ท่านอา #28
ท่านอา #28
“ตามนิทานก็ว่าเช่นนั้น” เขายักไหล่ “แต่ท่านปู่ของข้าไม่เชื่อ ปู่บอกว่าหากมู่ฮองเฮาชั่วถึงเพียงนั้น คนสกุลมู่คงไม่แอบจุดธูปให้นางทุกปี”
ตะเกียบในมือมู่อิ่นเช่อค้างอยู่เหนือชาม “พวกเจ้ายังจุดธูปให้มู่ฮองเฮาอยู่หรือ”
มู่เสี่ยวซานหันไปมองประตูครัว “หลังร้านมีป้ายไม้เก่าอยู่ชิ้นหนึ่ง ไม่กล้าเขียนชื่อเต็ม เพียงสลักคำว่าอิ่น คนในบ้านไหว้กันมาตลอด”
มู่อิ่นเช่อวางตะเกียบ นางขอไปดูป้ายไม้
มู่เสี่ยวซานลังเล แต่เห็นเป็นเด็กจึงพาไปหลังร้าน ป้ายเล็กตั้งอยู่บนชั้นเหนือไหข้าว สลักอักษรอิ่นลายมือหยาบ ข้างหน้ามีส้มสองผลกับธูปดับแล้วหนึ่งดอก
เด็กน้อยยืนมองอยู่นาน
นางจำผู้คนสกุลมู่ไม่ได้ จำบิดาได้เพียงเงาเลือนราง ไม่รู้ว่าตนเคยทำดีหรือร้ายเพียงใด แต่ผ่านมาสี่ร้อยปี ยังมีใครบางคนวางส้มไว้ให้ชื่อของนาง
มู่อิ่นเช่อยกมือคำนับป้ายอย่างเงียบ ๆ
มู่เสี่ยวซานเห็นท่าทางนั้นก็รู้สึกแปลก เขาเดินไปหยิบห่อผ้าเก่าจากหีบ เปิดออกให้ดูเหรียญเหล็กครึ่งชิ้น บนเหรียญมีลายพยัคฆ์แบบเดียวกับปิ่น
“ของชิ้นนี้สืบต่อกันมา บรรพบุรุษบอกว่าครึ่งที่เหลืออยู่กับคนในจวนแม่ทัพ หากวันหนึ่งสองชิ้นกลับมารวมกัน ชื่อสกุลมู่จะได้รับความเป็นธรรม”
กู้เฟิ่งรับมาดู ตรงรอยหักมีอักษรเล็กสลักว่า เหมันต์
เขาพลิกเหรียญกลับอย่างระวัง แล้วเงยหน้าหาเจ้าของร้าน “ขายหรือไม่”
มู่เสี่ยวซานดึงกลับทันที “ต่อให้ให้ทองร้อยตำลึงก็ไม่ขายขอรับ”
กู้เฟิ่งไม่ได้รั้งเหรียญไว้ “ข้าเพียงถาม เจ้าไม่ขายก็ไม่เป็นไร”
มู่อิ่นเช่อมองชายเจ้าของร้านแล้วถามว่า “หากวันหนึ่งมู่ฮองเฮากลับมา เจ้าอยากให้นางทำสิ่งใด”
“กลับมาหรือ” มู่เสี่ยวซานหัวเราะ “หากนางเป็นผี ก็ขออย่าหักคอข้าก็พอ หากเป็นคน ข้าอยากถามว่านางได้ทำเรื่องเหล่านั้นจริงหรือไม่”
มู่อิ่นเช่อเงยหน้ามองเจ้าของร้าน ความหวังเล็กน้อยทำให้เสียงเบาลง “หากนางบอกว่าไม่ได้ทำเล่า เจ้าจะเชื่อหรือไม่”
มู่เสี่ยวซานเก็บเหรียญกลับเข้าห่อผ้า “ข้าก็จะเชื่อครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งต้องดูหลักฐาน”
คำตอบตรงไปตรงมาทำให้มู่อิ่นเช่อพอใจ “เจ้าไม่โง่”
มู่เสี่ยวซานยิ้มรับคำชม “ขอบคุณคุณหนูน้อย”
มู่อิ่นเช่อหันมองชามของตน “แล้วหากนางหิว เจ้าจะให้กินบะหมี่หรือไม่”
มู่เสี่ยวซานฉีกยิ้ม “ให้กินหนึ่งชาม ชามต่อไปเก็บเงิน”
เด็กน้อยหันไปหากู้เฟิ่ง “ได้ยินหรือไม่ ชามนี้ไม่ต้องจ่าย”
กู้เฟิ่งเตือน “เขาบอกว่าจะให้มู่ฮองเฮากิน ไม่ใช่เจ้า”
“เปิ่นกงก็คือ...”
กู้เฟิ่งวางมือบนไหล่เด็ก นางเห็นเฉิงอี้ขยับเข้ามาที่ประตูหลังร้าน เหลือบมองเลยเขาไปก็พบลูกค้าคนใหม่เข้ามาสองคน มู่อิ่นเช่อจึงหยุดคำไว้
ก่อนกลับ เขาไม่ได้ซื้อเหรียญ แต่สั่งบะหมี่แห้งยี่สิบห่อ มู่เสี่ยวซานดีใจจนลดราคาให้หลายส่วน มู่อิ่นเช่อแอบวางหยกชิ้นเล็กไว้หน้าป้ายอิ่น ถูกกู้เฟิ่งเห็นแต่ไม่ห้าม
ระหว่างนั่งรถม้ากลับ นางเงียบผิดปกติ
กู้เฟิ่งมองคนที่เงียบมาตั้งแต่ออกจากร้าน “เจ้ากำลังคิดถึงคนสกุลมู่หรือ”
มู่อิ่นเช่อก้มหน้าลง “เปิ่นกงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกเขาเป็นใคร”
เขาปลอบนาง “วันหนึ่งเจ้าจะจำได้”
“หากเปิ่นกงเป็นคนชั่วจริง เจ้าจะยังให้กินขนมหรือไม่”
กู้เฟิ่งมองหน้าเด็กอยู่นาน ก่อนเลื่อนถุงขนมที่นางฝากไว้กลับไปให้
“เจ้าต้องกินข้าวและรักษาแผล เรื่องที่ยังไม่รู้ อย่าเพิ่งตัดสินตนเอง”
มู่อิ่นเช่อรับถุงมาแต่ไม่ได้เปิด นางวางไว้บนตัก มองรอยพับของผ้าจนรถม้าเลี้ยวพ้นตลาด
ข่าวองค์ชายใหญ่พาพระธิดาลับออกตลาดแพร่ไปทั่วเมืองในวันถัดมา
พ่อค้าขนมจำได้ว่าเด็กเรียกเขาว่าท่านอา ส่วนคนขายเกาลัดยืนยันว่าเห็นองค์ชายใหญ่เช็ดน้ำตาลที่แก้มเด็กด้วยมือของตน พอเรื่องผ่านคนเล่าหลายปาก คำว่าท่านอาก็กลายเป็นคำปิดบังฐานะตามใจผู้ฟัง
พอข่าวถึงวัง เด็กในอ้อมแขนขององค์ชายก็กลายเป็นพระธิดาที่ถูกปิดบัง แม้ยังไม่มีผู้ใดบอกได้ว่ามารดาเป็นใคร
ฮ่องเต้ได้ยินข่าวก็ไม่คิดแก้ พระองค์กลับเห็นว่าเป็นเรื่องดี องค์ชายใหญ่ไม่ยอมแต่งงานมาหลายปี หากมีลูกติดมาคนหนึ่ง สตรีที่ถูกเลือกเป็นพระชายาคงต้องรีบเข้าจวนไปดูแล
ราชโองการให้อัครเสนาบดีซุนพาหลานสาวมาพบองค์ชายใหญ่จึงมาถึงในเช้าวันถัดมา
กู้เฟิ่งอ่านจบแล้ววางลง “บอกว่าข้าป่วย”
เกาไห่ขันทีผู้มาส่งยิ้มอย่างลำบากใจ “ฝ่าบาททรงคาดไว้แล้ว จึงรับสั่งว่าหากองค์ชายประชวร ให้คุณหนูซุนมาเยี่ยมอาการพ่ะย่ะค่ะ”
กู้เฟิ่งลองหาข้ออ้างอีกทาง “เช่นนั้นบอกว่าข้าติดโรค ไม่สะดวกรับแขก”
เกาไห่ยังคงยิ้ม “ฝ่าบาทรับสั่งอีกว่า หมอหลวงอยู่ในจวน ย่อมรักษาได้พ่ะย่ะค่ะ”
กู้เฟิ่งเงียบ
ฮ่องเต้เตรียมปิดทางหนีบุตรชายไว้ครบถ้วน