LNCrawler

บทนำ #2

ข้าก็แค่เป็นฮองเฮามาสี่ร้อยปี — novel.dek d.com · All chapters

บทนำ #2

ในฤดูร้อน คนงานต้องทนให้แดดเผาผิวจนแตกพุพอง

ครั้นถึงฤดูหนาว พวกเขาก็ต้องทำงานท่ามกลางลมเย็นที่กัดลึกถึงกระดูก คนงานจำนวนมากนอนแข็งตายอยู่ข้างกองหินก่อนรุ่งสาง

หอไจซิงใช้เวลาสร้างเกือบสามปี บัญชีของราชสำนักบันทึกจำนวนผู้เสียชีวิตไว้หนึ่งหมื่นแปดพันกว่าคน ทว่าชาวบ้านต่างรู้ดีว่า ผู้ที่ถูกฝังอยู่ใต้ฐานหอ รวมถึงผู้บาดเจ็บที่ถูกส่งกลับบ้านไปสิ้นใจระหว่างทาง ยังมีมากกว่านั้นหลายเท่า

ครั้นสร้างเสร็จ มู่อิ่นเช่อเสด็จขึ้นไปชมดาวเพียงสามคืน หลังจากนั้นประตูหอไจซิงก็ถูกปิดตาย เพราะฮองเฮาทรงเบื่อหน่ายและไม่คิดเสด็จไปอีก

ราษฎรกล่าวกันว่า อิฐทุกก้อนของหอไจซิงมีโลหิตคนฉาบอยู่ ศิลาทุกแผ่นมีวิญญาณอาฆาตแบกรับ และเสียงลมที่ดังลอดลงมาจากยอดหอในยามค่ำคืน แท้จริงคือเสียงร่ำไห้ของผู้ตายนับหมื่น

นับแต่นั้น มู่อิ่นเช่อกลายเป็นสตรีที่คนทั่วแผ่นดินเกลียดชังที่สุด

มารดาใช้ชื่อนางขู่เด็กไม่ยอมนอน นักเล่านิทานนำความโหดเหี้ยมของนางไปเล่าตามโรงสุรา รูปวาดของมู่ฮองเฮาถูกแขวนไว้ในโรงเชือด ผู้คนเชื่อว่าต่อให้ตกนรกสิบแปดขุม วิญญาณอำมหิตของนางก็ไม่มีวันชำระบาปได้หมด

ด้วยเหตุนี้ เมื่อข่าวการสิ้นพระชนม์แพร่ไปถึงหัวเมืองต่าง ๆ เสียงประทัดจึงดังขึ้นตามตรอกซอกซอย ไหสุราถูกยกออกมาเปิด เลือดสัตว์ถูกนำมาสาดลงบนภาพวาดของนางเพื่อส่งวิญญาณลงสู่ขุมนรก

ไม่มีผู้ใดคาดคิด ว่าการตายของมู่ฮองเฮาจะไม่ได้ฝังเพียงร่างของนางไว้ใต้หิมะ มันยังฝังตระกูลมู่ทั้งตระกูลลงไปพร้อมกัน

นับแต่ฤดูเหมันต์ รัชศกเจียวฝางที่แปดแห่งต้าจิ้น แผ่นดินเริ่มเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อย

หลังงานพระศพของฮองเฮาสิ้นสุดลง มู่เจิ้นหย่วนที่ประจำการอยู่ชายแดนเหนือได้รับราชโองการให้กลับเมืองหลวง เขามาถึงหน้าประตูเมืองพร้อมทหารติดตามเพียงยี่สิบนาย ก่อนลงจากม้าถวายตราพยัคฆ์ที่ถือครองมานานกว่าสามสิบปีคืนแก่ฮ่องเต้

สิบเจ็ดวันให้หลัง แม่ทัพใหญ่ผู้เคยผ่านสมรภูมิมานับร้อยสิ้นใจอยู่ภายในจวน

ราชสำนักประกาศว่าเขาตายเพราะบาดแผลเก่ากำเริบ ทว่าคนในเมืองหลวงต่างลอบพูดกันว่า คืนก่อนสิ้นใจ มีขันทีจากในวังนำยาพระราชทานมาส่งถึงจวน

เมื่อมู่เจิ้นหย่วนตาย กองทัพพยัคฆ์ดำก็ไร้คนปกครอง

ทหารสามแสนหกหมื่นนายถูกแบ่งออกเป็นแปดกอง แม่ทัพและนายกองที่เคยภักดีต่อสกุลมู่ถูกปลดออกจากตำแหน่ง ธงพยัคฆ์ดำทุกผืนถูกนำมากองเผานอกประตูเมือง อาวุธ ม้าศึก เสบียง และที่ดินของกองทัพถูกยึดคืนเข้าสู่ท้องพระคลัง

ต่อมาไม่นาน ราชสำนักค้นพบจดหมายลับหลายฉบับภายในห้องหนังสือของแม่ทัพมู่ เนื้อหาในจดหมายกล่าวถึงการยกทัพบีบบังคับฮ่องเต้ให้สละราชบัลลังก์ แม้ไม่มีผู้ใดพิสูจน์ได้ว่าลายมือบนจดหมายเป็นของผู้ใด ราชโองการลงโทษตระกูลมู่ก็ถูกประกาศออกมาในเช้าวันถัดมา

บุรุษสกุลมู่ถูกส่งไปเป็นทาสใช้แรงงาน สตรีถูกส่งไปกองอารักษ์เพื่อประมูลขายต่อเช่นกัน เด็กที่ยังเดินไม่เป็นยังต้องถูกลงชื่อไว้ในทะเบียนทาส รอจนมีอายุพอทำงานแล้วค่อยถูกส่งออกไปตามคำสั่งของราชสำนัก

ศาลบรรพชนของสกุลมู่ถูกทุบทิ้ง ป้ายวิญญาณถูกเผา แม้แต่สุสานบรรพบุรุษก็ยังถูกรื้อเพื่อค้นหาทรัพย์สิน

ตระกูลมู่ยังคงมีคนสืบสายเลือด แต่ชื่อของพวกเขาเหลืออยู่เพียงในทะเบียนทาสหลวงเท่านั้น

ยี่สิบเอ็ดปีหลังเหตุการณ์หิมะถล่ม ฝางหย่งตี้ฮ่องเต้แห่งราชสกุลกู้เสด็จสวรรคต องค์รัชทายาทขึ้นครองราชย์ตามราชประเพณี ก่อนจะส่งต่อบัลลังก์มังกรแก่พระโอรสและลูกหลานสืบมา

ภายใต้การปกครองของฮ่องเต้ราชสกุลกู้ ต้าจิ้นขยายอาณาเขตออกไปทั้งทางเหนือและตะวันตก ถนนหลวงทอดยาวเชื่อมหัวเมืองต่าง ๆ

จุดพักม้าถูกตั้งขึ้นตามเส้นทางสำคัญ คลองส่งน้ำถูกขุดผ่านพื้นที่แห้งแล้ง เมืองเล็กริมแม่น้ำเติบโตขึ้นเป็นเมืองการค้า ตำราไม้ไผ่ที่ทั้งหนักและขนย้ายลำบากค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยกระดาษ

เมื่อกองทัพต้าจิ้นเปิดเส้นทางผ่านดินแดนตะวันตก ขบวนคาราวานก็เริ่มเดินทางข้ามทะเลทราย เส้นทางสายไหมนำแพรพรรณและใบชาจากต้าจิ้นออกไป แลกกับม้าพันธุ์ดี เครื่องแก้ว อัญมณี เครื่องหอม และสมุนไพรจากดินแดนอันห่างไกลกลับมา

ต่อมา ท่าเรือทางตะวันออกและใต้เปิดรับเรือสินค้าขนาดใหญ่ ชาวโพ้นทะเลในอาภรณ์แตกต่างเริ่มปรากฏตัวตามตลาดของเมืองหลวง ภาษาหลายสำเนียงดังปะปนอยู่ตามโรงเตี๊ยม ร้านค้าต่างแดนตั้งเรียงรายอยู่สองข้างถนน ความรุ่งเรืองของต้าจิ้นแพร่ไกลออกไปจนชื่อของราชสกุลกู้เป็นที่รู้จักนอกแผ่นดิน

เมืองหลวงที่เคยมีกำแพงล้อมอยู่เพียงชั้นเดียวขยายออกไปถึงสามชั้น ตำหนักใหม่ถูกสร้างขึ้นเหนือรากฐานเดิม ย่านการค้าสว่างไสวด้วยโคมไฟตลอดคืน ผู้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าเกิด เติบโต แก่ชรา และสิ้นอายุขัย โดยเรื่องราวของมู่ฮองเฮาค่อย ๆ ถูกลืมเลือนไป

ตลอดสี่ร้อยปีนั้น ตำหนักฤดูหนาวกลับไม่มีผู้ใดกล่าวถึง

กระทั่งเวลาล่วงมาครบสี่ร้อยปีนับจากเหตุการณ์หิมะถล่มในรัชศกเจียวฝางที่แปด ต้าจิ้นก็เข้าสู่รัชสมัยของฮ่องเต้อีกพระองค์หนึ่ง

ยามนั้นเป็นรัชศกเฉิงอันที่ยี่สิบเจ็ดแห่งต้าจิ้น

ผู้ครองบัลลังก์มังกรคือกู้ฉางเยวียน ผู้สืบสายตรงจากพระโอรสของฝางหย่งตี้ฮ่องเต้ ทรงพระราชทินนามว่าจิ่งเหอตี้

จิ่งเหอตี้ฮ่องเต้มีพระชนมายุห้าสิบพรรษา ครองราชย์มานานยี่สิบเจ็ดปี เวลานี้พระองค์กำลังลุ่มหลงฮองเฮาพระองค์ใหม่