ฮองเฮาตัวน้อยพิชิตหอศึกษา #31
ฮองเฮาตัวน้อยพิชิตหอศึกษา #31
ตอนที่ 15 ฮองเฮาตัวน้อยพิชิตหอศึกษา
อาจารย์หยางมองนาง “เจ้ารู้ได้อย่างไร”
มู่อิ่นเช่อชะงัก ภาพค่ายทหารในหิมะผุดขึ้นมา กลิ่นข้าวไหม้กับเสียงบิดาหัวเราะดังอยู่ใกล้ ๆ นางถือบัญชีเสบียงนั่งบนถังไม้ ขาทั้งสองข้างยังไม่ถึงพื้น
นางก้มมองหมากในมือ “เปิ่นกงเคยแบ่งเสบียงให้ทหาร”
อาจารย์หยางถามต่อ “เจ้าเคยทำเช่นนั้นเมื่อใด”
มู่อิ่นเช่อส่ายหน้า “เปิ่นกงจำไม่ได้”
อาจารย์ไม่ได้ซักต่อ เขาเปลี่ยนโจทย์เป็นการจัดกองคุ้มกันเกวียนสิบคัน มู่อิ่นเช่อวางก้อนหมากบนโต๊ะ แบ่งคนไว้หน้า หลัง และซ่อนหน่วยเล็กในเกวียนเปล่า
“เหตุใดต้องซ่อนคน” องค์หญิงเจ็ดถาม
มู่อิ่นเช่อชี้ให้ดูหมากที่วางไว้ “โจรเห็นกำลังน้อยย่อมบุก หากคนของเราซ่อนอยู่ เมื่อโจรเข้ากลางขบวนก็ปิดหัวท้ายได้”
เด็กทั้งห้องล้อมโต๊ะ สนใจขึ้นมาทันที กู้หมิงไม่ยอมแพ้ เขาหยิบก้อนหมากฝ่ายโจรวางเพิ่มอีกสามเท่า
กู้หมิงชี้หมากที่ตนเพิ่มลงไป “ถ้าโจรมากเพียงนี้เล่า เจ้าจะทำอย่างไร”
มู่อิ่นเช่อกวาดหมากของเขาลงจากโต๊ะ “ทิ้งเกวียน หนี”
กู้หมิงแย้งอย่างไม่ยอมรับ “คนสกุลกู้ไม่หนี!”
มู่อิ่นเช่อมองเขาอย่างขัดใจ “คนสกุลกู้โง่เช่นนี้หรือ ของหายซื้อใหม่ได้ แต่ทหารตายแล้วจะซื้อชีวิตคืนได้ที่ใด”
คำพูดนั้นทำให้อาจารย์หยางนิ่งไป เขาเคยได้ยินประโยคคล้ายกันจากบันทึกแม่ทัพมู่ ว่ากันว่ามู่เจิ้นหย่วนสอนบุตรสาวว่า แพ้ศึกกลับมารับโทษได้ ตายแล้วไม่มีมือมารับโทษ
หลังเลิกเรียน อาจารย์หยางเรียกกู้เฟิ่งไว้
“เด็กคนนี้เคยเรียนพิชัยสงครามกับผู้ใดหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
กู้เฟิ่งมองผ่านหน้าต่างไปยังลาน “หลังนางฟื้นไม่มีผู้ใดสอนเรื่องนี้ แต่ก่อนหน้านั้นข้ายังไม่ทราบ”
“นางอ่านกระบวนทัพออก รู้การแบ่งเสบียง รู้แม้กระทั่งว่าม้าศึกฤดูหนาวต้องเพิ่มหญ้าถั่ว เรื่องเหล่านี้เด็กทั่วไปไม่มีทางรู้ หรือแม้แต่ผู้ใหญ่ก็ยังมีผู้รู้เพียงหยิบมือ”
กู้เฟิ่งมองมู่อิ่นเช่อที่กำลังยืนแบ่งขนมงาทอดกับองค์หญิงเจ็ด ส่วนองค์ชายสี่ถูกนางสั่งให้ยืนเฝ้าเพราะแพ้หมาก
“อาจารย์เคยพบผู้ใดมีวิธีคิดเช่นนี้หรือไม่”
“ในบันทึกเก่าอาจมี” ราชครูลูบเครา “แต่หากจะถามว่าคล้ายผู้ใด กระหม่อมนึกถึงสกุลมู่”
ระหว่างกลับจวน มู่อิ่นเช่ออารมณ์ดี นางได้ขนมเพิ่ม ได้คนเรียกตนว่าพี่อันอัน และยังชนะองค์ชายสี่ทุกวิชา
“พรุ่งนี้เปิ่นกงจะไปอีก”
กู้เฟิ่งเปิดห่อตำราที่ชิงหลัวฝากมาให้ก่อนออกจากวัง “วันนี้อาจารย์ให้คัดลายมือ เจ้ายอมคัดหรือไม่”
“คัดแล้ว” นางยื่นสมุดให้ดูประโยคที่เปลี่ยนเสียเอง กู้เฟิ่งอ่านจบก็เลิกคิ้ว เด็กรีบพลิกหน้าปิด ก่อนจะยกถุงขนมไว้บนตัก
กู้เฟิ่งยื่นมือไปหานาง “ส่งขนมที่เหลือมาให้ข้าดู”
มู่อิ่นเช่อกอดถุงขนมแน่น “เหลืออันใด”
กู้เฟิ่งยังแบมือรอ “อาจารย์บอกว่าเจ้าเอาขนมขององค์ชายสี่มาด้วย”
มู่อิ่นเช่อชี้แจงทันที “เขาแพ้พนันเปิ่นกง”
เขามองถุงที่นางกอดแน่นขึ้น “พวกเจ้าพนันเรื่องอะไรกัน”
“หากเปิ่นกงจัดกระบวนทัพชนะ เขายกขนมให้ หากแพ้ เปิ่นกงจะเรียกเขาว่าเสด็จพี่”
กู้เฟิ่งฟังแล้วส่ายหน้า “เจ้าเอาเปรียบเด็ก”
“เปิ่นกงก็เป็นเด็ก” นางใช้คำที่กู้หมิงพูดเมื่อเช้ามาย้อนเขาอย่างคล่องแคล่ว
กู้เฟิ่งหมดคำโต้เถียง
รถม้าผ่านหอไจซิงในยามตะวันคล้อยต่ำ แสงสีทองจับยอดหอเป็นประกาย มู่อิ่นเช่อไม่ได้ปวดศีรษะเหมือนครั้งก่อน นางเพียงมองประตูดำที่ฐานหอแล้วพึมพำ
“ข้างในมีประตูอีกบาน”
กู้เฟิ่งมองตามนาง “เจ้าเคยเข้าไปในหอหรือ”
มู่อิ่นเช่อส่ายหน้า “เปิ่นกงจำไม่ได้ว่าเคยเข้าไปหรือไม่”
กู้เฟิ่งเลิกม่านให้พ้นกรอบรถม้า จะได้มองฐานหอถนัดขึ้น “แล้วประตูที่เจ้าว่าอยู่ตรงใด”
นางยกมือแตะปิ่นพยัคฆ์ “ใต้รูปดาวเก้าดวง”
กู้เฟิ่งจำถ้อยคำไว้ แต่ยังไม่คิดจะเข้าไปในตอนนี้
คืนนั้น เฉิงอี้ได้รับคำสั่งให้ไปวัดฐานหอไจซิงลับ ๆ
ใต้แผ่นหินรูปดาวเก้าดวง เขาพบร่องกุญแจรูปพยัคฆ์จริงตามที่มู่อิ่นเช่อบอก
ประตูนั้นไม่มีปรากฏอยู่ในแผนผังหอหลวง และถูกปิดมานานสี่ร้อยปี
กู้เฟิ่งให้เฉิงอี้ตรวจทางเข้าออกและหาแผนผังฉบับเก่ามาเทียบ เขายังไม่ยอมพามู่อิ่นเช่อกลับไปจนกว่าจะรู้ว่าห้องใต้หอมีทางออกที่ใด
สองคืนต่อมา เฉิงอี้นำแผนผังเจ็ดฉบับมาส่งถึงห้องหนังสือ วางเรียงตามปีที่คัด หน้าที่เก่าที่สุดขาดตรงขอบ ส่วนฉบับหลังใช้หมึกทาทับช่องใต้ฐานหอ
“จำนวนขั้นบันไดไม่ตรงกันพ่ะย่ะค่ะ ฉบับหนึ่งสิบสอง อีกฉบับสิบหก แต่แบบที่สำนักช่างใช้อยู่เวลานี้ไม่มีบันไดลงใต้ดินเลย”
กู้เฟิ่งขยับตะเกียงเข้ามาใกล้ “รอยหมึกนี้ใหม่กว่าตัวแบบ”
มู่อิ่นเช่อหยุดกินขนม มองเส้นบางที่ลอดพ้นหมึกออกมา “ตรงนี้ยังมีทางเดิน เปิ่นกงเคย...”
นางเอานิ้วแตะข้างขมับแล้วหยุด กู้เฟิ่งเลื่อนถ้วยน้ำให้ รอจนเด็กส่ายหน้าว่านึกต่อไม่ออกจึงกลับมาดูแบบ
กู้เฟิ่งหยิบแผนผังทุกฉบับมาวางซ้อนใต้แสง พบว่าฐานหอในแบบแรกกว้างกว่าฉบับหลังอยู่หนึ่งช่วงแขน ช่องว่างนั้นถูกลบจากบันทึกหลวงทีละน้อย ราวกับมีใครตั้งใจทำให้ห้องใต้ดินหายไปจากความทรงจำของผู้คน