ปิ่นพยัคฆ์ #11
ปิ่นพยัคฆ์ #11
ตอนที่ 5 ปิ่นพยัคฆ์
ที่โต๊ะอาหาร มู่อิ่นเช่อนั่งหลังตรงอยู่บนเก้าอี้ที่ต่อให้สูงกว่าปกติ นางใช้ตะเกียบเขี่ยผักออกทีละชิ้น ชิงหลัวยืนรออยู่ข้างเก้าอี้พร้อมชามข้าวอุ่น เห็นผักถูกเขี่ยจนถึงขอบจานก็รีบเลื่อนถ้วยเปล่ามารองไว้
“เปิ่นกงไม่กินผัก!”
“คุณหนูลองสักคำเถิดเจ้าค่ะ ท่านหมอหลินกำชับไว้ แม่ครัวก็ต้มจนนุ่มแล้ว”
นางปรายตามองใบเขียวในจาน “เปิ่นกงอนุญาตให้เจ้ายกไปให้หมอหลินกินแทน”
“ท่านหมอหลินกินของตนแล้วเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็ให้เขากินอีก”
ชิงหลัวเม้มปากกลั้นยิ้ม รีบหันไปจัดผ้าเช็ดมือ นางเป็นสาวใช้ในจวน องค์ชายใหญ่ให้พ่อบ้านเลือกมาดูแลเด็กเพราะเคยช่วยมารดาเลี้ยงน้องมาก่อน แต่ไม่เคยมีน้องคนใดออกคำสั่งได้คล่องแคล่วเช่นคุณหนูผู้นี้
กู้เฟิ่งนั่งอ่านรายงานอยู่หัวโต๊ะ ได้ยินทุกคำ เขาลดกระดาษลงเมื่อเด็กเริ่มผลักจานไปทางชิงหลัว
“กินที่อยู่ในจานเจ้าก่อน ไม่ต้องห่วงหมอหลิน”
“เปิ่นกงห่วงร่างกายเขา”
“ข้าก็ห่วงร่างกายเจ้า”
มู่อิ่นเช่อมองผักอย่างขุ่นเคือง ก่อนชี้ไปที่จานของเขา “เจ้ากินให้เปิ่นกงดูสิ”
กู้เฟิ่งคีบผักคำหนึ่งเข้าปาก เคี้ยวแล้วกลืนให้นางเห็น เด็กน้อยนิ่งไปครู่หนึ่ง คงไม่คิดว่าเขาจะยอมง่ายถึงเพียงนี้
“เจ้าตัวใหญ่กว่าเปิ่นกงตั้งเท่าใด คำเดียวจะพอได้อย่างไร”
“ข้ากินอีกคำ เจ้าก็กินหนึ่งคำ”
นางยื่นนิ้วก้อยออกไปทันที “ห้ามเปลี่ยนใจ”
กู้เฟิ่งวางตะเกียบแล้วเกี่ยวก้อยเล็ก ชิงหลัวก้มหน้าเสียจนแทบชิดถาด พอเงยขึ้นมาองค์ชายใหญ่ก็กินผักคำที่สองไปแล้ว ส่วนคุณหนูน้อยยังนั่งจ้องใบผักของตน
“เลือกใบเล็กที่สุดให้เปิ่นกง” นางสั่งสาวใช้
กู้เฟิ่งปล่อยให้นางเลือกต่อ กลับไปอ่านรายงานที่วางค้างไว้
กู้เฟิ่งนั่งอ่านรายงานอยู่หัวโต๊ะ เขาลดกระดาษลงเมื่อได้ยินช้อนกระทบพื้น มู่อิ่นเช่อกำลังจะเอื้อมไปเก็บ ชิงหลัวรีบจับไหล่นางไว้ เก้าอี้ที่ต่อให้สูงกว่าปกติเพิ่งโยกออกจากขาโต๊ะ
“อย่าก้มลงไปเจ้าค่ะ เดี๋ยวตก”
เด็กสะบัดแขนหลบ มืออีกข้างคว้าขอบโต๊ะไว้ได้ แต่ถ้วยน้ำแกงถูกแขนเสื้อปัดเข้ามาหา
ชิงหลัวอุทาน มู่อิ่นเช่อกลับหดศอกเข้าตัว เบี่ยงไหล่หลบ แล้วตวัดชายผ้ารองจานรับถ้วยไว้ น้ำแกงหกลงบนผ้าเพียงเล็กน้อย ไม่มีหยดใดถูกขานาง
กู้เฟิ่งลุกมาถึงเก้าอี้พอดี เขายกถ้วยออกจากมือเล็ก แกะผ้าเปียกดูว่าถูกน้ำร้อนลวกหรือไม่
“เจ็บตรงไหน”
มู่อิ่นเช่อส่ายหน้า นิ้วกลับสั่นจนต้องซ่อนไว้ใต้โต๊ะ นางไม่รู้ว่าตนทำได้อย่างไร ครู่ก่อนเพียงเห็นถ้วยจะล้ม แขนก็ขยับไปเอง
ชิงหลัวคุกเข่าลงข้างเก้าอี้ “บ่าวดูแลไม่ดี ขอองค์ชายลงโทษด้วยเพคะ”
เด็กมองศีรษะที่ก้มลงต่ำ ความอึดอัดแล่นขึ้นมาจนต้องเลื่อนเท้าหนี นางเคยเห็นคนคุกเข่าเช่นนี้มาก่อน แต่หลังจากนั้นเล่า คนผู้นั้นได้ลุกกลับขึ้นมาหรือไม่ นางนึกไม่ออก
“เปิ่นกงทำเอง ไม่เกี่ยวกับนาง”
กู้เฟิ่งตรวจมือเด็กจนแน่ใจว่าไม่เป็นอะไร แล้วให้ชิงหลัวลุกไปเปลี่ยนผ้า เขาขยับเก้าอี้ชิดโต๊ะ ใช้ผ้าพับรองหลังให้เด็กนั่งมั่นคงขึ้น
“ของตกก็ให้คนเก็บ อย่าเอื้อมลงไปเอง”
มู่อิ่นเช่อก้มมองมือของตนอีกครั้ง ก่อนยอมจับช้อนคันใหม่ที่ชิงหลัวยื่นมา สาวใช้คีบผักเพียงคำเล็กลงข้างข้าว นางมองอยู่พักหนึ่งแล้วตักเข้าปาก
กู้เฟิ่งกลับไปนั่งที่เดิม ยังไม่ทันหยิบรายงาน เด็กก็ชี้ช้อนมาทางเขา
“พรุ่งนี้เจ้าต้องกินสองคำก่อนเปิ่นกงเช่นเดิม”
เขามองผักที่ยังเหลืออยู่ในจานนาง “เจ้าจำเรื่องนี้ได้แม่นทีเดียว”
มู่อิ่นเช่อยกชามข้าวขึ้นบังรอยยิ้ม ชิงหลัวรีบหันไปเก็บผ้าเปียก แต่เสียงหัวเราะเบา ๆ ยังหลุดออกมาจนได้
ชิงหลัวกำลังจะชม แต่กู้เฟิ่งยกมือห้าม ปล่อยให้เด็กกินต่อเอง เขาหยิบรายงานขึ้นมา ทว่าจนอาหารมื้อนั้นสิ้นสุดลงก็ยังไม่พลิกไปหน้าถัดไป
หลังอาหารเช้า หลินซู่เข้ามาตรวจอาการตามปกติ เขาพบรอยแดงจาง ๆ รูปกลีบดอกไม้อยู่ตรงกลางแผ่นหลังของมู่อิ่นเช่อ ตั้งแต่วันแรกที่น้ำแข็งละลาย รอยนี้มีขนาดเท่าเมล็ดถั่ว ยามนี้กลับแผ่กว้างเท่าเหรียญทองแดง
“เจ็บหรือไม่” เขาใช้นิ้วแตะขอบรอยเบา ๆ
มู่อิ่นเช่อนอนคว่ำอยู่บนตักชิงหลัว พยายามบิดไหล่หนีนิ้วหมอ “ไม่เจ็บ เพียงคันนิดหน่อย”
หลินซู่ตรวจรอยบนแผ่นหลังอีกครู่ สีหน้าที่ผ่อนคลายเมื่อครู่กลับเคร่งขึ้น “เมื่อคืนมีไข้หรือฝันร้ายอีกหรือไม่”
“ฝันเห็นคนใส่ชุดขาวสวดอะไรบางอย่าง” นางย่นจมูก “น่ารำคาญยิ่งนัก เปิ่นกงสั่งให้หยุดก็ไม่ยอมหยุด”
หลินซู่จดถ้อยคำลงในสมุด ก่อนจะเงยหน้ามองกู้เฟิ่ง “กระหม่อมอยากตรวจเสื้อผ้าที่ติดมากับร่างนางอีกครา เผื่อผงสีหรือสมุนไพรในเนื้อผ้าทำให้เกิดรอยนี้”
กู้เฟิ่งหันไปถามชิงหลัว “เสื้อที่นางสวมมาอยู่ที่ใด”
ชิงหลัวชี้เข้าไปหลังฉาก “เก็บไว้ในหีบด้านในเพคะ แต่ผ้าเปื่อยมากแล้ว บ่าวไม่กล้าแตะต้อง”
กู้เฟิ่งสั่งให้นำหีบมา