืองทิศตะวันตกและดินที่ติดอยู่ก็มีกลิ่นกำมะถันจากบ่อน้ำพุร้อน คนร้ายจะต้องมีที่กบดานหรือเคยนำฟางมาจากแถบเขาซีซานอย่างแน่นอน”

นางบอกเบาะแสจริงเพียงครึ่งเดียว เพื่อให้จิ่นอีเว่ยพุ่งเป้าไปที่เขาซีซานตามที่นางต้องการ

อวี้เหวินหลิงมองดูฟางเส้นนั้น ก่อนจะเลื่อนสายตากลับมามองดรุณีตรงหน้า ความเงียบงันโรยตัวลงมาอีกครั้ง ทว่าคราวนี้บรรยากาศกลับเต็มไปด้วยความกดดัน

แทนที่เขาจะเอ่ยชมเชยที่นางสามารถไขปริศนาของศพได้ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม อวี้เหวินหลิงกลับก้าวเข้ามาประชิดตัวนาง แล้วใช้มือข้างหนึ่งกระชากผ้าขาวบางที่ปิดใบหน้าของนางออกอย่างแรง

แควก!

สายคาดผ้าขาดสะบั้น เผยให้เห็นใบหน้าเล็กขาวซีดพร้อมกับดวงตากลมโตนิ่งสงบของซ่านเสวี่ยอิ๋ง

“เก่งกาจนักนะ ซ่านเสวี่ยอิ๋ง” อวี้เหวินหลิงแค่นยิ้ม ดวงตาเย็นเยียบฉายแววอำมหิต “ดูท่าห้าปีมานี้ เจ้าคงจะผ่าศพคนมานับไม่ถ้วน จึงได้ชำนาญการมองหาความตายถึงเพียงนี้ เห็นทีคำร่ำลือที่ว่า เจ้าเป็นคนวางยาพิษสังหารคนในตระกูลซ่านด้วยมือตัวเองก่อนจะเปิดประตูให้ศัตรู คงจะไม่ใช่เรื่องเกินจริงเสียแล้ว!”

ซ่านเสวี่ยอิ๋งเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย สบตากับความเกลียดชังของเขาโดยไม่หลบเลี่ยง

“ท่านซื่อจื่อเชื่อเช่นไร ความจริงก็ย่อมเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ คำพูดของทาสต้องโทษเช่นข้า มีค่าอันใดให้ท่านต้องใส่ใจ”

คำพูดประชดประชันด้วยน้ำเสียงราบเรียบของนาง เปรียบเสมือน น้ำมันที่ราดลงบนกองไฟ อวี้เหวินหลิงขบกรามแน่นจนขึ้นเป็นสันนูน เขารู้สึกหงุดหงิดอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งเห็นดวงตาที่ว่างเปล่าไร้ความรู้สึกผิดของนาง เขาก็ยิ่งอยากจะฉีกกระชากหน้ากากอันเยือกเย็นนั้นออก อยากเห็นนางร้องไห้อ้อนวอนขอชีวิตเหมือนที่โหรวเอ๋อคงจะต้องทำในคืนวันประหาร

“ดี ในเมื่อเจ้าชอบอยู่กับคนตายมากกว่าคนเป็น ข้าก็จะสนองให้!”

อวี้เหวินหลิงสะบัดชายเสื้อคลุม หันไปสั่งการโม่เฟิงด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม

“โม่เฟิง! นำกำลังคนไปตรวจค้นแถบเขาซีซานตามเบาะแสฟางข้าวเหนียวแดงเดี๋ยวนี้! ส่วนสตรีผู้นี้ ไม่ต้องจัดหาเรือนพักให้เปลืองข้าวสุก ขังนางไว้ในห้องเก็บศพชั้นในสุดของที่นี่แหละ ให้มีเพียงแท่นหินกับซากศพเป็นเพื่อน ยามใดที่มีศพใหม่เข้ามาค่อยไขกุญแจให้นางออกมาทำงาน หากไม่ได้รับอนุญาตจากข้า ห้ามผู้ใดส่งมอบผ้าห่มหรือถ่านไฟให้นางแม้แต่ก้อนเดียว!”

“ขอรับ ท่านซื่อจื่อ!” โม่เฟิงรับคำสั่งเสียงดังฟังชัด แม้ในใจจะแอบคิดว่าบทลงโทษนี้โหดร้ายเกินไปสำหรับดรุณีที่เพิ่งสร้างผลงานชิ้นใหญ่ก็ตาม เพราะห้องเก็บศพชั้นในสุดนั้นถูกสร้างติดกับห้องน้ำแข็งใต้ดิน ความหนาวเย็นในยามค่ำคืนสามารถแช่แข็งคนเป็น ๆ ให้กลายเป็นศพได้ไม่ยากเลย

อวี้เหวินหลิงปรายตามองซ่านเสวี่ยอิ๋งเป็นครั้งสุดท้าย รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก

“หนาวเหน็บเพียงแค่นี้ คงเทียบไม่ได้กับความหนาวเหน็บของวิญญาณคนตระกูลซ่านสามร้อยชีวิตหรอก จริงหรือไม่ ซ่านเสวี่ยอิ๋ง”

กล่าวจบ ร่างสูงสง่าก็หมุนตัวก้าวเดินออกจากเลี่ยนฝางไปอย่างไม่ไยดี ทิ้งไว้เพียงเสียงประตูลั่นดาลดังสนั่นหวั่นไหว