ปิ่นพยัคฆ์กลางตลาด #24
ปิ่นพยัคฆ์กลางตลาด #24
นางมองช่าง “ทำสิบ”
กู้เฟิ่งมองช่างเช่นกัน “ทำห้า”
หญิงชราผู้รับงานเหงื่อซึมหน้าผาก ไม่รู้ควรฟังเจ้านายของจวนหรือมารดาแห่งแผ่นดินตัวจ้อยดี สุดท้ายทำกระเป๋าสองชั้น ชั้นนอกใส่ห้าเม็ด ชั้นลับใส่อีกห้า
มู่อิ่นเช่อพอใจมาก
กู้เฟิ่งพบความจริงหลังขนมหายจากห้องเครื่องสิบเม็ด เขาสั่งเย็บชั้นลับปิด นางจึงใช้มีดเล็กเปิดตะเข็บใหม่
สงครามกระเป๋าดำเนินหลายวัน ช่างตัดเสื้อถูกเรียกเข้าออกจวนจนบอกสามีว่าตนรับงานทำเกราะศึกอยู่ มิใช่ชุดเด็ก
ท้ายที่สุดทั้งคู่ทำสัญญา อันอันเก็บขนมได้วันละห้าเม็ดในกระเป๋า หากเหลือถึงค่ำก็เป็นของวันถัดไป กู้เฟิ่งไม่ค้นกระเป๋าโดยพลการ
วันแรกนางกินหมดก่อนเที่ยง
วันที่สองเก็บไว้หนึ่งเม็ดถึงเย็นแล้วภูมิใจมาก
วันที่สามแบ่งให้ชิงหลัวหนึ่งเม็ดเพราะนางกำนัลถูกเข็มตำ
กู้เฟิ่งเห็นแต่ไม่พูด เขาสั่งให้ห้องเครื่องใส่เพิ่มอีกหนึ่งเม็ดในวันถัดมา
มู่อิ่นเช่อนับได้หก นางมองเขา “เจ้าคำนวณผิดหรือ”
“พ่อครัวใส่ผิด”
“เช่นนั้นเปิ่นกงรับไว้ ไม่ให้เขาลำบาก”
เด็กน้อยเดินจากไปพร้อมกระเป๋าพอง กู้เฟิ่งมองตามไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย
คืนนี้ อันอันฝันร้ายอีกแล้ว เสียงกรีดร้องของนาง ทำให้กู้เฟิ่งต้องรีบช้อนตัวเด็กน้อยไปอุ้ม
เขาอุ้มอันอันเดินไปมารอบห้องอยู่หลายรอบ เด็กน้อยยังเกาะคอไม่ยอมปล่อย พอวางลงบนเตียงก็ลืมตาขึ้นทันที ท้ายที่สุดเขาต้องนั่งพิงหัวเตียง ปล่อยให้นางนอนขดอยู่บนอกจนฟ้าสาง
รุ่งเช้า มู่อิ่นเช่อลืมเรื่องที่ตนร้องไห้กลางดึกไปหมด นางตื่นมาเห็นกู้เฟิ่งหลับตาอยู่ข้างตัว จึงใช้นิ้วจิ้มแก้มเขาอย่างสนใจ
คนผู้นี้เวลาหลับไม่ทำหน้าดุ ดูแล้วอายุน้อยลงหลายปี
นางจิ้มครั้งแรก เขาไม่ขยับ
ครั้งที่สอง คิ้วเขากระตุก
ครั้งที่สาม มือใหญ่คว้านิ้วเล็กเอาไว้ทั้งที่ยังไม่ลืมตา
“หากไม่อยากนอนก็ลุก”
“เปิ่นกงกำลังตรวจว่าเจ้าตายหรือยัง”
“ผลเล่า”
“ยังไม่ตาย”
“น่าเสียดายหรือ”
มู่อิ่นเช่อคิดแล้วตอบอย่างจริงใจ “ไม่เสียดาย หากเจ้าตาย ผู้ใดจะเก็บขนมไว้ให้เปิ่นกง”
กู้เฟิ่งลืมตาขึ้นมองนาง เด็กน้อยส่งยิ้มให้ราวกับเพิ่งพูดคำหวานที่สุดในใต้หล้า
หลังอาหารเช้า เฉิงอี้นำข่าวใหม่มารายงาน ตราพยัคฆ์ดำไม่ได้สูญหายไปพร้อมกองทัพทั้งหมด ยังมีชาวบ้านบางครอบครัวใช้อักษรมู่กับลายพยัคฆ์เป็นเครื่องหมายร้านค้า กระจายอยู่ทางตอนใต้ของเมืองหลวง หนึ่งในนั้นคือร้านบะหมี่เล็ก ๆ ในตรอกชิงเหอ
“คนสกุลมู่?” มู่อิ่นเช่อถาม
“อาจเป็นเพียงคนแซ่เดียวกันพ่ะย่ะค่ะ” เฉิงอี้ตอบอย่างระมัดระวัง
นางลุกขึ้นทันที “พาเปิ่นกงไป”
กู้เฟิ่งปฏิเสธ “เจ้ายังถูกห้ามออกจากจวน”
“เปิ่นกงจะไปตามหาคนในตระกูล”
“ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเกี่ยวข้องกับเจ้า”
“หากไม่ไปจะพิสูจน์ได้อย่างไร”
เหตุผลนี้ทำให้เขาเงียบ
อันอันรู้ว่าตนได้เปรียบจึงขยับเข้าไปดึงแขนเสื้อ “เปิ่นกงจะเชื่อฟัง ไม่หนี ไม่ปีนต้นไม้ ไม่ขโมยขนม”
“ข้อท้ายที่สุดไม่น่าเชื่อ”
“เปิ่นกงไม่เคยขโมย”
กู้เฟิ่งมองนาง
“ได้ ๆ เปิ่นกงจะไม่ย้ายขนมของผู้อื่นมาไว้ในห้องตนเอง”
ในที่สุดเขายอมพาไป แต่ต้องปลอมตัวเป็นครอบครัวพ่อค้าธรรมดา กู้เฟิ่งเปลี่ยนชุดผ้าแพรเป็นเสื้อสีน้ำเงินเรียบ ไม่สวมเครื่องประดับ เฉิงอี้ติดตามในฐานะคนรับใช้ ส่วนอันอันถูกชิงหลัวแต่งเป็นบุตรสาวตัวน้อย
ก่อนออกจากจวน ชิงหลัวสอนนางเรียกกู้เฟิ่งว่าท่านพ่อ
มู่อิ่นเช่อปฏิเสธขึงขัง “เขาอายุน้อยกว่าเปิ่นกงตั้งหลายร้อยปี เปิ่นกงไม่เรียก”
“หากเรียกองค์ชายกลางถนน คนจะรู้ฐานะนะเจ้าคะ”
“เรียกชื่อไม่ได้หรือ”
“บุตรสาวที่ใดเรียกชื่อบิดาเจ้าคะ”
นางคิดอยู่พักใหญ่ “เช่นนั้นให้เขาเรียกเปิ่นกงว่าท่านแม่แทน”
เฉิงอี้หันหน้าเข้ากำแพง ไม่อยากรับรู้
กู้เฟิ่งสวมหมวกให้เด็กน้อยแล้วตัดสิน “เรียกท่านอา”
อันอันพอใจขึ้นมานิดหนึ่ง “อาเฟิ่ง”
“ท่านอา”
“เสี่ยวเฟิ่ง”
“ไม่ต้องเรียกแล้ว”
ทั้งกลุ่มออกทางประตูด้านข้าง ใช้รถม้าธรรมดาไปลงใกล้ตลาดตะวันออก จากนั้นเดินต่อเข้าตรอกชิงเหอ
มู่อิ่นเช่อไม่เคยเห็นเมืองหลวงในสภาพนี้ ถนนกว้างกว่าความทรงจำ มีร้านค้าสองชั้นเรียงราย โคมผ้าหลากสีแขวนเหนือป้ายไม้ พ่อค้าต่างแดนสวมหมวกทรงประหลาดยืนขายเครื่องแก้ว เด็กหลายคนวิ่งถือขนมน้ำตาลผ่านหน้า
นางหันมองซ้ายขวาจนคอแทบพันกัน แต่ยังพยายามเดินช้า ๆ อย่างผู้สูงศักดิ์
พอผ่านร้านถังหูลู่ ความสง่างามก็หยุดอยู่ตรงนั้น
“อาเฟิ่ง”
“ไม่ใช่ท่านอาหรือ”
“ท่านอา ซื้อให้เปิ่น...ซื้อให้อันอันหนึ่งไม้”
กู้เฟิ่งเห็นนางยอมเปลี่ยนคำเรียกและเลิกใช้เปิ่นกงต่อหน้าคนภายนอก จึงซื้อให้หนึ่งไม้
เด็กน้อยถือถังหูลู่เดินต่ออย่างมีความสุข ผ่านไปไม่ถึงสิบก้าวก็เห็นขนมแป้งทอดรูปดอกไม้
“ท่านอา”
“กินถังหูลู่ให้หมดก่อน”
“อันอันมีสองมือ”
เขามองมือซ้ายที่ว่างอยู่และไม่อาจโต้เถียง