เงาของหอไจซิง #21
เงาของหอไจซิง #21
ตอนที่ 10 เงาของหอไจซิง
“ช่วยเปิ่นกงด้วย!”
ชายชรารีบยกค้อนให้พ้นศีรษะเด็ก คนร้ายตามมาถึงแล้ว เขาหยุดหอบหน้าร้าน ยิ้มทั้งที่เหงื่อไหลเต็มหน้า
“ลูกข้าเอง หนีเที่ยวอีกแล้ว มานี่!”
มู่อิ่นเช่อหลบหลังช่างเหล็ก แต่ไม่ยอมให้เขาดึงออกไป นางชูข้อมือให้เห็นรอยเชือกแล้วควักหยกพระราชทานที่ยังอยู่ในสาบเสื้อ
“เปิ่นกงอยู่จวนองค์ชายใหญ่ ไปเรียกคนตรวจตรามา อย่าให้เขาพาเปิ่นกงไป”
คนร้ายยื่นมือมาจะคว้าหยก ช่างเหล็กขยับค้อนในมือขวางไว้ ลูกมือหยุดพัดเตา ลุกมาถือคีมร้อนยืนอีกด้าน
“หากเป็นลูกเจ้าจริงก็รอทหารมา” ชายชรามองรอยแดงบนข้อมือเด็ก “เจ้ามัดนางทำไม”
ชายผู้นั้นถอยไปครึ่งก้าว พอได้ยินเสียงเกราะจากหัวถนนก็หันหลังวิ่ง ลูกมือช่างเหล็กตะโกนเรียกทหารลาดตระเวนที่กำลังผ่านมา
มู่อิ่นเช่อกอดชายเสื้อคนช่วยไว้ ไม่กล้าปล่อยแม้คนร้ายจะลับไปแล้ว
กู้เฟิ่งมาถึงก่อนตะวันตกดิน
เขาพาเฉิงอี้กับทหารอีกสิบกว่านายเข้ามาในร้าน ช่างเหล็กลุกจากม้านั่งอธิบายเหตุการณ์
มู่อิ่นเช่อที่นั่งห่มผ้าอยู่หลังเตาเงยหน้าขึ้น นางมองอยู่นานคล้ายกลัวว่าคนตรงหน้าไม่ใช่เขา
“กู้เฟิ่ง”
เขาหยุดตรงหน้าเด็ก ชื่อที่นางเคยเห็นท้ายหนังสือบนโต๊ะหลุดออกมาอย่างร้อนรน
มู่อิ่นเช่อเอื้อมมือไปคว้าแขนเสื้อ พอจับได้จึงร้องไห้จนตัวโยน
กู้เฟิ่งคุกเข่าข้างม้านั่ง มือชะงักตรงรอยเชือก เขาประคองนางขึ้นอย่างระวัง เด็กซุกหน้าเข้ากับคอ เสื้อด้านนั้นเปียกในเวลาไม่นาน
“ข้ามาแล้ว”
นางอยากต่อว่า เหตุใดมาช้านัก เหตุใดไม่อยู่ด้วยตอนคนร้ายมา แต่พออ้าปากกลับมีเพียงเสียงสะอื้น นิ้วที่เล็บฉีกเกาะเขาไว้จนเจ็บเองก็ไม่ยอมคลาย
เฉิงอี้เข้ามารอที่ข้างประตู กู้เฟิ่งหันไปสั่งให้คุ้มครองร้านกับคนทั้งสองไว้ แล้วถามเด็กถึงเรือนริมคลอง มู่อิ่นเช่อชี้ทิศทางที่วิ่งมา ก่อนซุกหน้ากลับที่เดิม
ทหารพบหีบกับเสื้อสีแดงที่นางทิ้งไว้ คนเฝ้าหนีไปแล้ว ส่วนคนที่ออกไปรับผู้ว่าจ้างไม่ย้อนกลับมา ริมหน้าต่างมีผ้าพันมือเปื้อนเลือดตกอยู่ เฉิงอี้เก็บใส่ถุงแยกจากของอื่น
เมื่อกลับถึงจวน ชิงหลัวรออยู่หน้าประตูเรือน นางร้องไห้จนตาบวม พอเห็นมู่อิ่นเช่อก็ทรุดลงคุกเข่า
“บ่าวกลับมาไม่พบคุณหนู ช่างเย็บผ้าสลบอยู่หลังฉาก บ่าว...”
มู่อิ่นเช่อยื่นมือไปจับนางทันที “ช่างผ้ายังอยู่หรือ”
“ยังอยู่เจ้าค่ะ ท่านหมอช่วยไว้แล้ว”
เด็กปล่อยลมหายใจออกยาว ก่อนจะมองข้อมือของตนอีกครั้ง กู้เฟิ่งพาเข้าห้อง ให้ชิงหลัวช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้า ส่วนตนรออยู่หน้าฉากตลอด ไม่ไปที่ใด
หลินซู่ล้างแผลที่เข่าและเล็บให้ มู่อิ่นเช่อกัดผ้าเช็ดหน้าเงียบ ๆ ไม่ยอมร้องอีก เมื่อหมอถามถึงมือที่หลุดจากเชือก นางก็ลองขยับนิ้วให้ดู
“เปิ่นกงทำเป็น แต่ไม่รู้ว่าเรียนจากผู้ใด”
กู้เฟิ่งนึกถึงปมถุงลูกกวาดที่นางแกะออกในกระโจม เขารอจนหลินซู่พันแผลเสร็จแล้วค่อยถามว่าคนร้ายพูดอะไรบ้าง
“เขาจะดูรอยบนหลัง ห้ามทำให้เปิ่นกงมีแผลใหม่” เด็กชี้ไปที่เสื้อผ้าของตน “เขารู้ด้วยว่าเปิ่นกงมีปิ่น”
ในห้องพลันเงียบลง หลินซู่ลดผ้าที่กำลังจะคลุมไหล่เด็กลง ตรวจแผ่นหลังอีกครั้ง
รอยกลีบดอกไม้จางลงจริง แต่ตรงกลางกลับปรากฏจุดสีแดงเล็กเท่าปลายเข็ม
เขาใช้พู่กันวาดลงสมุด “คล้ายดอกไม้เก้ากลีบ แต่เวลานี้เห็นเพียงกลีบเดียวชัดเจน”
กู้เฟิ่งเลื่อนภาพวาดกลับไปหาหลินซู่ “เคยเห็นสัญลักษณ์เช่นนี้ที่ใดหรือไม่”
“ไม่เคยพ่ะย่ะค่ะ อาจต้องถามสำนักโหรหลวง”
กู้เฟิ่งห้ามไว้ “ยังไม่ต้องแจ้งสำนักโหรหลวง”
กู้เฟิ่งให้เฉิงอี้ส่งคนไปตรวจที่มาของผู้ถือหีบทั้งสอง
ป้ายของช่างเย็บผ้าเป็นของจริง แต่นางถูกเปลี่ยนคนติดตามกลางทาง คนร้ายรู้เวลานัดและรู้จักรอยบนร่างมู่อิ่นเช่อ เขายังไม่รู้ว่าข่าวรั่วจากจวนหรือจากวัง
หลินซู่รับหน้าที่ค้นตำราเก่าต่อ เฉิงอี้กลับมาจากส่งคนตรวจค้นแล้ว กู้เฟิ่งจึงเรียกเข้ามารับคำสั่งอีกข้อ
“ตรวจประวัติหอไจซิง ข้าต้องการรู้ว่าใครเป็นผู้ออกแบบ และเกี่ยวข้องกับมู่ฮองเฮาอย่างไร”
เฉิงอี้รับคำแล้วถอยออกไป
บนตั่ง มู่อิ่นเช่อเอนตัวพิงหมอน หลินซู่ให้พักเพราะอ่อนแรงจากการหนี นางหลับตาฟังคนทั้งสองคุยกัน
คำว่าหอไจซิงทำให้เสียงสวดดังกลับมาอีกครั้ง คราวนี้มีเสียงชายแก่ปะปนอยู่ด้วย
“มารดาแห่งแผ่นดินย่อมต้องสละตนเพื่อแผ่นดิน...”
นางกอดหมอนแน่น ความหนาวเย็นแล่นจากกลางหลังไปทั่วร่าง
ในความทรงจำ นางเห็นมือของตนเปื้อนเลือด กำลังทุบประตูหินจากด้านใน
หอเก็บตำราหลวงตั้งอยู่ด้านตะวันออกของวัง เป็นหอสามชั้นที่เก็บบันทึกตั้งแต่ก่อตั้งราชวงศ์ บันทึกใหม่อยู่ชั้นล่าง ส่วนบันทึกเก่าเกินร้อยปีถูกย้ายขึ้นชั้นบนตามลำดับ
ผู้ดูแลบอกเฉิงอี้ว่า บันทึกเรื่องหอไจซิงส่วนใหญ่อยู่ชั้นสาม แต่หลายม้วนเสียหายจากไฟไหม้เมื่อร้อยหกสิบปีก่อน สิ่งที่เหลือถูกแมลงกัดกับความชื้นทำลายไปมาก
เฉิงอี้ใช้เวลาค้นอยู่สามวันจึงพบรายชื่อช่างหลวงที่สร้างหอ ทว่าหน้าที่กล่าวถึงคำสั่งก่อสร้างขาดไปพอดี เหลือเพียงบันทึกค่าใช้จ่ายกับจำนวนแรงงาน