หนูยังรู้จักผูกเชือก #20
หนูยังรู้จักผูกเชือก #20
กู้เฟิ่งยังอยู่ในห้องหนังสือ เขาจะรู้หรือไม่ว่านางหายไป
นางกระแทกส้นเท้ากับไม้ แต่เสียงล้อกลบจนหมด คนด้านนอกเคาะฝาหีบสองครั้ง
“อยากให้ช่างผ้าตายนักหรือ”
เท้าของเด็กหยุดค้าง นางไม่รู้ว่าหญิงผู้นั้นถูกนำมาด้วยหรือไม่ ครู่ก่อนเห็นเลือดอยู่ข้างขมับ หากตะโกนแล้วคนร้ายทำร้ายนางอีกเล่า
รถม้าเลี้ยวจนตัวเด็กไหลไปชนผนังหีบ มู่อิ่นเช่อพยายามยันเข่า ความเจ็บตรงแขนทำให้นางนึกถึงเชือกที่มัดอยู่หลังตัว
นิ้วเล็กขยับคลำปมอย่างไร้จุดหมาย กระทั่งปลายนิ้วเกี่ยวได้กับเชือกส่วนที่พาดข้ามกัน
ภาพมือใหญ่สอนผูกสายบังเหียนผ่านเข้ามา นางมองไม่เห็นใบหน้าของคนสอน จำคำพูดไม่ได้ มีเพียงความรู้สึกว่าไม่ควรดึงปลายนี้ ยิ่งดึงยิ่งแน่น
มู่อิ่นเช่อกลั้นสะอื้น งอข้อมือเข้าหากันให้นิ้วลอดได้ พยายามดันห่วงกลับแทนการกระตุก ครั้งแรกเชือกไม่ขยับ ครั้งที่สองเล็บฉีกจนเจ็บแปลบ นางกัดผ้าแน่นแล้วลองอีก
ห่วงคลายออกเพียงนิดเดียว
นางยกไหล่บิดแขนตามช่องนั้น เชือกบาดผิวจนแสบ แต่ข้อมือข้างหนึ่งหลุดในที่สุด เด็กดึงผ้าปิดปากออก หอบอยู่ในความมืดจนเสียงรถม้าหยุด
มู่อิ่นเช่อรีบสอดมือกลับเข้าไปในห่วงหลวม วางตัวนิ่ง หีบถูกยกขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เสียงฝีเท้ากลวงกว่าก่อน มีกลิ่นน้ำขังและไม้ผุเข้ามาแทนกลิ่นถนน
ฝาหีบเปิด แสงทำให้นางต้องหลับตา คนร้ายดึงผ้าคลุมออก กระชากเด็กขึ้นมานั่งข้างหีบ
นางเห็นรองเท้าสองคู่ คันเบ็ดพิงผนัง กับประตูที่แสงลอดได้เพียงด้านล่าง
“ลงมา”
นางไม่ขยับ ชายคนที่ถูกกัดหิ้วแขนนางขึ้น มู่อิ่นเช่อปล่อยตัวหนักจนเขาต้องลากมาวางข้างเสา
เขาดึงเชือกมัดข้อมือนางเข้ากับเสาเพิ่มอีกชั้น คราวนี้นางแอบกำชายแขนเสื้อคั่นไว้ระหว่างเชือกกับผิว
“ร้องไปก็ไม่มีใครได้ยิน”
ชายอีกคนเดินไปเปิดหน้าต่าง มู่อิ่นเช่อเห็นคลองแคบอยู่นอกเรือน ลานฝั่งตรงข้ามมีไม้ไผ่วางเรียง ไม่มีผู้คน แต่ไกลออกไปได้ยินเสียงตีเหล็กเป็นจังหวะ
“ข้าจะไปเรียกคนมาดู เด็กต้องอยู่ครบ อย่าแตะปิ่นกับรอยบนหลัง”
มู่อิ่นเช่อก้มหน้าซ่อนน้ำตา รอจนเสียงฝีเท้าคนนั้นหายไป
คนเฝ้านั่งลงข้างประตู พันผ้าตรงมือที่ถูกกัด เขาถ่มน้ำลายลงพื้นแล้วมองนางอย่างขุ่นเคือง
นางขยับสะโพกทีละน้อย ดึงชายแขนเสื้อออกจากห่วง เชือกคลายพอให้นิ้วหนึ่งลอดได้ แต่ปมที่เสาอยู่ไกลเกินเอื้อม ต่อให้มือหลุดก็ยังออกประตูไม่ได้ ชายผู้นั้นนั่งขวางอยู่
“เปิ่นกงหิวน้ำ”
เขาไม่สนใจ มู่อิ่นเช่อเลียริมฝีปากที่แห้งผาก น้ำตายังไหล ไม่ต้องแกล้งร้องก็ร้องออกมาได้อยู่แล้ว
“เจ้าให้เปิ่นกงกินน้ำหน่อย หายใจไม่ออก”
คนเฝ้ามองหน้านาง ครั้นเห็นเด็กไอจนตัวงอจึงลุกไปหยิบกระบวยจากโอ่งที่มุมห้อง เขายังถือไม้สั้นมาด้วย
ขณะเขาก้มลง มู่อิ่นเช่อกลั้นใจเอียงตัวไปหากระบวย ดื่มทั้งที่น้ำมีกลิ่นคาวโคลน นางดื่มช้า ๆ มองมือของเขาที่จับไม้ เห็นนิ้วข้างเจ็บเหยียดออก กำได้ไม่เต็มมือ
พอน้ำเหลือก้นกระบวย เด็กก็แกล้งไอ น้ำสาดเข้าหน้าเขา คนเฝ้าสบถแล้วผลักนางกลับไปชนเสา
มู่อิ่นเช่อเจ็บจนตาพร่า แต่ข้อมือหลุดจากห่วงแล้ว นางคว้ากระบวยกระแทกมือที่พันผ้า ไม้สั้นร่วงลงพื้น
เสียงร้องของชายผู้นั้นทำให้นางกลัวจนอยากหยุด ทว่าเท้ากลับพาร่างเล็กวิ่งไปทางหน้าต่าง
เขาคว้าชายเสื้อไว้ได้ มู่อิ่นเช่อถอดแขนออกข้างหนึ่ง มุดหลุดจากเสื้อตัวนอก ทิ้งผ้าไว้ในมือคนร้ายแล้วปีนขึ้นขอบหน้าต่าง
นอกหน้าต่างเป็นคลอง น้ำสีคล้ำไหลกระทบเสา ใต้เท้ามีเพียงคานไม้แคบ ๆ ทอดไปถึงชายเรือนอีกด้าน
“ลงมา!”
มือผู้ใหญ่เอื้อมมาจากด้านหลัง มู่อิ่นเช่อกอดเสานอกเรือนไว้แล้วถีบหน้าต่างปิดใส่ คนเฝ้าร้องลั่น
นางไม่มีเวลามองผล ค่อย ๆ เลื่อนเท้าตามคาน ไม้ชื้นลื่นจนเท้าข้างหนึ่งไถลลงน้ำ
นางเกาะเสาแน่น เล็บครูดเนื้อไม้ น้ำเย็นทำให้ขาสั่น ใต้ตัวลึกเท่าใดก็ไม่รู้ ความรู้สึกจมหายใต้หิมะย้อนเข้ามาจนต้องหลับตา
ไม่ลงไป เปิ่นกงจะไม่ลงไปอีก
เสียงประตูเรือนเปิด คนร้ายกำลังอ้อมออกมาทางฝั่ง มู่อิ่นเช่อยกเท้าที่เปียกกลับขึ้นคาน หมุนตัวเข้าหาผนังแล้วขยับต่อ
นางจำท่าทางนี้ได้จากที่ใดไม่รู้ รู้เพียงต้องแนบตัวไว้ อย่าเงยหน้า อย่ามองน้ำ
พอถึงมุมเรือน เด็กก็เห็นเชือกเรือพันอยู่กับหลัก นางย่อตัวใช้เชือกประคองกระโดดลงกองไม้ริมฝั่ง เข่ากระแทกจนชาวาบ แต่ยังลุกวิ่งต่อได้
เสียงตีเหล็กดังอยู่ทางซ้าย มู่อิ่นเช่อวิ่งไปหา ไม่รู้ว่าตรอกนี้พาไปที่ใด รองเท้าเหลือข้างเดียว อีกข้างคงหลุดในคลอง นางไม่หันกลับไปเก็บ
ปากตรอกมีชายชรากำลังตีเหล็กอยู่ใต้เพิง ลูกมือของเขาพัดเตาจนประกายไฟกระเด็น มู่อิ่นเช่อพุ่งเข้าไปจับชายเสื้อชายชราทันที