หนูยังรู้จักผูกเชือก #19
หนูยังรู้จักผูกเชือก #19
ตอนที่ 9 หนูยังรู้จักผูกเชือก
เมื่อในห้องเหลือเพียงเขากับนาง กู้เฟิ่งเปิดตู้เสื้อผ้า เสื้อถูกพับเรียบร้อย ไม่มีขนม เขาเปิดหีบของเล่น ไม่มี ครั้นก้มมองใต้เตียงก็เห็นเชือกเส้นหนึ่งผูกอยู่กับขาเตียง ปลายเชือกลากไปหลังฉากกั้น
เขาดึงเชือก
ตะกร้าไม้ไผ่ถูกลากออกมา ข้างในมีขนมเปี๊ยะสามชิ้น พุทราเชื่อมห่อผ้าไว้ และไหเล็กบรรจุน้ำผึ้งครึ่งไห
มู่อิ่นเช่อจ้องตะกร้า จากนั้นหันมองหน้าต่าง “หนูในจวนเจ้าฉลาดยิ่งนัก ถึงกับรู้จักซ่อนอาหาร”
“หนูยังรู้จักผูกเชือกด้วย”
“คงเป็นหนูที่ผ่านการฝึกมา”
“หนูยังทิ้งรอยเท้าเล็กเท่าเท้าเจ้าไว้หน้าคลัง”
เด็กน้อยก้มมองรองเท้าตนอย่างเสียเปรียบ นางคิดอยู่พักใหญ่ก่อนเงยหน้าขึ้น “เปิ่นกงหิว”
คำรับสารภาพง่ายดายจนกู้เฟิ่งเตรียมคำดุไว้เสียเปล่า
“เหตุใดไม่เรียกชิงหลัว”
“นางไม่ยอมให้เปิ่นกงกินขนมหลังอาหารเย็น บอกว่าเป็นคำสั่งเจ้า”
“เจ้าจึงหลอกให้นางไปจับหนู?”
“เปิ่นกงไม่ได้หลอก เปิ่นกงได้ยินเสียงจริง”
“เสียงอะไร”
“เสียงท้องของเปิ่นกง”
กู้เฟิ่งยกมือกดหว่างคิ้ว
มู่อิ่นเช่อเห็นเขาไม่พูดก็ขยับเข้าไปใกล้ เอานิ้วเล็กดึงชายแขนเสื้อ “เปิ่นกงโตขึ้นตั้งสองปี ย่อมต้องกินมากขึ้น หากเจ้าปล่อยให้เปิ่นกงหิวแล้วร่างไม่โตอีก เจ้าจะรับผิดชอบหรือ”
เหตุผลฟังดูมีส่วนถูกอยู่บ้าง แต่ไม่มีผู้ใดเติบโตด้วยการกินขนมเปี๊ยะครึ่งคืน
กู้เฟิ่งสั่งให้ห้องเครื่องเพิ่มอาหารว่างหนึ่งมื้อ แต่ห้ามเป็นของหวานทุกวัน ส่วนขนมที่ขโมยมาให้ส่งคืนทั้งหมด
อันอันยอมรับเงื่อนไขข้อแรก ไม่ยอมข้อหลัง
“ของที่เข้ามาในเรือนเปิ่นกงแล้วจะเอาออกไปได้อย่างไร”
“เจ้าขโมยมา”
“เปิ่นกงเพียงย้ายของในจวนเดียวกัน”
“จวนนี้เป็นของข้า”
“เจ้าก็เป็นคนของเปิ่นกง”
ประโยคนี้ทำให้กู้เฟิ่งหยุดไปเล็กน้อย
มู่อิ่นเช่อพูดต่อโดยไม่รู้เรื่องรู้ราว “ข้าวของของเจ้าย่อมเป็นของเปิ่นกง ส่วนข้าวของของเปิ่นกงก็ยังเป็นของเปิ่นกง เห็นหรือไม่ ไม่ได้ขโมย”
“เหตุผลของเจ้าช่างยุติธรรมเสียจริง” เขาอดเอ่ยวาจาค่อนขอดไม่ได้
“แน่นอน”
กู้เฟิ่งยกตะกร้าขึ้น มู่อิ่นเช่อรีบกระโดดลงจากเก้าอี้ วิ่งมาขวางประตูแล้วกางแขนทั้งสองข้าง
“เอาคืนมา!”
เขาหยุดตรงหน้านาง ยกตะกร้าพ้นมือที่เอื้อมมาคว้า “ถ้าหิว ข้าจะให้คนเอาอาหารมาให้ แต่ขนมพวกนี้ต้องคืนห้องเครื่องก่อน”
มู่อิ่นเช่อเขย่งจนสุดปลายเท้าก็ยังไม่ถึง นางมองตะกร้าอย่างเจ็บใจ แล้วเปลี่ยนไปเกาะแขนเขาแทน
“พุทราสองเม็ด”
“กินข้าวเช้าแล้วหรือ”
นางยังไม่ตอบ แขนที่เกาะเขาอยู่กลับเขย่าเบา ๆ “เม็ดเดียวก็ได้”
กู้เฟิ่งถอนใจ หยิบพุทราจากห่อในตะกร้าให้หนึ่งเม็ด เด็กน้อยรับไปทันที ก่อนถอยพ้นประตูด้วยท่าทางสง่างามดังเดิม
“เห็นแก่ที่เจ้ารู้จักผ่อนปรน เปิ่นกงยอมคืนให้ก็แล้วกัน”
ชิงหลัวยืนรออยู่ด้านนอก กู้เฟิ่งส่งตะกร้าให้แล้วชี้ไปทางห้องอาหาร นางรีบพาเด็กไปกินข้าว มู่อิ่นเช่อเดินตามแต่โดยดี เพียงหันกลับมากำชับเขาอีกครั้งว่าอาหารว่างที่รับปากไว้ต้องมีจริง
เขารับคำ พอเด็กพ้นระเบียงก็เปิดฝาตะกร้ามองขนมที่เหลือ แล้วหลุดหัวเราะออกมาจนพ่อบ้านจ้าวที่เพิ่งเดินมาถึงต้องหยุดมอง
บ่ายวันเดียวกัน ช่างเย็บผ้าจากตำหนักอวี้คุนมาถึงจวนพร้อมคนถือหีบสองคน พ่อบ้านจ้าวตรวจป้ายแล้วให้วางหีบไว้ในเรือนรับรอง ชิงหลัวพามู่อิ่นเช่อออกมาวัดตัวตามข้อความที่ฮองเฮาฝากมา ส่วนกู้เฟิ่งติดประชุมเรื่องตำหนักเหมันต์อยู่ที่ห้องหนังสือ
ช่างเย็บผ้าเป็นหญิงวัยกลางคนที่มู่อิ่นเช่อเคยเห็นในวัง นางคลี่ผ้าสีแดงทาบไหล่เด็ก ยิ้มเมื่อเด็กน้อยลูบลายดอกไห่ถังอย่างพอใจ
คนถือหีบทั้งสองรออยู่หลังฉาก ไม่พูดไม่จา
“คุณหนูอยากได้แขนเสื้อยาวเพียงใดเจ้าคะ”
มู่อิ่นเช่อยื่นมือให้วัด “อย่าให้ปิดมือ เปิ่นกงจะยิงธนู”
ช่างเย็บผ้าหยิบเชือกวัดตัวมาพาดแขน ชิงหลัวเดินไปเอาชุดเก่าจากเรือนหลักเพื่อให้เทียบขนาด ยังไม่ทันกลับ เด็กก็ได้ยินเสียงถ้วยแตกหลังฉาก
นางหันไป ช่างเย็บผ้าล้มอยู่ข้างหีบ ชายคนหนึ่งยืนคร่อมร่างนาง มือยังถือไม้สั้น อีกคนพุ่งเข้ามาปิดปากมู่อิ่นเช่อ
เด็กกัดฝ่ามือนั้นเต็มแรง กลิ่นเหงื่อกับหนังหยาบติดลิ้น คนร้ายสะบัดมือแล้วกระชากแขนนางไปด้านหลัง เจ็บจนขาอ่อน
ชายอีกคนกางผ้าสีแดงคลุมศีรษะนาง เสียงเรียกถูกอุดไว้ในผ้าหลายชั้น
“อย่าให้มีแผล นายท่านจะดูรอยเดิม”
มู่อิ่นเช่อถูกอุ้มขึ้น เท้าถีบโดนฝาหีบดังปัง นางพยายามยันศอกแต่แขนถูกมัดติดกันเสียแล้ว ร่างเล็กถูกวางลงบนกองผ้า หีบปิดเหนือศีรษะทันที
ความมืดทำให้เสียงไม้ลั่นดังชัดขึ้น นางหยุดดิ้น ฟังคนด้านนอกสั่งให้ระวังผ้าพระราชทาน เสียงฝีเท้าผ่านไปหลายคู่ ไม่มีใครเปิดหีบ
กลิ่นไม้ฉุนจัด มู่อิ่นเช่อสูดอากาศผ่านรอยต่อฝา หีบถูกยกเอียงแล้วกระแทกลงบนพื้นแข็ง สะเทือนอีกครั้งเมื่อรถม้าเริ่มเคลื่อน
นางกัดผ้าที่อุดปากไว้ น้ำตาไหลทั้งที่พยายามกลั้น