LNCrawler

งานดูตัวที่เด็กห้าขวบไม่ยอม #30

ข้าก็แค่เป็นฮองเฮามาสี่ร้อยปี — novel.dek d.com · All chapters

งานดูตัวที่เด็กห้าขวบไม่ยอม #30

ระหว่างทางเขาหยุดข้างพุ่มไม้ที่นางใช้แอบฟัง “ครั้งหน้าอยากพบแขกก็ให้คนมาบอก อย่ามุดพุ่มไม้หนีชิงหลัวอีก”

มู่อิ่นเช่อก้มปัดเศษใบไม้ที่ยังติดชายเสื้อ “เปิ่นกงไม่ไว้ใจคนแปลกหน้า”

กู้เฟิ่งไม่รู้จะดุนางต่ออย่างไร เด็กเคยถูกคนแปลกหน้าพาออกไปจากจวนของเขาจริง ๆ เขาเอื้อมไปหยิบใบไม้ที่ไหล่ออกให้ แล้วเดินต่อช้าลงเพื่อให้นางตามทัน

สามวันต่อมา อัครเสนาบดีซุนส่งหนังสือปฏิเสธการเกี่ยวดองอย่างสุภาพ หลานสาวขออยู่ปรนนิบัติมารดาต่ออีกหนึ่งปี กู้เฟิ่งให้พ่อบ้านตอบรับและคืนของกำนัลที่นำมาในวันดูตัว ส่วนกำไลของมู่อิ่นเช่อยังอยู่ในห้องตามเดิม

ฮ่องเต้กริ้วพระโอรสที่ปล่อยให้งานดูตัวจบลงเช่นนั้น ครั้นเกาไห่เล่าว่าเด็กน้อยถามเรื่องแต่งงานกลางศาลา พระองค์ก็รับสั่งให้พามู่อิ่นเช่อมาเรียนมารยาทด้วย

ราชโองการให้มู่อิ่นเช่อเข้าเรียนที่หอศึกษาหลวงร่วมกับองค์ชายองค์หญิงวัยเยาว์มาถึงในวันถัดมา บ่ายนั้นกู้เฟิ่งพานางเข้าวังเพื่อรับพระบัญชา ฮ่องเต้ประทับรออยู่ในห้องทรงงาน

“เด็กต้องเรียนรู้มารยาท” ฮ่องเต้ทอดพระเนตรเด็กที่ยังเชิดหน้า พระหัวคิ้วเริ่มขมวด “จะปล่อยให้นางเรียกตนว่าเปิ่นกงแล้วออกคำสั่งผู้อื่นทั้งวันไม่ได้”

กู้เฟิ่งเห็นด้วยกับประโยคนี้อย่างยิ่ง

มู่อิ่นเช่อไม่เห็นด้วยแม้แต่น้อย

เช้าวันแรก นางเกาะเสาเรือนไม่ยอมขึ้นรถม้า ชิงหลัวเรียกเท่าใดก็ส่ายหน้า เฉิงอี้ถือห่อตำรารออยู่ตรงบันได ครั้นกู้เฟิ่งออกมาจากห้องหนังสือ ทุกคนถึงค่อยถอยให้

“เปิ่นกงอ่านหนังสือเป็นแล้ว ไม่เรียน!”

เขาวางห่ออาหารกลางวันลงตรงเชิงเสา ไม่พยายามดึงแขนเด็ก

“อาจารย์อาจมีเรื่องที่เจ้ายังไม่รู้ ชิงหลัวไปด้วย เฉิงอี้จะเฝ้าประตู ข้าเสร็จธุระแล้วจะมารับ”

“เจ้าต้องมารับเอง”

กู้เฟิ่งพยักหน้า รอจนมือเล็กปล่อยจากเสาจึงยื่นมือให้ นางรับห่ออาหารจากชิงหลัวแล้วเดินตามเขาขึ้นรถม้า

หอศึกษาหลวงมีศิษย์สิบสองคน อายุตั้งแต่ห้าถึงสิบสามปี องค์ชายสี่กับองค์หญิงเจ็ดเป็นพระโอรสธิดาของเวินฮองเฮา ส่วนที่เหลือเป็นพระโอรสธิดาของสนมและลูกหลานเชื้อพระวงศ์

อาจารย์หยางเป็นราชครูผู้เคร่งครัด หนวดขาวยาวถึงอก เขาไม่สนว่าเด็กคนใดเป็นลูกของสนมที่โปรดปราน หากท่องไม่ได้ก็ถูกไม้ตีมือเท่ากัน

เมื่อกู้เฟิ่งพามู่อิ่นเช่อเข้าไป เด็กทุกคนหันมามองพระธิดาลับในข่าวลือ

องค์ชายสี่กู้หมิงอายุเจ็ดปี รูปร่างอวบ เขาเป็นลูกคนโปรดจึงไม่เคยกลัวผู้ใด พอเห็นมู่อิ่นเช่อตัวเล็กกว่าก็เดินเข้ามาถาม “เจ้าเป็นลูกของเสด็จพี่ใหญ่จริงหรือ”

มู่อิ่นเช่อมองเขา “เปิ่นกงไม่ใช่ลูกของเขา”

กู้หมิงยังไม่เชื่อ “แต่ทุกคนบอกว่าเจ้าเป็นลูกเสด็จพี่ใหญ่”

“ทุกคนโง่ เจ้าก็จะโง่ตามหรือ”

กู้หมิงถูกด่าตั้งแต่ประโยคที่สอง ใบหน้ากลมแดงขึ้น “เจ้ากล้าด่าข้า รู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร”

มู่อิ่นเช่อมองป้ายหยกที่เอวเขา “เจ้าคือลูกของเวินฮองเฮา”

“เสด็จแม่ของข้าเป็นฮองเฮาเพียงองค์เดียว เจ้าไม่มีสิทธิ์เรียกตัวเองว่าเปิ่นกง!”

นางเชิดหน้าหนี “เปิ่นกงไม่เถียงกับเด็ก”

“เจ้าเองก็เป็นเด็ก!”

มู่อิ่นเช่อปรายตามองเขาอย่างสงสาร “เห็นเปิ่นกงตัวเล็กก็คิดว่าอายุน้อยกว่าเจ้าหรือ”

กู้เฟิ่งฝากนางไว้กับอาจารย์ ก่อนออกไปกำชับเฉิงอี้กับชิงหลัวให้เฝ้าอยู่ด้านนอก หากมีผู้ใดจะพาเด็กออกจากหอศึกษา ต้องเป็นเขาหรือคนที่เฉิงอี้รับรองเท่านั้น

บทเรียนแรกคือคัดคัมภีร์ มู่อิ่นเช่อเขียนตัวอักษรได้แต่ไม่ยอมคัดตามแบบ นางเขียนคำว่า กินอิ่ม นอนหลับ ตามความเคยชิน อาจารย์หยางเห็นก็ใช้ไม้ฉื่อเคาะโต๊ะ

“คัดคำว่า ผู้เยาว์เคารพผู้อาวุโส สิบจบ”

มู่อิ่นเช่อพยักหน้าแล้วชี้เด็กคนอื่น “เช่นนั้นให้พวกเขาคัดเถิด จะได้รู้ว่าควรเคารพเปิ่นกง”

อาจารย์หยางชี้กระดาษตรงหน้านาง “ข้าสั่งให้เจ้าคัด ไม่ใช่เด็กคนอื่น”

มู่อิ่นเช่อยืนยันฐานะของตน “แต่เปิ่นกงอาวุโสที่สุดในห้อง”

อาจารย์หยางเคยสอนองค์ชายหัวแข็งมาหลายรุ่น ไม่เคยพบเด็กที่ยืนยันว่าตนแก่ เขาจึงจับมือนางวางบนกระดาษ “คัด”

มู่อิ่นเช่อมองไม้ฉื่อในมือเขาแล้วตัดสินใจไม่ต่อต้านตรง ๆ นางยอมคัดลงกระดาษสิบจบ แต่เปลี่ยนประโยคที่อาจารย์สั่งเป็น ผู้เยาว์ต้องเตรียมขนมให้ผู้อาวุโส

อาจารย์หยางอ่านแล้วหนวดกระดิก

เด็กคนอื่นหัวเราะคิกคัก กู้หมิงหัวเราะดังที่สุด กระทั่งอาจารย์สั่งให้ทุกคนคัดประโยคเดิมที่ตนสอนคนละยี่สิบครั้ง เสียงหัวเราะจึงหายไป

ช่วงบ่ายเป็นวิชาคำนวณ อาจารย์ให้แบ่งข้าวสำหรับทหารหนึ่งร้อยนาย เพิ่มคนขับเกวียนหนึ่งคนกับคนดูแลม้าอีกหนึ่งคน ทุกคนรับข้าวเท่ากัน ส่วนหญ้าม้าตั้งไว้ต่างหาก เด็กโตหลายคนยังเลื่อนลูกคิดไม่เสร็จ มู่อิ่นเช่อก็ตอบแล้ว

“ผิด” กู้หมิงแย้ง “อาจารย์บอกว่ามีทหารหนึ่งร้อยนาย ก็ต้องแบ่งเป็นร้อยส่วน”

มู่อิ่นเช่อเลื่อนหมากออกอีกสองตัว “โจทย์ให้เพิ่มคนขับเกวียนกับคนดูแลม้าอีกสองคน เจ้าลืมนับสองคนนี้ ข้าวจะขาดตั้งแต่วันแรก ส่วนหญ้าม้าต้องแยกไว้ อย่านับปนกับข้าวของคน”