พ่อครัวสามคนทะเลาะกัน #26
พ่อครัวสามคนทะเลาะกัน #26
หญิงผู้นั้นส่ายหน้า ยิ้มให้อย่างฝืน ๆ พอมู่อิ่นเช่อเดินเข้าไป นางกลับยกมือขึ้นค้อมคำนับจนตัวงอ
“บ่าวผิดเอง ไม่ตรวจคนให้ดี”
มู่อิ่นเช่อจะจับแขนนางไว้ กู้เฟิ่งเห็นจากข้างประตูก็รีบเข้ามาช่วยพยุงให้นั่งบนเก้าอี้ แล้วเรียกพ่อบ้านจ้าวเข้ามาฟังด้วย
“คนที่สับเปลี่ยนตัวต้องรับผิด เจ้าจำอะไรเพิ่มได้หรือไม่”
ช่างหญิงนึกอยู่นาน ก่อนชี้ที่หีบ “คนหนึ่งยกหีบไม่เป็นเจ้าค่ะ เขายกข้างเดียวจนเอียง ขนของเช่นนี้ไม่เคยทำงานกับบ่าวแน่ แต่ที่ประตูมีคนเรียกให้รีบ บ่าวจึงไม่ได้ถาม”
“ใครเรียก”
“ผู้ตรวจป้ายของสำนักช่าง เขาบอกว่าตำหนักอวี้คุนรออยู่”
พ่อบ้านจ้าวขอให้นางบอกรูปพรรณ แล้วจดส่งต่อให้เฉิงอี้ กู้เฟิ่งไม่ได้ให้เด็กอยู่ฟังเรื่องจับกุมจนจบ เขาหยิบเสื้อตัวใหม่ออกมาวางข้างนาง
ช่างหญิงเย็บแขนให้คล่องตามที่มู่อิ่นเช่อสั่ง ด้านในมีถุงลับแบนติดชิดสาบเสื้อ เด็กสอดมือเข้าไปคลำแล้วเงยหน้าขึ้น
“ใส่ปิ่นได้หรือไม่”
“ได้เจ้าค่ะ ปลอกเงินจะไม่เกี่ยวผ้า บ่าวเย็บซ้อนไว้สองชั้น”
มู่อิ่นเช่อยอมให้ชิงหลัวช่วยสวม นางลองยกแขน บิดตัว แล้วพยักหน้า ช่างหญิงถึงค่อยยิ้มได้เต็มหน้า
นางล้วงถุงลับใส่ปิ่นอีกครั้ง แล้วใช้อีกมือตบชายเสื้อด้านตรงข้าม “ตรงนี้ทำถุงลับอีกใบให้เปิ่นกงด้วย”
ช่างหญิงหยิบสายวัดขึ้นมา “คุณหนูจะใส่สิ่งใดเจ้าคะ”
“พุทราเชื่อมสิบเม็ด”
กู้เฟิ่งที่นั่งอยู่ใกล้กันเงยหน้าขึ้น “สามเม็ด”
“แปด”
“สี่”
“เจ็ด”
“ห้า”
มู่อิ่นเช่อหันไปหาช่าง “ทำสิบ”
กู้เฟิ่งหันตาม “ทำห้า”
หญิงผู้นั้นมองคนทั้งสอง สายวัดค้างอยู่ในมือ ไม่รู้ควรจดจำนวนใด มู่อิ่นเช่อเห็นเขาไม่ยอมก็นั่งคิดใหม่ ก่อนยื่นนิ้วออกมานับให้ดู
“ห้าเม็ดของเปิ่นกง อีกห้าเม็ดเผื่อเจ้า”
“ข้าไม่กินพุทราเชื่อม”
“ไม่กินก็ฝากไว้กับเปิ่นกงได้”
ชิงหลัวหัวเราะออกมาก่อน รีบยกมือปิดปาก แต่ช่างหญิงก็หัวเราะตามไปแล้ว กู้เฟิ่งปล่อยให้เด็กน้อยมองค้อนคนละที ถึงค่อยบอกช่างให้ทำถุงลับพอใส่ขนมชิ้นเล็กห้าเม็ด แยกจากถุงลับปิ่นให้ชัด ส่วนขนมให้ห้องเครื่องจัดใส่ถุงไว้วันละห้าเม็ดตามที่ตกลงกัน
มู่อิ่นเช่อยอมให้วัดตัว พลางพึมพำว่าจวนใหญ่โตถึงเพียงนี้กลับตระหนี่ผ้าทำถุงลับเท่าฝ่ามือ
ขณะพับแขนเสื้อเก็บ ชิงหลัวถูกเข็มที่หลงอยู่ในผ้าตำ มู่อิ่นเช่อรีบหยิบลูกกวาดจากถุงยื่นให้หนึ่งเม็ด สาวใช้จะปฏิเสธ เด็กกลับดันใส่มือแล้วบอกให้เก็บไว้
“กินแล้วจะได้ลืมว่าเจ็บ”
กู้เฟิ่งเห็นชิงหลัวรับไปยิ้ม ๆ เขาช่วยเก็บเข็มที่เหลือส่งให้ช่าง ก่อนให้พ่อบ้านจ้าวพานางกลับ คนที่มารับถูกตรวจชื่อและใบหน้าตรงประตูอีกครั้งต่อหน้าทุกคน
คืนนั้นมู่อิ่นเช่อฝันร้ายอีกครั้ง เสียงกรีดร้องของนางทำให้กู้เฟิ่งรีบเข้ามาช้อนร่างเด็กน้อยขึ้นอุ้ม
เขาอุ้มมู่อิ่นเช่อเดินไปมารอบห้องอยู่หลายรอบ เด็กน้อยยังเกาะคอไม่ยอมปล่อย พอวางลงบนเตียงก็ลืมตาขึ้นทันที ท้ายที่สุดเขาต้องนั่งพิงหัวเตียง ปล่อยให้นางนอนขดอยู่บนอกจนฟ้าสาง
รุ่งเช้า มู่อิ่นเช่อลืมเรื่องที่ตนร้องไห้กลางดึกไปหมด นางตื่นมาเห็นกู้เฟิ่งหลับตาอยู่ข้างตัว จึงใช้นิ้วจิ้มแก้มเขาอย่างสนใจ
คนผู้นี้เวลาหลับไม่ทำหน้าดุ ดูแล้วอายุน้อยลงหลายปี
นางจิ้มครั้งแรก เขาไม่ขยับ
ครั้งที่สอง คิ้วเขากระตุก
ครั้งที่สาม มือใหญ่คว้านิ้วเล็กเอาไว้ทั้งที่ยังไม่ลืมตา
กู้เฟิ่งเอ่ยทั้งที่ยังหลับตา “หากไม่อยากนอนก็ลุกขึ้นได้แล้ว”
มู่อิ่นเช่อดึงนิ้วกลับเบา ๆ “เปิ่นกงเห็นเจ้าไม่ขยับ”
กู้เฟิ่งลืมตาขึ้น เด็กกำลังจ้องหน้าเขาอยู่ ครั้นเห็นว่าเขาตื่นเต็มที่นางถึงยอมยิ้ม เขาปล่อยมือแล้วขยับให้ลุกจากเตียงได้
“ข้ายังอยู่นี่ ไปให้ชิงหลัวล้างหน้าก่อน”
มื้อเช้าวันนั้น ในถุงขนมที่ชิงหลัวนำมาให้มีลูกกวาดเพิ่มหนึ่งเม็ด มู่อิ่นเช่อเทออกนับบนผ้าแล้วหันไปหากู้เฟิ่ง
“เจ้าคำนวณผิดหรือ”
เขายกถ้วยชาขึ้น “พ่อครัวใส่ผิดกระมัง”
“เช่นนั้นเปิ่นกงรับไว้ ไม่ให้เขาลำบาก”
นางรวบผ้าเก็บอย่างรวดเร็ว ครั้นชิงหลัวหันไปยกสำรับออก กู้เฟิ่งก็เห็นเด็กน้อยแอบใส่ลูกกวาดเม็ดที่เกินมาไว้ในถุงลับสาวใช้ ก่อนกลับไปนั่งทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ดังเดิม
หลังอาหารเช้า เฉิงอี้นำข่าวใหม่มารายงาน ตราพยัคฆ์ดำไม่ได้สูญหายไปพร้อมกองทัพทั้งหมด ยังมีชาวบ้านบางครอบครัวใช้อักษรมู่กับลายพยัคฆ์เป็นตราร้านค้า กระจายอยู่ทางตอนใต้ของเมืองหลวง หนึ่งในนั้นคือร้านบะหมี่เล็ก ๆ ในตรอกชิงเหอ
มู่อิ่นเช่อเงยหน้าขึ้นทันที “พวกเขาเป็นคนสกุลมู่หรือ”
เฉิงอี้วางแผนที่ตรอกลงบนโต๊ะ “อาจเป็นเพียงคนแซ่เดียวกันพ่ะย่ะค่ะ ยังยืนยันไม่ได้ว่าเกี่ยวข้องกับตระกูลแม่ทัพมู่”
นางลุกขึ้นทันที “พาเปิ่นกงไป”
กู้เฟิ่งปฏิเสธ “เจ้ายังถูกห้ามออกจากจวน”
“เปิ่นกงจะไปตามหาคนในตระกูล”