LNCrawler

เสื้อหดไปได้อย่างไร #14

ข้าก็แค่เป็นฮองเฮามาสี่ร้อยปี — novel.dek d.com · All chapters

เสื้อหดไปได้อย่างไร #14

กู้เฟิ่งวางมือขวาบนโต๊ะ “เรื่องเลือดที่ข้าบอกเจ้าเมื่อคืนเล่า เป็นไปได้หรือไม่”

หลินซู่พลิกกลับไปหน้าที่จดไว้ แตะรอยหมึกตรงคำว่า เลือด “กระหม่อมยังไม่กล้ายืนยัน จากที่เห็นมีเพียงเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนอาการเปลี่ยน”

“เช่นนั้นตรวจข้าด้วย”

หลินซู่รีบคว้าข้อมือองค์ชายใหญ่มาตรวจโดยลืมฐานะไปชั่วขณะ เขามองรอยแผลที่ถูกเศษกระถางบาด ดมผ้าพันแผล แล้วถามเรื่องอาหาร ยา และอาการเจ็บป่วยย้อนหลังหลายเดือน กระทั่งไม่พบสิ่งใด ถึงค่อยถอนหายใจออกมา

“จากชีพจรและอาการ กระหม่อมยังไม่พบว่าพระองค์ได้รับพิษ ส่วนเลือดหยดนั้นเกี่ยวข้องอย่างไร คงต้องหาหลักฐานเพิ่มพ่ะย่ะค่ะ”

กู้เฟิ่งพยักหน้ารับรู้

หลินซู่เก็บผ้าพันแผลเก่าแยกไว้ แล้วกลับออกไปพร้อมบันทึกอาการของทั้งสองคน

เฉิงอี้กลับมาจากหอบันทึกในช่วงสาย เขานำม้วนภาพเก่ากับบันทึกฉบับคัดสองแผ่นเข้ามาในห้องหนังสือ

“ทูลองค์ชาย ตราพยัคฆ์ดำเคยเป็นตราของกองทัพสกุลมู่พ่ะย่ะค่ะ กองทัพนี้ถูกยุบเมื่อสี่ร้อยปีก่อน หลังมู่ฮองเฮาสิ้นพระชนม์”

กู้เฟิ่งรับฉบับคัดมาอ่าน “ปิ่นลักษณะนี้เป็นของผู้ใด”

“ในบันทึกเครื่องแต่งกายราชสำนักระบุว่า แม่ทัพใหญ่มู่เจิ้นหย่วนสั่งทำปิ่นพยัคฆ์ดำเพียงสามชิ้น ชิ้นหนึ่งฝังพร้อมภรรยา ชิ้นหนึ่งอยู่ในศาลบรรพชน อีกชิ้นมอบให้ธิดาคนเดียวของเขา”

กู้เฟิ่งเงยหน้าจากบันทึก “ธิดาผู้นั้นคือมู่ฮองเฮาหรือ”

เฉิงอี้ยืนยัน “เป็นมู่ฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ”

เฉิงอี้คลี่ม้วนภาพบนโต๊ะ ภาพเก่าจนสีซีด เป็นภาพสตรีในชุดประจำตำแหน่งยืนอยู่ข้างโต๊ะทรงงาน ใบหน้าถูกน้ำซึมจนเลือนราง เหลือเพียงเรือนร่างสูงโปร่งกับปิ่นดำบนศีรษะ

ด้านล่างเขียนว่า มู่ฮองเฮา รัชศกเจียวฝางปีที่เจ็ด

กู้เฟิ่งอ่านบันทึกอีกแผ่น ในนั้นกล่าวถึงเหตุหิมะถล่ม ตำหนักเหมันต์ถูกฝัง มู่ฮองเฮากับข้าราชบริพารเสียชีวิตทั้งหมด ไม่พบพระศพ

ตำแหน่งที่เกิดเหตุ ตรงกับซากใต้ดินที่พบมู่อิ่นเช่อ

อายุของเหตุการณ์ ตรงกับเวลาสี่ร้อยปี

ปิ่นที่อยู่กับร่างเด็ก เป็นของมู่ฮองเฮา

เสียงฝีเท้าดังมาจากระเบียง ก่อนที่ประตูห้องหนังสือจะเปิดออก ชิงหลัวพามู่อิ่นเช่อในเสื้อชุดใหม่สีแดงเข้ามา เด็กหญิงโตขึ้นจนเดินได้มั่นคงกว่าเดิม นางเห็นภาพบนโต๊ะก็หยุดนิ่ง

กู้เฟิ่งม้วนภาพเก็บไม่ทัน

มู่อิ่นเช่อเดินเข้าไปใกล้ ค่อย ๆ ยกมือแตะปิ่นบนศีรษะสตรีในภาพ “นี่คือเปิ่นกง”

เฉิงอี้หลุบตาลง ซ่อนสีหน้าประหลาดใจ

กู้เฟิ่งวางมือทับชายภาพไว้ก่อนที่มันจะม้วนกลับ “เจ้าจำได้แล้วหรือ”

นางส่ายหน้า “แต่เปิ่นกงรู้ว่านี่คือเปิ่นกง”

กู้เฟิ่งชี้ตัวอักษรใต้ภาพให้นางดู “แต่สตรีในภาพนี้มีชีวิตอยู่เมื่อสี่ร้อยปีก่อน”

มู่อิ่นเช่อเงยหน้าขึ้นช้า ๆ “เปิ่นกงอาจหลับนานไปหน่อย”

นางพยายามนึกว่าสี่ร้อยปีนานเท่าใด กลับนึกได้เพียงมือหยาบกร้านของคนที่เสียบปิ่นให้ เสียงหัวเราะยังอยู่ในหู แต่เมื่อหันมองรอบห้องก็พบเพียงคนแปลกหน้าที่เพิ่งรู้จัก

นิ้วเล็กเลื่อนจากภาพมากำชายแขนเสื้อกู้เฟิ่ง “เปิ่นกงหิวแล้ว”

เขามองมือนั้น เด็กไม่ได้มองอาหารที่ชิงหลัวถือมาเลย นางยังจ้องภาพซีดจาง รอจนเขายอมขยับออกจากโต๊ะจึงเดินตาม

กู้เฟิ่งเก็บภาพกับบันทึกลงหีบ ก่อนจะพานางออกไปกินข้าว ระหว่างทางเขาถามขึ้นราวกับไม่ใส่ใจ

“เมื่อวานเจ้ากินเลือดข้า รู้สึกอย่างไร”

มู่อิ่นเช่อหยุดเดิน สีหน้าขยะแขยง “คาว”

กู้เฟิ่งรอให้นางสงบลง สายตายังไม่ละจากใบหน้าที่เปลี่ยนไป “นอกจากรสคาวแล้ว เจ้ารู้สึกผิดปกติตรงใดอีกหรือไม่”

มู่อิ่นเช่อแตะข้างคอแล้วส่ายหน้า “เปิ่นกงจำไม่ได้ รู้สึกร้อน แล้วก็หลับไป”

นางเดินต่อไปได้สองก้าวแล้วนึกบางอย่างขึ้นมา จึงหันกลับมาจับมือขวาของเขา พลิกดูแผลใต้ผ้าพัน

นางมองมือที่พันผ้าแล้วถาม “แผลของเจ้ายังเจ็บหรือไม่”

กู้เฟิ่งปล่อยให้นางสำรวจมือ “ไม่เจ็บแล้ว”

เด็กน้อยคลายมือที่จับผ้าพันแผล “ไม่เจ็บแล้วก็ดี”

มู่อิ่นเช่อพยักหน้าอย่างพอใจ ก่อนจะยื่นมือมาให้เขาจูง

กู้เฟิ่งกุมมือเล็กนั้นไว้แล้วพาเดินไปห้องอาหาร ความสงสัยเกี่ยวกับเลือดยังคงอยู่ในใจ แต่เขาไม่คิดลองด้วยการให้นางดื่มเลือดซ้ำ เพราะดูจากอาการของนางแล้ว เขาคิดว่ามันน่าจะไม่ใช่ความคิดที่ดี

บ่ายวันเดียวกัน ราชโองการจากวังมาถึง จิ่งเหอตี้ฮ่องเต้ทรงได้ยินข่าวว่าพระโอรสพาเด็กกลับจวน รับสั่งให้พาเข้าเฝ้าในวันรุ่งขึ้น ท้ายราชโองการมีข้อความจากเวินฮองเฮาว่า หากเด็กน่าเอ็นดูจริง ให้นำมาถวายแก่นาง

ในห้องโถง มู่อิ่นเช่อฟังชิงหลัวอ่านจบก็แค่นเสียง “ผู้ใดบังอาจให้เปิ่นกงไปเป็นของเล่น”

นางกระโดดลงจากเก้าอี้ ขาสั้นพาร่างในชุดแดงเดินฉับ ๆ ไปหากู้เฟิ่ง

“พรุ่งนี้พาเปิ่นกงเข้าวัง”

กู้เฟิ่งรับกระดาษจากชิงหลัว “ไปทำอะไร”

“เปิ่นกงจะไปสั่งสอนนาง”

เขามองศีรษะที่สูงเพียงเอวตนแล้วพยักหน้า “ได้ แต่คืนนี้ต้องกินผักให้หมดก่อน”

มู่อิ่นเช่อหันหลังกลับทันที “เปิ่นกงเปลี่ยนใจแล้ว ไว้วันอื่นค่อยสั่งสอนก็ได้”