พระธิดาลับ #9
พระธิดาลับ #9
ตอนที่ 4 พระธิดาลับ
ยามรถม้าเคลื่อนผ่านป้ายหินบอกระยะทาง มู่อิ่นเช่อที่หลับอยู่พลันขยับมือ คว้าสาบเสื้อเขาแน่น
“ท่านพ่อ”
เสียงละเมอเบาจนแทบไม่ได้ยิน
กู้เฟิ่งก้มลงใกล้อีกเล็กน้อย ทว่านางกลับเงียบไปแล้ว
ขบวนหยุดพักทุกครั้งที่มู่อิ่นเช่อมีไข้ หลินซู่ไม่ยอมให้เร่งรถม้าลงทางเขา กู้เฟิ่งให้ทหารล่วงหน้านำข่าวกลับไปก่อน ส่วนรถม้าของนางค่อย ๆ เคลื่อนตาม จึงใช้เวลาถึงสามวันกว่าจะถึงเมืองหลวง ข่าวเรื่ององค์ชายใหญ่ขุดพบเด็กหญิงจากก้อนน้ำแข็งก็เดินทางมาถึงก่อนแล้ว
ผู้คนตามโรงน้ำชาพูดกันไปต่าง ๆ นานา บ้างว่าเด็กคนนั้นเป็นภูตหิมะ บ้างว่าเป็นโอสถอมตะที่แปลงกายเป็นมนุษย์ และยังมีคนกลุ่มหนึ่งยืนยันว่าองค์ชายใหญ่ไม่ได้ขุดนางขึ้นมาจากใต้ดิน หากแต่พาพระธิดาลับกลับมาจากชายแดน แล้วแต่งเรื่องก้อนน้ำแข็งเพื่อปิดบังชาติกำเนิด
ข้อสันนิษฐานสุดท้ายแพร่เร็วที่สุด
ยิ่งองค์ชายใหญ่ไม่เคยใกล้ชิดสตรี ยิ่งทำให้คนอยากเชื่อว่าเขาซ่อนสตรีผู้หนึ่งไว้ที่ชายแดนมาหลายปี บัดนี้มารดาของเด็กคงสิ้นใจไปแล้ว เขาจึงต้องรับบุตรสาวกลับเมืองหลวง
เมื่อขบวนผ่านประตูเมือง ชาวบ้านต่างยืดคออยากเห็นพระธิดาลับให้เต็มตา
มู่อิ่นเช่อได้ยินเสียงเอะอะ จึงลืมตาตื่น นางเปิดม่านออกเพียงช่องหนึ่ง ดวงตากลมโตมองถนนที่เต็มไปด้วยร้านรวงอย่างสนใจ
คนด้านนอกเห็นเพียงใบหน้าจิ้มลิ้มแวบเดียว เสียงฮือฮาก็ดังขึ้น
“เหมือนองค์ชายใหญ่จริงด้วย!”
“ดวงตาเหมือนกันไม่มีผิด!”
“ดูท่าคงเป็นพระธิดาลับจริง ๆ”
มู่อิ่นเช่อหันกลับไปมองกู้เฟิ่ง “พวกเขาพูดถึงผู้ใด”
กู้เฟิ่งขยับม่านบังใบหน้านางจากคนที่เบียดเข้ามาใกล้รถม้า “พวกเขาพูดถึงเจ้า”
มู่อิ่นเช่อขมวดคิ้ว “เปิ่นกงเป็นพระธิดาของเจ้าตั้งแต่เมื่อใด”
“คงตั้งแต่คนทั้งเมืองหลวงตกลงกันเองเมื่อเช้านี้” เขามองพวกชาวบ้านที่พยายามชะเง้อผ่านทหารเข้ามา ครั้นหันกลับมาก็พบว่าเด็กกำลังจ้องเขาเขม็ง
นางถลึงตาใส่เขา “เหลวไหล! เปิ่นกงอาวุโสกว่าเจ้าไม่รู้กี่เท่า”
กู้เฟิ่งปรายตามองขาสั้นป้อมที่แกว่งอยู่เหนือพื้นรถม้า “อาวุโสถึงเพียงนั้น เท้ายังแตะพื้นไม่ถึงเลยหรือ”
มู่อิ่นเช่อใช้เวลาอยู่พักหนึ่งกว่าจะเข้าใจว่าเขากำลังประชด นางจึงคว้าหมอนใบเล็กข้างตัวทุ่มใส่เขาเต็มแรง
รถม้าขององค์ชายใหญ่เคลื่อนผ่านถนนสายหลักท่ามกลางเสียงฮือฮา กู้เฟิ่งรับหมอนที่เด็กทุ่มมาไว้ได้ มู่อิ่นเช่อดึงกลับมากอด พยายามเลิกฟังคำว่า พระธิดา ที่ดังลอดม่านเข้ามาไม่หยุด
กระทั่งรถม้าเลี้ยวเข้าสู่ถนนหน้าวังหลวง มู่อิ่นเช่อพลันหยุดมือ
เหนือกำแพงวังด้านตะวันตก หอสูงสีดำตั้งตระหง่านทะลุเมฆ ยอดหอสะท้อนแสงแดดจนมองเห็นได้จากระยะไกล
เพียงเห็นหอนั้น ใบหน้าเล็กก็ขาวซีด เสียงร่ำไห้นับหมื่นดังขึ้นในหัวพร้อมกัน นางยกมือปิดหูหวังกันเสียงเหล่านั้นออกไป ทว่าเสียงกลับยิ่งชัดเจนขึ้น
กู้เฟิ่งเรียกคนที่กำลังยกมือปิดหู “อันอัน”
กู้เฟิ่งขยับเข้ามารับร่างที่กำลังสั่นไว้ มู่อิ่นเช่อซุกตัวเข้าหาเขาอย่างหวาดกลัว ปากเอ่ยถ้อยคำขาดห้วง
“มะ...ไม่” มู่อิ่นเช่อสั่นจนพูดแทบไม่เป็นคำ นิ้วเล็กชี้ผ่านม่านไปยังหอสูง “หอไจซิง”
กู้เฟิ่งมองหอพยากรณ์ คนทั่วไปเรียกมันว่าหอชมดาว ส่วนชื่อหอไจซิงปรากฏอยู่ในบันทึกเก่าและใช้กันในราชสำนัก เขาก้มมองเด็กที่เพิ่งถูกพบห่างเมืองหลวงหกสิบลี้
นางรู้จักชื่อหอนั้นได้อย่างไร
รถม้าแล่นพ้นถนนหน้าวังไปได้พักใหญ่ อาการสั่นของมู่อิ่นเช่อค่อยบรรเทา ทว่าสองมือยังเกาะสาบเสื้อกู้เฟิ่ง กระทั่งแทบมุดเข้าไปอยู่ใต้แขนเสื้อ
กู้เฟิ่งไม่ได้ถามเรื่องหอไจซิงซ้ำ เขาลดม่านบังหอสีดำไม่ให้นางเห็น แล้วปล่อยให้นางนั่งอยู่บนตักจนรถม้าหยุดหน้าจวน
พ่อบ้านดูแลจวนนามว่าจ้าวถงรีบพาคนมาต้อนรับ พ่อบ้านผู้นี้รับใช้องค์ชายใหญ่มาตั้งแต่พระองค์ได้รับอนุญาตให้มาอยู่นอกวังตอนอายุสิบหก ทุกวันนี้เขาคือผู้ที่อยากเห็นองค์ชายใหญ่มีทายาทที่สุด หลังจากได้ฟังข่าวลือจึงกระตือรือร้นมากเป็นพิเศษ
ขนาดว่าองค์ชายใหญ่ก้าวลงมาแล้ว เขายังไม่มองหน้า เอาแต่ชะเง้อคอมองไปด้านหลัง กระทั่งองค์ชายใหญ่หมุนตัวไปอุ้มเด็กคนหนึ่งลงมา
จ้าวถงถึงได้รีบกุลีกุจอพาบ่าวไพร่ทำความเคารพ
กู้เฟิ่งหยุดตรงหน้าพ่อบ้านจ้าว ให้ทุกคนได้ยินชัด “เด็กคนนี้ชื่ออันอัน ข้าพบระหว่างตรวจตำหนักเหมันต์ ยังตามหาญาติไม่พบ ช่วงนี้เด็กจะอยู่ในความดูแลของข้า ในฐานะคุณหนูของจวน”
จ้าวถงค้อมกายรับคำ แล้วหันไปห้ามบ่าวด้านหลังที่เผลอเรียกพระธิดาตามข่าวลือ
ทว่าหลังทำทุกอย่างเสร็จสิ้น กู้เฟิ่งกลับพบปัญหาใหญ่ เพราะมู่อิ่นเช่อไม่ยอมไปกับผู้ใดและไม่ยอมให้ใครแตะต้อง เขาจำต้องอุ้มนางกลับเรือนไปด้วยกัน