ปิ่นพยัคฆ์ #12
ปิ่นพยัคฆ์ #12
ชุดสีแดงในวันนั้นเหลือเพียงเศษผ้าหลายชิ้น พอสัมผัสอากาศก็ยุ่ยจนแทบจับไม่ได้ หลินซู่ใช้คีมไม้คีบขึ้นตรวจทีละชิ้น ส่วนมู่อิ่นเช่อนั่งอยู่ข้างโต๊ะ กินแตงหวานที่ชิงหลัวหั่นเป็นชิ้นเล็ก
เมื่อหลินซู่คีบเศษผ้าชั้นสุดท้ายออก ปิ่นเหล็กดำยาวราวฝ่ามือก็กลิ้งตกกระทบก้นหีบดังแกร๊ก หัวปิ่นมีขนาดเพียงเท่านิ้วก้อย
กู้เฟิ่งหยิบขึ้นมาพิจารณา มันเป็นปิ่นทำจากเหล็กดำ หัวปิ่นสลักเป็นรูปพยัคฆ์อ้าปาก แม้ผ่านเวลามานาน ลวดลายยังคมชัด
มู่อิ่นเช่อเห็นปิ่นนั้น มือที่ถือแตงหวานหยุดนิ่ง
ภาพชายสูงใหญ่ในชุดเกราะผุดขึ้นมาอีกครั้ง เขาคุกเข่าต่อหน้านาง ยกปิ่นพยัคฆ์เสียบลงบนมวยผมให้อย่างเก้ ๆ กัง ๆ เสียงหัวเราะดังอยู่รอบตัว
“ลูกพ่อ บิดาไม่มีปิ่นสวย ๆ อย่างคนในเมือง เจ้าใช้สิ่งนี้แทนไปก่อน เมื่อบิดากลับจากศึกจะซื้อหยกที่ดีที่สุดมาให้”
ความเจ็บแปลบแล่นขึ้นในศีรษะ
ชิ้นแตงหลุดจากมือ มู่อิ่นเช่อเอื้อมไปคว้าปิ่นโดยไม่ทันรู้ตัว
กู้เฟิ่งเห็นสีหน้าผิดปกติจึงยื่นปิ่นให้นาง “จำได้หรือ”
มู่อิ่นเช่อในร่างเด็กส่ายหน้า น้ำตาไหลลงมาอย่างไร้เสียง
นางจำถ้อยคำได้ขาดเป็นห้วง แม้แต่ชื่อที่บุรุษผู้นั้นเรียกก็เลือนหายไปกับเสียงหัวเราะ เหลือเพียงความคิดถึงจนหน้าอกเจ็บ
มู่อิ่นเช่อรับปิ่นมากอดไว้แนบอก “ปิ่นนี้เป็นของเปิ่นกง”
กู้เฟิ่งให้ชิงหลัวพาเด็กไปพัก นางยังคงกอดปิ่นไว้ ไม่ยอมให้ใครเก็บลงหีบ
เมื่อประตูปิด เขาจึงเรียกเฉิงอี้ที่รออยู่หน้าห้อง องครักษ์ก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาคุกเข่า
กู้เฟิ่งยื่นภาพที่วาดไว้ให้องครักษ์ “ไปหาว่าตราพยัคฆ์บนปิ่นเป็นของกองทัพใด”
เฉิงอี้รับภาพปิ่นมาดู แล้วน้อมรับคำสั่ง “พ่ะย่ะค่ะ”
กู้เฟิ่งกำชับเพิ่มเติม “ตรวจบันทึกตำหนักเหมันต์เมื่อสี่ร้อยปีก่อนด้วย ข้าต้องการรายชื่อทุกคนที่อยู่ที่นั่นในวันที่หิมะถล่ม”
เฉิงอี้มีสีหน้างงงัน เพราะเรื่องเมื่อสี่ร้อยปีก่อนต่อให้หอบันทึกยังเก็บไว้ ก็คงเหลือเพียงเศษกระดาษไม่กี่แผ่น แต่เขายังคงรับคำอยู่ดี “กระหม่อมจะพยายามพ่ะย่ะค่ะ”
บ่ายนั้น ขณะกู้เฟิ่งอ่านรายงานอยู่ในห้องหนังสือ เสียงร้องของชิงหลัวก็ดังมาจากลานด้านหลัง
“คุณหนู ลงมาเถิดเจ้าค่ะ!”
เขาลุกขึ้นเดินออกจากห้อง กลางลานมีต้นทับทิมอายุหลายสิบปี กิ่งหนึ่งยื่นผ่านชายคา มู่อิ่นเช่อกำลังเกาะอยู่บนกิ่งนั้น ชุดสีเหลืองอ่อนติดอยู่กับใบไม้ ขาสั้นป้อมเหยียบกิ่งไม้ที่เล็กเกินกว่าจะรับน้ำหนัก
ด้านล่าง ชิงหลัวกับบ่าวอีกสี่คนยืนกางแขนวิ่งไปมา ไม่มีผู้ใดกล้าปีนขึ้นไปเพราะเกรงว่ากิ่งจะหัก
กู้เฟิ่งหยุดใต้ต้นไม้ “เจ้าขึ้นไปทำอะไร”
มู่อิ่นเช่อชี้ไปยังรังนกตรงปลายกิ่ง “ลูกนกตกอยู่ข้างนอก เปิ่นกงจะเอามันกลับเข้ารัง”
กู้เฟิ่งมองกิ่งไม้ใต้เท้านาง “ลงมาก่อน กิ่งนั้นรับน้ำหนักเจ้าไม่ไหว”
มู่อิ่นเช่อยังเอื้อมมือไปทางรังนก “อีกนิดเดียว เปิ่นกงเกือบถึงตัวมันแล้ว”
นางขยับตัวไปข้างหน้า กิ่งไม้ส่งเสียงลั่น
กู้เฟิ่งสาวเท้าเข้าไปหา ยื่นแขนรออยู่ใต้กิ่ง “อันอัน อย่าขยับ”
เด็กน้อยไม่เชื่อฟัง นางเอื้อมสุดแขนคว้าลูกนกได้พอดี ขณะเดียวกันกิ่งใต้เท้าก็หัก
เสียงกรีดร้องดังทั่วลาน
ร่างเล็กตกลงมา กู้เฟิ่งรับไว้ได้ทัน ทว่าแรงกระแทกทำให้เขาถอยไปชนชั้นวางกระถางดอกไม้ กระถางใบหนึ่งร่วงลงแตก เศษกระเบื้องบาดฝ่ามือขวาเป็นทางยาว
มู่อิ่นเช่ออยู่ในอ้อมแขนเขาอย่างปลอดภัย กระทั่งลูกนกยังถูกประคองไว้กลางอก
นางก้มมองเลือดที่ไหลจากมือเขา ใบหน้าเล็กซีดลงทันที
มู่อิ่นเช่อมองแผลด้วยความตกใจ “เจ้าเจ็บมากหรือไม่”
กู้เฟิ่งยกมือข้างที่บาดเจ็บให้ห่างจากชุดเด็ก “แผลเล็กน้อยเท่านั้น”
กู้เฟิ่งส่งนางให้ชิงหลัว ทว่าเด็กน้อยไม่ยอมปล่อย นางจับข้อมือเขาขึ้นมาดูอย่างร้อนใจ เลือดหยดหนึ่งไหลผ่านปลายนิ้วมาถึงนิ้วของนาง
มู่อิ่นเช่อเผลอยกนิ้วเข้าปากตามนิสัยเด็ก เมื่อรสคาวแผ่บนปลายลิ้น รอยกลีบดอกไม้บนแผ่นหลังก็ร้อนวาบขึ้นมา นางเบิกตากว้าง ก่อนร่างทั้งร่างจะอ่อนยวบลง
“อันอัน!” กู้เฟิ่งช้อนตัวนางขึ้นก่อนศีรษะจะกระแทกพื้น
เพียงชั่วลมหายใจ ผิวกายของเด็กน้อยร้อนจัด กู้เฟิ่งอุ้มนางกลับเรือน เสียงเรียกหมอทำให้บ่าวที่อยู่ตามระเบียงรีบหลบทาง ชิงหลัวรับลูกนกจากมือเด็กฝากไว้กับบ่าวคนหนึ่ง ก่อนจะวิ่งตามเข้าห้อง
ไข้ของมู่อิ่นเช่อสูงตลอดทั้งคืน หลินซู่เปลี่ยนผ้าชุบน้ำบนหน้าผากครั้งแล้วครั้งเล่า ยาที่ป้อนเข้าไปไหลย้อนออกตรงคาง กู้เฟิ่งรับถ้วยมาถือเอง ประคองหลังให้นางลุกขึ้นทีละน้อย
“ยาขม เปิ่นกงไม่อยากกินแล้ว”
เด็กหลบช้อนจนใบหน้าซุกอยู่กับข้อพับแขนเขา กู้เฟิ่งวางถ้วยลงชั่วคราว เช็ดยาที่เปื้อนแก้มออก นางเม้มปากแล้วสะดุ้งเมื่อแผลแห้งปริออก เสียงบ่นเมื่อครู่เบาลงทุกที
“อีกนิดเดียว อันอัน ลืมตามองข้าก่อน”
นางพยายามลืมตา แต่ครู่เดียวก็ปิดลงอีก มือที่จับแขนเขาคลายออก กู้เฟิ่งหันไปหาหลินซู่ทันที
หมอหลวงจับชีพจรอยู่ข้างเตียง ยกมือให้องค์ชายรอก่อน เขาจับอยู่นานจนกู้เฟิ่งต้องก้มลงฟังว่าเด็กยังหายใจหรือไม่