จรดคาง #8
จรดคาง #8
ปัง!
บานประตูเหล็กดัดถูกผลักเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับแสงสว่างจ้าจากคบเพลิงที่สาดส่องเข้ามาในห้องมืด
ผู้ที่ก้าวเข้ามาเป็นคนแรกคืออวี้เหวินหลิงที่เพิ่งกลับมาจากห้องทำงาน เขายังคงสวมชุดขุนนางจิ่นอีเว่ยสีดำสนิท ใบหน้าหล่อเหลาคมคายเคร่งขรึม สายตาคมเข้มกวาดมองสภาพภายในห้องเก็บศพที่พังพินาศอย่างรวดเร็ว
แท่นหินพลิกคว่ำ ศพไร้ญาติหล่นลงมากองกับพื้นพร้อมรอยถูกฟันเป็นแผลเหวอะหวะ บนพื้นมีคราบเลือดสด ๆ สาดกระจาย และที่มุมกำแพงหิน ซ่านเสวี่ยอิ๋งกำลังนั่งพิงผนังหอบหายใจรวยริน มือซ้ายกุมต้นแขนขวาที่โชกไปด้วยเลือด ส่วนที่มุมปากก็มีโลหิตสีแดงสดไหลซึมลงมาตัดกับผิวหน้าที่ขาวซีดราวกับกระดาษ
โม่เฟิงที่วิ่งตามเข้ามาเห็นสภาพนั้นก็ตกใจจนหน้าถอดสี “ท่านซื่อจื่อ! มีคนลอบเข้ามา...”
“หุบปาก”
เสียงทุ้มต่ำของอวี้เหวินหลิงเอ่ยขัดขึ้นอย่างเย็นชา ดวงตาดำขลับไม่ได้มองไปที่ซากศพที่ถูกฟัน แต่กลับจ้องเขม็งไปที่มีดผ่าศพของซ่านเสวี่ยอิ๋งที่ตกอยู่ข้างตัวนาง ซึ่งบนใบมีดยังคงมีเลือดสด ๆ ติดอยู่
อวี้เหวินหลิงก้าวเดินอย่างเชื่องช้าเข้าไปหาดรุณีที่นั่งกองอยู่กับพื้น เสียงรองเท้าหนังสัตว์เหยียบย่ำลงบนกองเลือดดังก้องอยู่ในความเงียบ เขาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้านาง ก้มมองร่างเล็กที่สั่นเทาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสมเพชและรังเกียจเดียดฉันท์
ในขณะเดียวกัน ซ่านเสวี่ยอิ๋งที่กำลังตาพร่ามัวด้วยพิษกำเริบ ได้แอบซุกเศษกระดูกซี่โครงที่สลักชื่อถานไถจิ้งเข้าไปในรอยขาดใต้ชายเสื้อของตนเองอย่างมิดชิดเรียบร้อยแล้ว
หากนางมอบกระดูกชิ้นนี้ให้อวี้เหวินหลิงในตอนนี้ นอกจากจะยังเอาผิดถานไถจิ้งไม่ได้เพราะหลักฐานยังไม่มัดตัวแน่นหนาพอแล้ว เผลอ ๆ หลักฐานชิ้นนี้อาจถูกทำลายทิ้งและตัวนางเองก็จะถูกฆ่าปิดปากเร็วขึ้น
ดังนั้น นางจึงเลือกที่จะปิดปากเงียบ
“ท่านซื่อจื่อ...” โม่เฟิงมองดูบาดแผลฉกรรจ์ที่แขนซ่านเสวี่ยอิ๋ง แล้วอดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้น “ดูเหมือนจะมีคนร้ายลอบเข้ามาทำลายศพใต้เท้าหวัง แล้วแม่นางซ่านเข้าขัดขวางจนได้รับบาดเจ็บนะขอรับ ให้ข้าน้อยไปตามหมอมาดูอาการนางก่อนดีหรือไม่...”
“ตามหมอหรือ?” อวี้เหวินหลิงหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่เยือกเย็นจนคนฟังขนลุกซู่
เขาย่อตัวลงนั่งยอง ๆ ตรงหน้าซ่านเสวี่ยอิ๋ง แล้วใช้ปลายพัดเหล็กในมือช้อนคางมนที่เปื้อนเลือดของนางขึ้น บังคับให้นางเงยหน้าสบตาเขา
“โม่เฟิง เจ้าตาบอดหรือไร” อวี้เหวินหลิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งทว่าเชือดเฉือน “จิ่นอีเว่ยมีองครักษ์เวรยามเฝ้าอยู่ทุกจุด แม้แต่แมลงวันตัวเดียวยังบินเล็ดลอดเข้ามาไม่ได้ ประตูห้องเก็บศพถูกลั่นดาลจากด้านนอก หน้าต่างก็ไม่มีสักบาน แล้วจะมีมือสังหารที่ไหนเหาะเข้ามาได้กัน?”
โม่เฟิงชะงัก “ตะ... แต่รอยเลือดบนพื้น กับแผลที่แขนของนาง...”
“มีดผ่าศพของนางเองตกอยู่ข้างตัว และบนใบมีดก็มีเลือดติดอยู่” อวี้เหวินหลิงกดปลายพัดเหล็กเข้ากับคางของซ่านเสวี่ยอิ๋งแรงขึ้น ดวงตาดุดันจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่ว่างเปล่าของนาง “เพื่อให้ข้าใจอ่อนยอมย้ายนางออกจากห้องเก็บศพที่หนาวเหน็บแห่งนี้ สตรีเจ้ามารยาอย่างซ่านเสวี่ยอิ๋งถึงกับยอมคว่ำเตียงศพ กรีดเนื้อของศพให้เลอะเทอะ แล้วใช้มีดกรีดแขนตัวเองเพื่อจัดฉากว่าถูกลอบสังหาร ข้าพูดถูกหรือไม่เล่า แม่นางซ่าน?”
ซ่านเสวี่ยอิ๋งมองใบหน้าหล่อเหลาที่อยู่ห่างออกไปเพียงคืบ ความเจ็บปวดที่ต้นแขนและทรวงอกทำให้ริมฝีปากของนางซีดเผือดไร้สีเลือด
นางเข้าใจแล้วว่าเหตุใดคนร้ายถึงกล้าบุกเข้ามาอย่างอุกอาจ เพราะคนร้ายใช้หญ้าคลุมวิญญาณที่ช่วยกลบกลิ่นอายและเสียงฝีเท้า ประกอบกับช่องลมด้านบนถูกสร้างซ่อนไว้หลังคานหินในมุมอับแสง และหยดเลือดของคนร้ายที่สาดกระเซ็นออกมาเมื่อครู่ ก็บังเอิญตกลงไปบนร่างของศพไร้ญาติที่ถูกฟันพอดี ทำให้อวี้เหวินหลิงเข้าใจผิดว่าเลือดบนใบมีดของนางคือเลือดของนางเองที่ใช้กรีดตัวเองและกรีดศพจัดฉาก
แต่ถึงนางจะอธิบายความจริงออกไปแล้วอย่างไรเล่า?
ในสายตาของอวี้เหวินหลิง นางคือสตรีทรยศที่น่ารังเกียจที่สุดในใต้หล้า ต่อให้นางชี้ไปที่ช่องลมด้านบน เขาก็คงจะหาว่านางกุเรื่องขึ้นมาโกหกอยู่ดี และที่สำคัญ หากเขาสั่งคนขึ้นไปตรวจค้นช่องลมในตอนนี้ คนร้ายที่หนีไปได้ไม่ไกลอาจจะรู้ตัวว่านางได้เก็บซ่อนหลักฐานสำคัญเอาไว้
สู้ปล่อยให้เขาเข้าใจผิดว่านางกำลังเล่นละครตบตาเสียยังจะดีกว่า อย่างน้อยมันก็ช่วยปกปิดเรื่องที่นางซ่อนเศษกระดูกของหวังเจิ้งเอาไว้ได้แนบเนียนที่สุด
คิดได้ดังนั้น ซ่านเสวี่ยอิ๋งจึงค่อย ๆ คลายมือที่กุมแผลออก ปล่อยให้เลือดสีแดงสดไหลหยดลงบนพื้นหิน ริมฝีปากที่เปื้อนเลือดยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่ทั้งเย้ยหยันและยอมรับชะตากรรมอย่างไม่ยี่หระ
“สายตาของท่านซื่อจื่อแหลมคมยิ่งนัก ข้าน้อยเพียงแค่หนาวจนทนไม่ไหว จึงคิดตื้น ๆ อยากจะเรียกร้องความเมตตาจากท่านซื่อจื่อสักเล็กน้อย ไม่นึกว่าจะถูกท่านจับได้เสียแล้ว”