ฮองเฮาตัวน้อยพิชิตหอศึกษา #32
ฮองเฮาตัวน้อยพิชิตหอศึกษา #32
ภายในห้องหนังสือ กู้เฟิ่งวงตำแหน่งไว้แล้วถามเด็กน้อย “เมื่อเจ้าเห็นรูปดาวเก้าดวง เจ้านึกถึงอะไรอีก”
มู่อิ่นเช่อมองรอยวงหมึก มือเลื่อนมาจับแขนเสื้อตน “เปิ่นกงนึกถึงความหนาว”
กู้เฟิ่งรอให้นางมองรูปดาวจนทั่ว ก่อนเลื่อนส่วนข้างเคียงมาให้ดู “แล้วจำสิ่งของใดที่อยู่ข้างรูปดาวได้หรือไม่”
เด็กน้อยพยายามนึก “อาจเป็นตะเกียง เปิ่นกงไม่แน่ใจ”
มู่อิ่นเช่อกำขนมแน่นจนแป้งแตก “มีคนบอกว่า หากประตูเปิด เปิ่นกงจะได้คืนทุกอย่าง”
เขาผ่อนเสียงลง ไม่ยอมให้นางเห็นความร้อนใจ “ผู้ใดเป็นคนพูดเช่นนั้นกับเจ้า”
นางส่ายหน้าเร็วเกินไป เศษขนมติดแก้มทั้งสองข้าง
กู้เฟิ่งไม่ถามซ้ำ เขาใช้ผ้าเช็ดหน้าปัดเศษขนมให้นาง แล้วเปลี่ยนไปถามว่าวันนี้อยากกินบะหมี่หรือเกี๊ยว
เด็กน้อยเงยหน้าจากเศษขนมในมือ “เปิ่นกงอยากกินทั้งสองอย่าง”
กู้เฟิ่งกำหนดให้ “เลือกได้เพียงอย่างเดียว”
นางเสนออาหารที่ต้องการ “เช่นนั้นเอาบะหมี่ใส่เกี๊ยว”
เฉิงอี้คิดว่าผู้เป็นนายคงปฏิเสธ ทว่ากู้เฟิ่งเพียงเรียกคนไปบอกคนครัว
เฉิงอี้เก็บเศษขนมที่ตกใกล้แผนผังออก กู้เฟิ่งเลื่อนตะเกียงกลับเข้าที่ รอจนเด็กออกไปกับชิงหลัวแล้วถึงเรียกองครักษ์ไว้คุยเรื่องผู้ตรวจป้าย
คนลงชื่อจัดผู้ถือหีบยอมรับแล้วว่าได้เงินให้เร่งส่งคนเข้าจวน เขาอ้างว่าไม่รู้เรื่องลักพาตัว ส่วนผู้จ่ายเงินใช้ชื่อปลอม เฉิงอี้ได้รูปพรรณจากคำให้การมาแล้ว แต่ยังตามตัวไม่พบ
“อย่าให้เขาพบพยานคนอื่น” กู้เฟิ่งปิดแผนผัง “แยกสอบ ถ้าเล่าตรงกันค่อยเทียบกับทะเบียนประตูวัง”
คืนนั้นกู้เฟิ่งอ่านแผนผังต่อจนดึก เขาพบชื่อช่างผู้หนึ่งซ้ำอยู่ที่มุมกระดาษทุกฉบับ นั่นคือ ลู่เหอ ช่างหลวงผู้ถูกประหารพร้อมคนในตระกูลมู่ แต่ในทะเบียนนักโทษ ชื่อของลู่เหอกลับถูกขีดทิ้งก่อนวันประหารสามวัน มีคนช่วยเขาออกไป หรือไม่ก็มีคนต้องการให้ทั้งแผ่นดินเชื่อว่าเขาตาย
กู้เฟิ่งเขียนชื่อนั้นลงในสมุดเล่มใหม่ หน้าแรกของสมุดมีเพียงสามหัวข้อ มู่ฮองเฮา โลหิต หอไจซิง
เขาเว้นที่ว่างระหว่างสามคำไว้มาก เพราะยังไม่รู้ว่าเส้นใดจะเชื่อมสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกัน
วันถัดมา สำนักศึกษาหลวงจัดการประลองยิงธนูสำหรับเหล่าองค์ชาย มู่อิ่นเช่อไม่มีชื่ออยู่ในรายชื่อผู้เข้าประลอง แต่นางมาถึงก่อนทุกคนพร้อมธนูคันเล็กที่ช่างในจวนทำให้
กู้หมิงเห็นแล้วหัวเราะ “ธนูของเจ้าเหมือนของเล่น”
มู่อิ่นเช่อยกคันธนูให้พ้นมือที่กู้หมิงยื่นมาจับ “คนยิงแม่นไม่เลือกธนู”
กู้หมิงยังคงหัวเราะ “แต่เจ้ายิงไม่ถึงเป้าแน่”
มู่อิ่นเช่อหันไปมองกู้เฟิ่งที่ยืนคุยกับอาจารย์อยู่ใต้ต้นสน “เจ้ากล้าพนันหรือไม่”
กู้หมิงถามอย่างระแวง “เจ้าจะพนันขนมอีกแล้วหรือ”
มู่อิ่นเช่อส่ายหน้า “คราวนี้เปิ่นกงจะพนันเรื่องงาน”
กู้หมิงระแวงขึ้นมา “งานอันใด”
“หากเปิ่นกงชนะ เจ้าคัดอักษรแทนสามหน้า”
กู้หมิงถามถึงอีกฝ่ายบ้าง “แล้วหากเจ้าแพ้ เจ้าจะยอมเสียอะไร”
มู่อิ่นเช่อประกาศเดิมพัน “เปิ่นกงจะไม่กินขนมหนึ่งวัน”
กู้หมิงคิดว่านั่นเป็นเดิมพันใหญ่ที่สุดในชีวิตนาง จึงตกลงทันที
เมื่อถึงคราวมู่อิ่นเช่อ นางยกธนูแล้วพบว่าแขนของร่างห้าขวบยังสั้นกว่าที่ควรจะเป็น สายธนูดึงได้ไม่เต็ม ข้อมือสั่นเล็กน้อย ลูกธนูดอกแรกตกก่อนถึงเป้า เหล่าเด็กชายหัวเราะกันครืน
นางไม่สนใจเสียงหัวเราะ เพียงขยับเท้าเปลี่ยนมุมจับ แล้วขอให้คนย้ายเป้าเข้ามาสองช่วง
อาจารย์หยางยกบัญชีกติกาให้นางดู “ข้อกำหนดไม่อนุญาต”
มู่อิ่นเช่อแย้ง “กฎเขียนเพียงว่าผู้ใดยิงเข้าเป้ามากที่สุดชนะ ไม่ได้เขียนว่าเป้าต้องอยู่ที่เดิม”
“ทุกคนยิงจากระยะเดียวกัน” อาจารย์ยังไม่ยินยอม
มู่อิ่นเช่อเสนอใหม่ “เช่นนั้นให้ทุกคนเลือกว่าจะขยับเป้าหรือไม่ ผู้ใดขยับเข้ามา ตัดแต้มตามระยะ”
อาจารย์ชะงัก มองไปองค์ชายใหญ่เพื่อขอความเห็น
กู้เฟิ่งเห็นอย่างนั้นจึงพยักหน้า
นางยอมเสียแต้มครึ่งหนึ่งแล้วปล่อยลูกธนูอีกสี่ดอก ทุกดอกปักรวมกันตรงขอบวงแดง แม้แต้มรวมไม่สูงสุด แต่ความแม่นยำดีที่สุด
กู้หมิงยืนอ้าปาก “เช่นนี้นับว่าชนะหรือแพ้”
มู่อิ่นเช่อยืนยัน “เปิ่นกงยิงแม่นที่สุด”
กู้หมิงไม่ยอมแพ้ “แต่แต้มของข้าสูงกว่าเจ้า”
ทั้งสองเถียงกันจนต้องให้กู้เฟิ่งตัดสิน
กู้เฟิ่งชี้คะแนนที่อาจารย์จดไว้ “นางแพ้เมื่อคิดตามแต้ม เจ้ายังชนะตามกฎเดิม”
กู้หมิงยิ้มกว้าง
มู่อิ่นเช่อมองแต้มบนกระดานแล้วจำต้องยอมแพ้ นางส่งกล่องขนมให้กู้เฟิ่งเก็บตามที่พนันไว้ แต่ยังย้อนกลับไปดูลูกธนูของตนก่อนออกจากลาน
สองวันต่อมา เฉิงอี้พบชื่อสกุลลู่ในทะเบียนช่างของหมู่บ้านริมแม่น้ำทางเหนือ กู้เฟิ่งจึงอ้างว่าจะไปตรวจท่าเรือเพื่อสอบถามเรื่องลู่เหอ มู่อิ่นเช่อขอตามไปด้วย นางอยากเห็นของที่อาจช่วยให้นึกถึงหอไจซิงได้
กู้เฟิ่งให้คนสำรวจเรือนช่างกับทางกลับก่อนออกเดินทาง ชิงหลัวนั่งไปในรถม้าเดียวกับเด็ก เฉิงอี้นำทหารล่วงหน้าไปถึงท่าเรือ