เข้าวังครั้งแรก #15
เข้าวังครั้งแรก #15
ตอนที่ 7 เข้าวังครั้งแรก
ชิงหลัวหลุดหัวเราะ เด็กน้อยหันมามอง นางรีบยกกระดาษห่อราชโองการบังปาก
“หัวเราะอะไร เปิ่นกงเพียงเห็นว่านางยังไม่เคยพบเปิ่นกง จะให้รู้ธรรมเนียมทุกอย่างได้อย่างไร”
กู้เฟิ่งพับราชโองการเก็บ “เช่นนั้นพรุ่งนี้ก็ไปพบกันก่อน อยู่ข้างข้า อย่าแยกไปที่ใด”
นางยอมพยักหน้า แต่ยังไม่วายทวง “เรื่องสั่งสอนไว้วันอื่นแล้ว ผักคืนนี้ก็กินเท่าเดิม”
เขาส่ายหน้าเรียกพ่อบ้านจ้าวมาเตรียมรถม้ากับคนติดตาม มู่อิ่นเช่อกลับไปนั่งข้างชิงหลัวอย่างสบายใจ ราวกับเพิ่งลดโทษให้คนทั้งตำหนักอวี้คุน
ด้านนอก ข่าวว่าเด็กในจวนองค์ชายใหญ่โตขึ้นในคืนเดียวแพร่ออกไป จนมีหมอพื้นบ้าน นักพรต และคนขายยาวิเศษมารอหน้าประตูไม่ขาด
พ่อบ้านจ้าวให้เสมียนจดชื่อผู้มาติดต่อและรับจดหมายผ่านช่องเล็กข้างประตู ส่วนยาที่ไม่รู้ที่มาไม่ให้นำเข้าจวน มู่อิ่นเช่อตามกู้เฟิ่งออกไปถึงลานหน้าเรือน โดยมีชิงหลัวคอยดูแลอยู่ข้างกาย
กู้เฟิ่งให้ทหารกันฝูงชนออก พ่อบ้านจ้าวกลับนำกระดาษแผ่นหนึ่งมาให้ เป็นของนักพรตรูปร่างผอมที่มาถึงก่อนคนขายยา เขาไม่ขอเงิน เพียงบอกให้ส่งถึงมือองค์ชายใหญ่
เลือดครั้งแรกปลุกกาย ครั้งที่สองปลุกวัย หากครั้งที่สามมาก่อนนาม เจ้าของร่างจะหลงลืมตน
กู้เฟิ่งส่งเฉิงอี้ตามหานักพรต ส่วนตนพามู่อิ่นเช่อกลับห้องหนังสือ องครักษ์กลับมาเมื่อใกล้เย็น เขาตามไม่ทัน พบเพียงเสื้อคลุมที่ถูกทิ้งในตรอกตลาด ด้านในปักตรานกกระเรียนคาบวงแหวน
กู้เฟิ่งมองตราที่ปักอยู่บนเสื้อคลุมแล้วถาม “ตรานี้เป็นของสำนักใด สืบพบหรือยัง”
เฉิงอี้ยังไม่กล้ายืนยัน “ยังไม่พบพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะให้คนสืบต่อ แต่คนผู้นั้นอาจตั้งใจทิ้งตราของผู้อื่นไว้ให้เราตามผิดทางก็ได้”
มู่อิ่นเช่อยืนเขย่งอยู่ข้างโต๊ะ กู้เฟิ่งเลื่อนกระดาษลงให้นางเห็น เด็กไล่นิ้วตามตัวอักษร “ก่อนนาม หมายถึงต้องจำชื่อก่อนเลือดครั้งที่สามหรือ”
กู้เฟิ่งพิจารณาข้อความอีกครั้ง “อาจหมายความเช่นนั้น”
มู่อิ่นเช่อชี้ไปที่ตนเอง “แต่เปิ่นกงมีชื่อแล้ว เปิ่นกงชื่ออันอัน”
เขาอธิบายให้นางฟัง “นั่นเป็นชื่อที่ข้าตั้งให้หลังพบเจ้า”
มู่อิ่นเช่อก้มมองปิ่นในถุงผ้า นิ้วลูบหัวพยัคฆ์อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้าถาม “ถ้าจำชื่อเดิมได้ เปิ่นกงยังใช้อันอันได้หรือไม่”
กู้เฟิ่งย่อตัวลงให้เสมอสายตานาง “ได้ เจ้าเก็บไว้ทั้งสองชื่อเถิด”
นางพับกระดาษใส่อกเสื้อ “เช่นนั้นเราต้องหาชื่อเดิมของเปิ่นกงให้พบ ก่อนที่จะกินเลือดครั้งที่สาม”
นี่เป็นครั้งแรกที่มู่อิ่นเช่อใช้คำว่าเราเมื่อกล่าวถึงการสืบเรื่องของตน กู้เฟิ่งรับคำและจดเรื่องชื่อเดิมเพิ่มลงในสมุดบันทึกการสืบ
หลินซู่กลับมาตรวจนางก่อนมื้อเย็น เขาวัดส่วนสูง ชีพจร และแรงมือเทียบกับที่จดไว้ มู่อิ่นเช่อนั่งให้จับข้อมือจนเสร็จ แต่พอเห็นเครื่องชั่งก็ถอยไปหลังกู้เฟิ่ง
“ไม่ชั่ง”
หมอหลวงวางสมุดลงข้างเครื่องชั่ง “ต้องบันทึกขอรับ”
“ดูด้วยตาก็รู้ว่าโต”
“ข้าต้องเทียบผลครั้งหน้า”
มู่อิ่นเช่อจับชายเสื้อกู้เฟิ่งแน่น “ห้ามมีครั้งหน้า”
หลินซู่หันไปขอความช่วยเหลือจากองค์ชายใหญ่ เขากลับตอบ “ถ้านางไม่ยอมก็ไม่ชั่ง ลองอย่างอื่นก่อนเถิด”
หมอถอนใจ เลื่อนเครื่องชั่งออกแล้วคลี่กระดาษลงบนพื้น “ถ้าเช่นนั้นตรวจรอยเท้าแทน”
เด็กน้อยโผล่หน้าจากหลังชายเสื้อ ก้มมองกระดาษอย่างระแวงอยู่พักหนึ่งก่อนยอมออกมา
มู่อิ่นเช่อยอมเหยียบกระดาษเพื่อพิมพ์รอยเท้า เมื่อเทียบกับรองเท้าเดิมก็พบว่าเท้าของนางยาวขึ้นตามวัยจริง ไม่ใช่ภาพลวง ครั้นลองบีบเครื่องไม้ที่ใช้วัดแรงมือ ส่วนที่เลื่อนได้ก็ขยับไปไกลกว่าระยะที่เด็กห้าขวบทั่วไปทำได้เล็กน้อย
หลินซู่ยังพบว่ารอยถลอกเล็กจากวันที่ตกต้นไม้เริ่มแห้งตามปกติ ไม่ได้หายไปเพราะร่างโตขึ้น เขาคัดรูปตราบนแผ่นหลังเก็บไว้เทียบกับการตรวจครั้งหน้า
กู้เฟิ่งมองรอยหมึกจากเท้าของเด็ก ขนาดของมันเปลี่ยนไปจริง ถึงวันนี้นางจะไม่เจ็บ เขาก็ยังไม่กล้าวางใจ จึงฝากให้หลินซู่ค้นตำราที่เกี่ยวข้องต่อ และให้เฉิงอี้ตามหานักพรตผู้นั้น
คืนนั้นกู้เฟิ่งเพิ่งวางพู่กันก็ได้ยินเสียงลากของอยู่หน้าห้อง พอเปิดประตูออกไป มู่อิ่นเช่อกำลังยกหมอนใบใหญ่ข้ามธรณีประตู ปลายหมอนตกลงไปอีกฝั่ง นางรีบกอดไว้ทั้งสองแขน
“คืนนี้มีเรื่องใดอีก” เขาถาม
ตั้งแต่ถูกขุดขึ้นมา นางไม่เคยยอมนอนคนเดียว คืนใดเขากลับห้องก่อน เจ้าตัวเล็กก็จะตามมาพร้อมหมอนและข้ออ้างใหม่เสมอ
มู่อิ่นเช่อเงยหน้าทำตาปริบ ๆ “เปิ่นกงมาดูว่าเจ้าดับตะเกียงหรือยัง”
กู้เฟิ่งมองหมอนในอ้อมแขนนาง “ต้องเอาหมอนมาดูด้วยหรือ”
นางก้มลงมองของที่กอดอยู่ ครั้นเงยหน้าขึ้นอีกครั้งก็ทำท่าจริงจัง “หากเจ้ายังไม่ดับ เปิ่นกงจะได้รอ”
เขาเบี่ยงกายให้ มู่อิ่นเช่อรีบหอบหมอนผ่านเข้าไป ตรงไปทางเตียง แต่กู้เฟิ่งชี้ตั่งเล็กที่ให้คนตั้งเตรียมไว้ข้างใน